วันอังคารที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2553

GIANTS ยักษ์มีจริง

วันนี้ตื่นขึ้นมาก็พบยักษ์เลย มีเพื่อนครูคนหนึ่ง Forward Mail มาให้ เลยตามไปค้นดูเจ้าของภาพ  พบเว็บไซต์เจ้าของ คือ The Orion Conspiracy ที่นี่ เขารวบรวมภาพเรื่องราวต่างๆ ที่น่าพิศวงงงงวยเอาไว้มากมายทีเดียว บางภาพแทบไม่น่าเชื่อว่ามีปรากฏอยู่จริงบนโลกของเรา ลองคลิกดูนะครับ แต่ตอนนี้ลองมาดู GIANTS ที่ว่าก่อนว่าหน้าตาเป็นอย่างไร.... 








 








 


 

ค้นหาเพิ่มเติม : http://www.theorionconspiracy.com/index.php
อ่านต่อ >>

วันเสาร์ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2553

ชีวิตยายทอง..แสงไฟในเศษฟืน

วันนี้ เปิดอีเมล์เพื่อเช็คงานดู มีคุณครูท่านหนึ่ง Forward mail มาให้ เขียนหัวเรื่องว่า "คุณยาย อึ้งจริงๆ (***** เรื่องนี้ห้าดาว)"  จึงรีบเปิดดูทันที พอเปิดเข้าไปก็จำได้ว่า ชีวิตยายทอง นี้เคยดูในโทรทัศน์ แต่จำไม่ได้ว่าเรื่องอะไร  พอได้รับเมล์นี้ จึงรีบนำมา Post เอาไว้ จะได้ช่วยเผยแพร่ไปอีกทางหนึ่ง ยิ่งดูรูปที่เขาถ่ายมาด้วย ยิ่งรู้สึกสงสาร (เพราะผมก็เคยมีแม่ที่ชราอย่างนี้ และท่านก็เเสียชีวิตไปแล้ว) ผมคิดว่านี่เป็นเพียงชีวิตในสังคมไทยบางส่วนเท่านั้นของผู้สูงอายุ  ยังมีชีวิตอย่างนี้อีกมากในสังคมไทย...อย่างไรผ่านไปแถวโคราชก็ไปเยี่ยมยายทอง บ้างก็แล้วกัน...บุญสร้างได้ทุกที่ทุกเวลา...แค่คิดสงสารก็เกิดบุญแล้ว...

แสงไฟในเศษฟืน ถ้าเราพอจะช่วยได้..ยาย..รอ... 
คำสอนของยายทอง ขอปล้องกลาง ชีวิตหญิงชราวัย 81 ปี ที่ต่อสู้ชีวิต ด้วยการ "ขายเศษฟืน" ยายทอง คือ ยายที่เราเคยไปถ่ายทำสารคดีเรื่อง แสงไฟในเศษฟืน แล้วได้รับรู้ว่าชิวิตของยายนั้นต้องอยู่อย่างลำบากในเพิงสังกะสีเก่าๆ  ไม่ต่างจากกองขยะ ที่ทั้งอุดอู้ สกปรก และไม่สามารถกันแดดฝนอะไรได้เลย

ยายต้องเดินเท้าหลายกิโลพร้อมกับกระสอบฟืน ขวดน้ำเก่าๆ และร่มคันหนึ่ง ใช้พยุงตัวเองมาเรื่อยๆให้ถึงหน้าโรงเรียนบุญวัฒนาเพื่อขอขึ้นรถโดยสาร (ที่บางคันจอดรับ และบางคันก็ไม่ให้ยายขึ้น) ไปยังหน้าร้านทอง สามแยกตลาดแม่กิมเฮง

1 บาท เศษไม้ขอแลกเศษเงิน ขอบคุณลูกหลาน..ที่ช่วยต่อชีวิตให้ยาย
ประโยคหนึ่งในเศษกระดาษเก่ายับที่วางอยู่หน้ากองฟืน ได้คนขับสามล้อแถวนั้นเขียนทิ้งไว้ให้  เผื่อว่าคนที่ผ่านไปมาจะได้เห็นว่า ที่มุมเสาไฟฟ้านั้นมีอีกชีวิตที่รอคนเมตตา  ซึ่งความจริงนั้นบางวันยาย... อาจได้แค่คนที่หยุดมองอย่างสงสัยแต่ก็ไม่มีใครสนใจจะซื้อเศษไม้ไร้ค่านั้นเลย สักคนเดียว

เราส่งเมลล์นี้มา ด้วยความที่อยากช่วยเหลือยาย แต่ไม่รู้จะช่วยด้วยวิธีไหน อยากให้เพื่อนๆช่วย Forward mail นี้ต่อกันไปเรื่อยๆ เผื่อว่าคนที่อยู่โคราช และมีโอกาสผ่านไป ถนนเส้นย่าโม สามแยกทางเข้าตลาดแม่กิมเฮง ตรงเสาไฟฟ้า หน้าร้านทอง เพื่อนๆจะเห็นคนแก่คนหนึ่ง ที่ไม่มีอะไรเลย นั่งอาศัยเงาจากเสาไฟฟ้า เพื่อขายของบางอย่าง ที่คนสมัยนี้เค้าไม่ได้ต้องการแล้ว แต่ 'ฟืน' มันก็เป็นเหมือนความหวังเดียวที่ยายมี ทางออกเดียวที่ยายเห็น จากดวงตาที่พร่ามัวเกือบบอดด้วยโรคชรา และหูที่ตึงจนเกือบไม่ได้ยินแล้ว

ถ้าเพื่อนไม่ได้ผ่านไปก็ช่วยForward mail นี้ต่อๆกันไปที ถือว่าเป็นการทำบุญเท่าที่เราทำได้ เผื่อว่าวันหนึ่ง จะมีใครสักคนที่จะเข้ามาช่วยเหลือ ยายทอง ให้เป็นอยู่ในสภาพที่ดีกว่านี้.... ตอกย้ำ...ทำดีได้ดี.....สิ่งนี้ที่เป็นศักดิ์ศรี รู้แล้วทำดีเข้าไป ถึงไหนก็ไม่มีโง่ เกิดเป็นคนทนโท่...ทำดี...โอ้โห...ได้ดี

พอไปถึงโคราช ก็ขับรถวนไปตรงถนนย่าโม หาทางไปตลาดแม่กิมเฮง ผ่านศาลย่าโมมานิดหน่อย พอมองหา ก็เห็นคุณยายนั่งอยู่ตรงเสาไฟฟ้าที่สามแยกหน้าร้านทอง (จอดรถที่วัดสะแกแล้วเดินกลับมานิดหน่อยก็เจอ) คุณยายนั่งอยู่กับพื้น ตรงหน้ามีผ้าพลาสติกเก่า ๆ มีเศษไม้มัดไว้เป็นกำ ๆ วางไว้เรียบร้อย มีกระดาษที่คนใจดี print ให้ไว้ว่า "เศษไม้ก่อไฟ มัดละ 1 บาท"

เราบอกคุณยายไปว่า เห็นเรื่องยายในหนังสือ (หมายถึง email แต่กลัวยายไม่รู้จัก) ก็เลยมาเยี่ยม คุณยายหูตึงแล้ว แต่ยังคุยรู้เรื่องนะ แกถามว่าหนูมาจากไหน จะอยู่กี่วัน มานี่พักอยู่ที่ไหน เราก็ตอบแกไปว่ามาจาก กรุงเทพฯ แกถามว่าอยู่เขตอะไร ก็บอกแกไปว่าอยู่เขตประเวศ ตอนนั้นคิดว่าบอกไป แกก็คงไม่รู้จักหรอก ระหว่างนั้นก็มีคนเดินมาดูเศษฟืน ถาม ๆ อะไรหน่อยแต่ก็ไม่ได้ซื้อ เราก็เลยบอกคุณยายว่าหนูขอซื้อกำนึงนะ แล้วก็เอาเงินให้แกไปร้อยนึง ยายก็ยิ้มดีใจ ขอบใจให้พร ตอนนั้นประมาณบ่ายกว่า ๆ ยายบอกว่ายังไม่ได้กินข้าว เราก็เลยบอกให้ยายเก็บเงินไว้กินข้าวนะ แล้วยายก็เอาเงินซุกลงไปในเสื้อ เหน็บไว้ตรงหน้าอก ไอ้เราก็กลัวเงินจะหล่นนะ เพราะหน้าอกยายไม่ใช่สาว ๆ แล้ว

เท่าที่คุยกับยายก็เลยรู้ว่าแกต้องจ้างคนผ่าเศษไม้ให้ ถุงนึง 100 บาท แล้วแกก็เอากรรไกรเก่า ๆ เป็นสนิมอันนึง นั่งตั้งอกตั้งใจตัดให้เป็นท่อนเท่า ๆ กัน มัดด้วยหนังยาง ขายกำละ 1 บาท เท่าที่เห็น ถ้าขายกำละ 1 บาทจนหมด ไม่รู้จะได้ถึง 100 บาทมั้ย ยายบอกว่าก็ขายพอกินข้าวได้ไปวัน ๆ แล้วตอนเย็นยายต้องจ้างสามล้อ 20 บาท ไปส่งตรงป้ายรถเมล์ จ่ายค่ารถเมล์อีก 8 บาท พอลงรถแล้วต้องเดินต่อไปอีกกว่าจะถึงบ้าน แต่รถบางคันก็ไม่ยอมรับแกขึ้นรถนะ

พอคุยกันซักพัก เราก็ขอตัวลาแกไปทำงาน แกก็อวยพรให้ บอกว่า 'ขอให้เจริญ ๆ นะหนู... อยู่แถวประเวศใช่มั๊ย' ดีจังเลย คุณยายจำได้ด้วย เราคิดว่าคุณยายใส่ใจฟังจริง ๆ นะ คนบางคนเวลาที่เราคุยด้วย ก็ถามนั่นถามนี่ไปตามมารยาท ไม่ได้ใส่ใจฟังจริง ๆ อย่างนี้หรอก

คุณยายบอกว่า คิดถึงยายก็มาเยี่ยมยายนะ ยายอยู่ตรงนี้แหละ พอเราเดินออกมานิดหน่อยก็คิดถึงยายแล้วหล่ะ หลังจากนั้นประมาณซัก 10 นาที (ไปทำงาน) พอเดินกลับมาเห็นคนขายก๋วยเตี๋ยวหนุ่มทางทางใจดี กำลังเอาก๋วยเตี๋ยวมาให้ยาย แล้วก็คอยดูอยู่ว่ายายจะทานได้มั๊ย เราเลยเดินไปซื้อน้ำเปล่ามาให้ยายขวดนึง แล้วก็บอกให้ยายกินน้ำด้วยนะ อากาศร้อน ยายก็ยิ้มดีใจ บอกว่า 'ดีจังเลย ได้กินน้ำเย็น ๆ' ฟังแล้วก็ดีใจจัง

มาคิด ๆ ดูแล้ว บางทีเราเองกินทิ้งกินขว้าง จ่ายเงินกับเรื่องไร้สาระ ซื้อของแพงโดยไม่จำเป็น ไปร้านทำผมมาทีก็หลายตังค์ แต่น้ำเย็นขวดนึงแค่ 10 บาท ทำให้คนแก่คนนึงยิ้มได้อย่างมีความสุขขนาดนี้ เย็นวันนั้นโทรไปเล่าให้เพื่อนฟัง บอกว่าวันรุ่งขึ้นก่อนกลับ กทม จะไปหายายอกีที เพื่อนใจดีก็ฝากเอาเงินไปให้ยายอีกด้วย

พอวันรุ่งขึ้นตอนใกล้ ๆ เที่ยง ก็ซื้อน้ำเย็นไปให้ยายอีกขวด (คราวนี้ตั้งใจเลือกขวดเย็นเจี๊ยบเลย) พอคุณยายเห็นหน้าเราแล้วก็พูดว่า "อ๋อ หนูที่อยู่ประเวศใช่มั๊ย"  ดูซิ ยายน่ารักจังเลย จำได้ด้วย เราถามแกไปว่ากินข้าวหรือยัง แกบอกว่า "ยังไม่มีเวลากินเลย มีแต่เวลาทำงาน (ตัดไม้) ตั้งแต่เช้ายังขายไม่ได้ซักกำเลย" เราก็เลยไปซื้อข้าวมาให้ แล้วก็เอาเงินของเพื่อนกับเงินตัวเองให้แกไปอีกจำนวนนึง บอกให้แกเก็บดี ๆ นะ ค่อย ๆ ใช้ ยายกระซิบบอกว่า ต้องเก็บดี ๆ เพราะเคยมีคนมาแย่งเงินแกไปเฉย ๆ เลย เป็นผู้หญิง (ทำไมใจร้ายนักก็ไม่รู้ !) แล้วแกก็ล้วงเข้าไปในเสื้อ ดึงกระเป๋าผ้าใบเล็ก ๆ เก่า ๆ ที่มีสายผูกกับเสื้อแกอีกที แล้วก็เก็บเงินเข้าไปในนั้นอย่างระวัง

ตอนขอถ่ายรูป คุณยายบอกว่า "ยายขายฟืน ให้ยายถือฟืนซักกำนึง ถ่ายรูปด้วยดีมั๊ย" ... แหม คุณยายนี่ก็มี prop นะคะ โพสต์ท่าเก่งไม่เบา ...

เราเอารูปในมือถือยื่นให้ยายดู แต่ยายบอกว่ามองไม่เห็นหรอก เพราะตายายไม่ดี หมอเพิ่งลอกต้อออกไปแค่ข้างเดียว ตอนนี้ดูฟ้าเห็นพระอาทิตย์เป็นสีเหมือนเลือดเลย น่าเศร้าจัง ยายบอกว่ากลับไปแล้วถ้ามีโอกาสมาอีก หรือถ้ามีใครมาโคราช ยายขอรูปแผ่นนึงนะ ฝากเค้าเอามาให้ยายทองตรงนี้ แล้วบอกว่าจากหนูที่อยู่ประเวศ ยายก็จะจำได้ .... คุณยายความจำดีจริง ๆ

ก่อนกลับ ยายอวยพรให้อีกหลายครั้ง แล้วถามว่าจะมาโคราชอีกเมื่อไหร่ สงกรานต์จะมามั๊ย เราก็ไม่แน่ใจหรอก แต่ถ้ามีโอกาสต้องไปหายายอีกแน่ ๆ ใครที่มีโอกาส อยู่โคราชหรือผ่านไปทางโคราช แวะไปเยี่ยมคุณยายหน่อย


ที่มา : Original Message  ถนอม พิมพ์เสน ส่งเมื่อ Sunday, January 24, 2010 4:47 PM
อ่านต่อ >>

วันอังคารที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2553

10 ประเด็นที่ทำให้คนไทยล้าหลัง

10 ประเด็นที่ทำให้คนไทยล้าหลัง…ในมุมมองของ วิกรม กรมดิษฐ์
(โดย วิกรม กรมดิษฐ์ ออกอากาศทางวิทยุ อสมท. รายการซีอีโอวิชั่น 10-11 มกราคม 2550)

มีคุณครูท่านหนึ่งได้ Forward เมล์เรื่องนี้มาให้ เลยพยายามไปหาต้นฉบับจึงพบ ผมเห็นว่าเป็นเรื่องที่คนไทยเราต้องลองมาทบทวนกันนะ ว่าจริงหรือไม่ ตามที่คุณวิกรม กรมดิษฐ์ ได้ให้มุมมองไว้

1.คนไทยรู้จักตัวตนของเราเองต่ำมาก  กล่าว คือ รู้จักหน้าที่ของตัวเองต่ำมาก โดยเฉพาะหน้าที่ต่อสังคม ต่างกับชาติที่เจริญแล้ว เขาจะมีสำนึกต่อสังคมส่วนรวมสูงมาก  ของเราจะไม่คำนึงถึงส่วนรวม แต่จะเป็นประเภทมือใครยาวสาวได้สาวเอา จนทำให้เกิดวัฒนธรรมสืบทอดกันมายาวนาน โดยเฉพาะผู้ที่มีอำนาจทุกระดับชั้น จนมีคำพูดว่า ธุรกิจการเมือง ธุรกิจราชการ ธุรกิจการศึกษา ทำให้ทุกคนแสวงหาอำนาจเพื่อจะตักตวงเพราะความไม่รู้จักตัวตน ไม่รู้จักประเทศของตัวเองเช่นนี้แล้ว ทำให้ประเทศชาติของเราล้าหลังไปเรื่อย ๆ

2.การศึกษาของไทยยังไม่ทันสมัย สอนให้คนเห็นแก่ตัวมากกว่า ขาดจิตสำนึกต่อสังคม แม้แต่ภาษาคนไทยจะเก่งแต่ภาษาของตัวเอง ทำให้เราขาดโอกาสในการแข่งขันกับต่างชาติในเวทีต่าง ๆ ประเทศอื่น ๆ รู้จักคนไทยน้อยมาก เพราะคนไทยไม่กล้าแสดงออก ขี้อาย ไม่มั่นใจในตัวเอง เราจึงตามหลังชาติอื่น เพราะคุณภาพการศึกษาของเราไม่ทันสมัย จะเห็นว่าคนมีฐานะจะส่งลูกไปเรียนเมืองนอกเพื่อโอกาสที่ดีกว่า

3.คนไทยมองอนาคตไม่เป็น เท่าที่สังเกตเห็นว่าคนไทยกว่า 70% ทำงานแบบไร้อนาคต แบบวันต่อวัน แก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปวัน ๆ น้อยนักที่จะวางแผนให้ตัวเองอย่างเป็นระบบ เป็นขั้นเป็นตอน มีเป้าหมายที่ชัดเจนในอนาคต สะสมความสำเร็จไปอย่างเป็นลำดับ หรือเป็นเพราะไม่กล้าฝัน หรือไม่มีความฝันก็ไม่แน่ใจ และชอบพึ่งสิ่งงมงาย โชคชะตา พอใจทำงานแบบตำข้าวสารกรอกหม้อ ทำให้ประสิทธิภาพของเราไม่ทันกับการแข่งขันระดับโลก

4.คนไทยไม่ค่อยจะจริงจังในความรับผิดชอบต่อหน้าที่  การรับปากของเรามักทำแบบผักชีโรยหน้า หรือเกรงใจ แต่ทำได้หรือไม่เป็นอีกเรื่องหนึ่ง จากประสบการณ์ทำธุรกิจกับชาวต่างชาติจะพบว่า ประเทศที่ประสบความสำเร็จ เช่น ญี่ปุ่น หรือยุโรป คนเขาจะให้ความสำคัญกับสัญญาข้อตกลงอย่างเคร่งครัด เพราะหมายถึงความเชื่อถือในระยะยาว ซึ่งไม่สามารถประเมินเป็นมูลค่าได้ ปัจจุบันคนไทยถูกลดเครดิตในการเชื่อถือด้านนี้ลงไปเรื่อย ๆ

5.การกระจายความเจริญยังไม่เต็มที่ ประเทศของเรากระจุกตัวความเจริญเฉพาะในเมืองใหญ่ ประชากรประมาณ 60-70% ที่อยู่ห่างไกล จะขาดโอกาสในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของตัวเองและชุมชน ในต่างประเทศ การสร้างนิคมอุตสาหกรรมในพื้นที่ห่างไกล แต่มีองค์ประกอบอื่น ๆ สนับสนุนเขาก็ลงทุน การสร้างเส้นทางคมนาคมเชื่อมต่อระหว่างภูมิภาค จะเป็นประโยชน์ ทำให้เป็นการลดต้นทุนในการดำเนินการทางธุรกิจอย่างมาก ซึ่งเป็นหน้าที่ของภาครัฐที่ต้องส่งเสริม

6.การบังคับกฎหมายไม่เข้มแข็งและดำเนินอย่างไม่ต่อเนื่อง สังคมไทยชอบทำงานแบบลูบหน้าปะจมูก ปราบปรามไม่จริงจัง อาจได้ยินกรณีการดำเนินการตามกฎหมายกับผู้มีอำนาจหรือบริวารก็ตาม จะทำแบบเอาตัวรอดไปก่อน ไม่มีมาตรฐาน ต่างกับประเทศที่เจริญแล้ว ข้อนี้กระบวนการยุติธรรมจะต้องปรับปรุง

7.สังคมไทยชอบอิจฉาตาร้อน ไม่ค่อยเป็นสุภาพบุรุษ และชอบเลี่ยงเป็นศรีธนญชัย เมื่อจนตรอก ในวงการเราจะพบกระแสของคนประเภทนี้ปะปนมากขึ้น จะเพราะเป็นเพราะสังคมเรายอมรับ หรือยกย่องคนที่มีอำนาจ มีเงิน แต่ไม่มีใครรู้ภูมิหลัง โดยเฉพาะคนที่ล้มบนฟูกแล้วไปเกาะผู้มีอำนาจ เอาตัวรอดหน้าตาเฉย คนพวกนี้ร้ายยิ่งกว่าผู้ก่อการร้ายเสียอีก เพราะทำความเสียหายต่อบ้านเมืองมากกว่า และจะเป็นประเภทดีแต่พูด มือไม่พายเอาเท้าราน้ำ ทำให้คนดีไม่กล้าจะเข้ามาเพราะกลัวเปลืองตัว

8.เอ็นจีโอบ้านเราค้านลูกเดียว ทำให้เราเสียโอกาสในการพัฒนา เพราะเอ็นจีโอบางกลุ่มที่อิงผลประโยชน์อยู่ ถ้าจะพูดกันแบบมีเหตุผล ก็ต้องรับผิดชอบร่วมกัน เอ็นจีโอดี ๆ ก็มี แต่บ้านเรามีน้อย กรณีน้ำท่วมเพราะไม่มีเขื่อนรองรับเพียงพอ พอเกิดน้ำท่วม พวกที่ค้านจะแสดงความรับผิดชอบด้วยหรือเปล่า บ่อยครั้งที่ประเทศเราเสียโอกาสอย่างมหาศาล เพราะการค้านหัวชนฝา เหตุผลจริง ๆ ไม่ได้พูดกัน

9.คนไทยอาจจะไม่พร้อมในเวทีโลก เพราะไม่ถนัดภาษาอื่น ที่ไม่ใช่ภาษาตัวเอง ทำให้โลกภายนอกไม่รู้จักคนไทยเท่าที่ควร และการจัดการตัวเองอย่างเหมาะสม เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือในเวทีการค้าระดับโลก ของเราขาดทักษะและทีมเวิร์คที่ดี ทำให้เราสู้ประเทศเล็ก ๆ อย่างสิงคโปร์ไม่ได้

10.คนไทยเลี้ยงลูกไม่เป็น ปัจจุบันเด็กไทยขาดความอดทน ไม่มีภูมิคุ้มกัน เป็นขี้โรคทางจิตใจ ไม่เข้มแข็ง เพราะเราเลี้ยงลูกแบบไข่ในหิน ไม่สอนให้ลูกช่วยตัวเอง ต่างกับชาติที่เจริญแล้ว เขาจะกระตือรือร้นช่วยตนเอง ขวนขวาย แสวงหา ค้นหาตัวเอง และเขาจะสอนให้สำนึกรับผิดชอบต่อสังคม  คุณวิกรมแสดงความเห็นว่า การอบรมเยาวชนมาจาก 3 ทาง หนึ่งภายในครอบครัว สองจากโรงเรียน และสามจากสังคม หรือสื่อสารมวลชน

วิกรม กรมดิษฐ์  ออกอากาศทางวิทยุ อสมท.รายการซีอีโอวิชั่น 10-11 มกราคม 2550

อ่านประกอบเพิ่มเติม  11 การทำงานแบบคนไทยในมุมมองของชาวต่างชาติ
ที่มาข้อมูลและภาพ : http://www.geranun.com/archives/234
อ่านต่อ >>

วันพฤหัสบดีที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2553

กีฬานักเรียน นักศึกษา ของ จ.ราชบุรี หากคิดอย่างเดิม จะไม่มีวันเหมือนพัทลุง

การแข่งขันกีฬานักเรียน นักศึกษา จังหวัดราชบุรี ประจำปี 2553 ในครั้งนี้ ได้รับทราบข่าวดีว่าทางองค์การบริหารส่วนจังหวัดราชบุรี จัดสรรงบประมาณให้ถึง 1,500,000 บาท และมีงบประมาณของสำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาอีก 200,000 บาท รวมเป็น 1,700,000 บาท ดูท่าว่าการกีฬาของนักเรียน นักศึกษาของ จ.ราชบุรี ปีนี้น่าจะสามารถจัดให้ยิ่งใหญ่ เป็นที่ภาคภูมิใจได้ หลังจากที่กร่อยมาเป็นเวลานาน จัดกันแบบพอผ่านไปที แบบที่เรียกว่า จัดให้มันเสร็จๆ ไป...
แต่หลังจากดูผลการประชุมของผู้ที่เกี่ยวข้อง เมื่อ 2 มิ.ย.2553 ที่ผ่านมา ดูท่าทางจะเหมือนเดิมกับปีที่ผ่านมา ทั้งๆ ที่อุตส่าห์ส่งผู้เชี่ยวชาญไปศึกษาดูงาน เมื่อวันที่ 4-5 ส.ค.2552 ที่ผ่านมา ในการจัดการแข่งขันกีฬา-กรีฑา นักเรียน นักศึกษา ประชาชน ประจำปี 2552 ของจังหวัดพัทลุง แต่กลับไม่ได้เอาเยี่ยงและเอาอย่างของเขามาเลย (อ่านรายละเอียดการดูงานที่พัทลุง)
สิ่งที่สำคัญของ "กีฬานักเรียน นักศึกษา" จะต้องเป็นเกมส์ที่ผู้หลักผู้ใหญ่ทั้งหลายในจังหวัดจะต้องช่วยกันระดมทรัพยากรและความคิด สร้างเกมส์ของพวกเขาให้ยิ่งใหญ่ ให้เป็นที่ภาคภูมิใจ จนกลายเป็นกิจกรรมที่นักเรียน นักศึกษา ทุกคน เฝ้ารอคอยที่จะมาเข้าร่วมกิจกรรมการแข่งขันอันมีเกียรติในทุกๆ ปี
หลายคนอาจบอกว่า หากจะทำให้เหมือนพัทลุง มันต้องใช้เวลา, ใช้เงิน, ใช้ความร่วมมือจากทุกภาคส่วน คำพูดเช่นนี้ จ.พัทลุงเขาพูดมาตั้งแต่ 61 ปีที่แล้ว แต่เขาก็พยายามก้าวเดินไม่ได้หยุดนิ่ง หาก จ.ราชบุรีของเรา ไม่เริ่มก้าวเดินและคิดริเริ่มใหม่ ก็คงเดินไปไหนไม่ได้สักที "เราย่ำเท้า ขณะที่คนอื่นเขาก้าวเดิน" แล้วยิ่งปีนี้มีเงินที่ อบจ.สนับสนุนให้ ถึง 1,500,000 บาท จึงรู้สึกเสียดาย
กลยุทธ์ที่จะจัดกีฬานักเรียน นักศึกษา ของ จ.ราชบุรี ให้ยิ่งใหญ่ ผมได้เคยเขียนไปแล้ว พอจะนำมาสรุปเพื่อทบทวนอีกครั้งโดยสังเขป และอาจเพิ่มเติมในบางประเด็น ดังนี้
  1. กลยุทธ์จับเข่าคุยกัน โดยผู้ว่าราชการจังหวัดราชบุรี ต้องเป็นผู้นำการประชุมหารือ และถือเป็นวาระของจังหวัด (อย่างจริงใจและมีความตั้งใจแนวแน่ที่จะทำเพื่อนักเรียน นักศึกษาของจังหวัดราชบุรี) ควรมีการกำหนดนโยบายการจัดการแข่งขันให้ชัดเจน และอาจขอความร่วมมือจากองค์กรจากภาครัฐ เอกชน บริษัท ห้างร้าน ให้ตระหนักถึงความสำคัญ และร่วมกันบริจาคหรือระดมทรัพยากรเพื่อสนับสนุนกิจกรรมการแข่งขันกีฬาฯ ในครั้งนี้ (เพิ่มเติมจากงบประมาณที่มีอยู่)
  2. กลยุทธ์ Put the right man on the light job. พยายามแต่งตั้งคณะทำงานต่างๆ ให้ตรงตามอำนาจและบทบาทหน้าที่ที่มีอยู่แล้ว เพื่อให้สามารถอำนวยการให้การจัดการแข่งขันเป็นไปโดยราบรื่น ไม่ก้าวก่ายกัน ไม่สับสน ทุกคนมีเอกภาพในการทำงาน ผู้มีอำนาจมอบอำนาจให้ผู้ขับเคลื่อนและผู้ปฏิบัติอย่างชัดเจน
  3. เปลี่ยนช่องทางการจัดการแข่งขัน จากเดิมที่ให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาราชบุรี เขต 1 และ 2 และเครือข่ายโรงเรียนต่าง ๆ (ซึ่งมีบทเรียนของความล้มเหลวมาแล้วในปีที่ผ่านมา) เปลี่ยนเป็นช่องทางจัดการแข่งขันผ่าน ท่านนายอำเภอ ทั้ง 10 อำเภอ โดยในแต่ละอำเภอสามารถเสนอกิจกรรมเป็น 3 หน่วยกิจกรรม คือ หน่วยกีฬา หน่วยเชียร์ และหน่วยขบวนพาเหรด โดยให้นายอำเภอเป็นผู้ประชุมสถานศึกษาในเขตอำเภอของตนเอง ในแต่ละอำเภอจะจัดกี่หน่วยกิจกรรมก็ได้ ตามศักยภาพที่มี และทางจังหวัดจะจัดสรรงบประมาณให้ตามหน่วยกิจกรรมนั้นๆ เช่น
    1.ในโรงเรียนขนาดใหญ่ อาจจัดตั้งหน่วยกิจกรรมได้ครบทั้ง 3 หน่วย คือ หน่วยกีฬา หน่วยเชียร์ และหน่วยขบวนพาเหรด ก็จะได้รับการสนับสนุนงบประมาณทั้ง 3 หน่วยกิจกรรม
    2.ในโรงเรียนขนาดกลาง อาจจะจัดตั้งหน่วยกิจกรรมได้เพียง 2 หน่วย คือ หน่วยกีฬา และหน่วยขบวนพาเหรด ก็จะได้รับงบประมาณสนับสนุนเพียง 2 หน่วยกิจกรรม
    3.ในโรงเรียนขนาดเล็ก หากไม่สามารถจัดตั้งหน่วยกิจกรรมได้ ให้ไปรวมกันจัดหน่วยกิจกรรมในระดับ เทศบาล หรือ อบต. ของตนเอง
  4. จัดให้เป็นมหกรรมการแข่งขันกีฬานักเรียน นักศึกษา ประจำปี ของจังหวัด อาจใช้เวลาสัก 5-7 วัน (กีฬาชนิดใดมีทีมเข้าแข่งขันมากอาจจัดการแข่งขันล่วงหน้าก่อน) โดยหยุดการจัดการเรียนการสอนทั้งจังหวัด เพื่อให้ผู้บริหาร ครู อาจารย์ นักเรียน นักศึกษา และผู้ปกครองมาเข้าร่วมกิจกรรม จัดให้มีพิธีเปิดและปิดที่ยิ่งใหญ่บริเวณสนามกีฬากลางจังหวัดราชบุรี มีขบวนพาเหรดจากโรงเรียนของอำเภอต่างๆ มาเข้าร่วม พร้อมกองเชียร์ โดยพร้อมเพรียงกัน พร้อมกันนั้นก็จัดให้มีกิจกรรมทางวิชาการ งานสัปดาห์หนังสือ งานนิทรรศการทางการศึกษา หรือการแสดงผลงานของนักเรียน ควบคู่กับงานมหกรรมการแข่งขันฯ ไปด้วย
หากมีการจัดการแข่งขันเช่นนี้แล้ว กุญแจแห่งความสำเร็จที่สำคัญ ขึ้นอยู่กับคนอย่างน้อยเพียง 11 คน ก็คือ ผู้ว่าราชการจังหวัด และนายอำเภอทั้ง 10 ท่าน แต่หากจัดการแข่งขันแบบเดิมๆ แล้ว กุญแจแห่งความสำเร็จขึ้นอยู่กับ ผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษาราชบุรี เขต 1 , เขต 2 และผู้อำนวยการโรงเรียนที่ทำหน้าที่เป็นประธานเครือข่ายอีก 23 คน ซึ่งได้พิสูจน์มาแล้วว่ามันไม่สำเร็จ..มันเป็นเบี้ยหัวแตก และไม่ได้สร้างแรงบันดาลใจอะไรให้กับนักเรียน นักศึกษาของ จ.ราชบุรีเลย...
ผมไม่รู้ว่า เจ้าของเงิน คือ อบจ.ราชบุรี และ เจ้าของเกมส์ คือ สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬา จ.ราชบุรี คิดอะไรกันอยู่...น่าเสียดาย..
อ่านต่อ >>

วันพุธที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2553

การบรรยายเมื่อ 10 ปีที่แล้ว

มีเพื่อนได้ Forward Mail มาให้ เกี่ยวกับสถานการณ์ของประเทศไทย ซึ่งต้นฉบับมาจากอีเมลของคุณ wara_nok@yahoo.com ผมเห็นว่าน่าที่จะทำการศึกษาวิเคราะห์และช่วยกันแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง ไม่อย่างนั้นอาจจะเป็นไปตามคำบรรยายของ คุณนิติภูมิ นวรัตน์ ก็ได้ เลยขออนุญาตนำมาลงไว้ในบล็อกนี้ เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน
สืบเนื่องจากการบรรยายของคุณนิติภูมิ ซึ่งเป็นสื่อมวลชน จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยมอสโค ซึ่งเป็นสถาบันที่สตาลินสร้างขึ้นเพื่อสร้างภูมิปัญญาหวังครองโลกในสมัยหนึ่ง
ประเทศอินโดนีเซียจะแตกเป็นประเทศย่อยๆเมื่อหลายปีก่อนคุณนิติภูมิ ได้ทำนายไว้ว่า ประเทศอินโดนีเชียจะแตกเป็น 6-14 ประเทศ ซึ่งในตอนนั้น นักรัฐศาสตร์ในมหาวิทยาลัยต่าง ๆ หัวเราะจนฟันกระเด็น แต่ต่อมาพอปี 2542 เหตุการณ์เริ่มเป็นจริง! ประเทศอินโดฯได้เริ่มแตกเป็น ติมอร์ และตอนนี้ก็กำลังจะเกิดประเทศ อาเจะ และอีกหลายประเทศ ที่จะเกิดตามมา


ประเทศไทยก็ไม่พ้น
ในวันที่ 11 ธันวาคม 2543 ที่ผ่านมาที่งาน "คนดีศรีสังคม" ณ หอประชุมวัฒนธรรมฯ คุณนิติภูมิฯ ได้บรรยายว่า ประเทศไทยจะต้องแตกเป็นประเทศใหม่อีก 4 - 6 ประเทศ แน่นอน ! ทั้งนี้ไม่ใช่เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่เกิดขึ้นอย่างมีกระบวนการ โดยสถานการณ์จะเริ่มชัดขึ้นในปี 2553 ซึ่งเป็นปีที่ข้อตกลง GATTs จะเริ่มมีผลสมบูรณ์ การค้าเสรีจะมีผลสมบูรณ์ สินค้าเกษตรต่าง ๆ จากต่างประเทศจะทะลักเข้ามาในประเทศไทยจำนวนมหาศาล
สินค้าเกษตรของไทยจะขายไม่ออกในขณะที่เกษตรกรของไทยจะไม่กินสินค้าเกษตรของไทยด้วยกัน และสินค้าเกษตรของไทยก็จะขายไม่ออก เนื่องจากมีต้นทุนที่สูงกว่าสินค้าเกษตรจากต่างประเทศ ประกอบกับการที่การพัฒนาการเกษตรของไทยได้พัฒนาอย่างผิดทิศทาง เป็นการพัฒนาแบบปลูกพืชเชิงเดี่ยว ทำให้คนปลูกลำใยไทยก็จะปลูกแต่ลำใย จะกินข้าวก็ต้องซื้อข้าวเวียดนามมากิน คนปลูกข้าวไทยก็ต้องไปซื้อหอมกระเทียมจากจีนมากิน คนปลูกหอม กระเทียมจะไม่ซื้อลำใยจากไทย แต่จะไปซื้อจากเกาหลีมากิน เป็นวงจรอย่างนี้ ทำให้สินค้าเกษตรของไทยขายไม่ได้ เพราะแม้แต่เกษตรกรไทยด้วยกันก็ยังไม่ซื้อของเกษตรไทยด้วยกันมากิน เนื่องจาก สินค้าของต่างประเทศมีต้นทุนถูกกว่าสินค้าเกษตรของไทยมีต้นทุนที่สูงกว่า เพราะใช้ปัจจัยการผลิตปุ๋ยของต่างประเทศ
พันธุ์พืชก็ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ
เนื่องจากในอีก 10 ปีข้างหน้าพันธุกรรมท้องถิ่นจะถูกทำลายจาก GMOs และเมื่อเกษตรกรไทยซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ร้อยละ 80 ของประเทศอยู่ไม่ได้ วิกฤตที่มหาโหดสุดก็จะเกิดขึ้นกับประเทศไทย รัฐบาลไทยจะไม่มีปัญญาที่จะแก้ไขปัญหาได้ เพราะมาตรการทางการเงินก็จะใช้ไม่ได้ เนื่องจากธนาคารไทยกลายเป็นของต่างประเทศหมดแล้ว ไฟฟ้าก็แพงขึ้น น้ำมันก็แพงขึ้น โทรศัพท์แพงขึ้นเนื่องจากวิสาหกิจเหล่านี้กลายเป็นของต่างชาติหมดแล้ว เขาสามารถตั้งราคา ได้ตามใจชอบ ถ้ารัฐบาลไปขอให้ลดราคาก็จะได้รับคำตอบว่า เขาจะไม่มีกำไร ธุรกิจจะอยู่ได้ด้วยกำไรเท่านั้น ถ้าเขาไม่มีกำไรเขาก็จะตัดน้ำ ตัดไฟ ตัดโทรศัพท์ คุณเลือกเอาว่าจะยอมจ่ายในราคาที่แพงหรือว่าจะยอมไม่มีใช้ ดังนั้น รัฐบาลในอนาคตจะได้แต่นั่งทำตาปริบ ๆ ๆ เมื่อเกษตรกรไทยอยู่ไม่ได้
ที่ดินอยู่ในมือชาวต่างชาติการขายที่ดินราคาถูก ๆ และจำนวนมหาศาลจะตามมา คนที่มีกำลังซื้อก็คือชาวต่างชาติ ซึ่งปัจจุบันก็ปรากฏแล้วว่าที่ดินบริเวณภาคตะวันออกได้ถูกต่างชาติกว้านซื้อไปเป็นจำนวนมากแล้ว เกษตรกรไทยที่ขายที่ดินได้ ก็ไม่สามารถนำเงินที่ได้ไปลงทุนให้เกิดรายได้ได้ เพราะธุรกิจอื่นได้ตกอยู่ในกำมือของต่างชาติแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการค้าปลีกก็ตกอยู่ในมือของ Big C, Lotus,Carrefour, ธุรกิจอาหารก็ตกอยู่ในมือของ KFC, Pizzahat, McDonal, สิ่งทอเสื้อผ้าก็ของพวกฝรั่งเศส ฯลฯ
ดังนั้น เงินตราของไทยก็มีแต่จะถูกดูดออก เหมือนกับคนที่เลือดไหลไม่หยุด... เมื่อคนจนอยู่ไม่ได้ ...รัฐจะอยู่ได้ฤา ?
ประเทศไทยเริ่มถูกขอแยกตัว4 จังหวัดชายแดนภาคใต้ จะเป็นแห่งแรกที่จะขอแยกตัวออกจากประเทศไทย เนื่องจากความแตกต่างที่เห็นชัดเจนและความแตกต่างทางวัฒนธรรม ในปี 2553 คนไทยภาคใต้จะเห็นด้วยกับการแยกประเทศ เพราะเห็นความล้มเหลวของรัฐบาลไทย การเมืองไทย การคัดค้านจะน้อยลง การสนับสนุนให้แยกจะทวีความรุนแรงขึ้น จนรัฐบาลไทยไม่สามารถควบคุมได้
ถ้ารัฐบาลใช้กำลังทหาร ก็จะถูกต่างชาติส่งทหารมาต่อต้านกองทัพไทย ซึ่งแน่นอนกองทัพไทยไม่มีปัญญาไปต่อสู้อยู่แล้ว การแยกตัวจะสำเร็จได้ในไม่นาน
จากนั้น ภาคตะวันออก บริเวณจันทบุรี ตราด ระยอง ฉะเชิงเทรา จะขอแยกตัวตามมา เนื่องจากที่ดินแถบนั้นกลายเป็นของต่างชาติหมดแล้ว เนื่องจากที่ดินบริเวณดังกล่าวถูกใช้เป็นแหล่งพันธุกรรมของต่างชาติ ทั้งสมุนไพร อาหารต่าง ๆ เมื่อรัฐบาลไทยเป็นอุปสรรคของต่างชาติ การขอแยกตัวก็จะทำได้ไม่ยาก นั่นหมายถึง การซื้อประเทศไทย คล้ายกับที่สหรัฐอเมริกาซื้อรัฐ Alaska จาก Russia ถ้าไทยต่อต้าน เจอทหารต่างชาติแน่
เราจะเตรียมรับมือกับวิกฤติในอนาคตอย่างไร ?ผม(หมายถึง คุณ wara_nok@yahoo.com ) ติดตามงานเขียนคุณนิติภูมิฯ มาหลายปี และสิ่งที่เขียนในไทยรัฐหน้า 2 เกือบทุกวันนั้น ไม่น่าเชื่อเลยว่า หนังสือพิมพ์ต่างประเทศจะเอาข้อมูลงานเขียนของนิติภูมิ ไปแปลลงหนังสือพิมพ์ต่างประเทศ ในการวิเคราะห์
บ่อยครั้งที่นิติภูมิ มองการค้า การเมือง สังคมไปพร้อมกัน รวมทั้งประวัติศาสตร์เขามอง อาเจนติน่า ก่อนล่มสลายทางเศรษฐกิจ ก่อนล่มจริง... เขาทำนาย การเกิดสงคราม อเมริกากับอิรัค ข้อคิด รวมทั้งอนาคตชาวเชเชนไว้น่าสนใจ
เริ่มต้นที่ตัวเรา และคนในครอบครัวผมว่า สิ่งที่เขาพูดเป็นไปได้นิติภูมิ ทำให้ผมต้องกลับมาซื้อของโชห่วยของคนไทย แทนที่ไปเดิน big-c, lotus, careflour, เพราะผมบอกแม่บ้านและลูก ๆ ว่า เราซื้อของร้านโชห่วย ข้างบ้าน ไม่ต้องไปห้างใหญ่อีกเพราะอะไร
เพราะเราไป คาร์ฟู เงิน 100 บาทที่เราจ่ายไปจะไปสู่ฝรั่งเศส 86 บาท เหลือให้คนไทย 14 บาท เพราะของต่างชาติเกือบ 100 เปอร์เซนต์ บิกซี โลตัสเหมือนกัน นิติภูมิเคยเอาเปอร์เซนต์ที่ต่างชาติถือหุ้นมาลงให้ดู ของ 3 ห้างดัง ผมตกใจมาก และตัดสินใจซื้อน้ำปลาข้างบ้านตั้งแต่วันนั้น เพราะว่าต่างชาติถือหุ้นกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ แล้วบางห้าง 86 ปอร์เซ็นต์ สอนลูกว่ามันจะแพงกว่าห้าง 3 บาท ก็ซื้อที่นี่มันจะแพงกว่า 5 บาทก็ซื้อที่นี่ เพราะมันจะเป็นภาษีคนไทย กลับมาหาลูกเอง ผมคิดแบบนี้จริง ๆ ๆ
ถ้าซื้อจากห้าง 1,000 บาท มันไหลไปต่างประเทศ 900 บาท ที่เหลือ 100 บาท ที่เห็นจ่ายค่ายามเฝ้าห้างไง มองอาเจนติน่าง่ายนิดเดียวห้างต่างชาติบุกไปตั้งมากกว่า 400 ห้าง ทั่วประเทศคนอาเจนติน่าจึงทำเงินส่ง คาร์ฟู ส่งห้างต่างชาติ เกือบ 100 เปอร์เซ็นต์เงินคนทั้งชาติของชาวอาเจนฯ จึงไหลไปหมด ในประเทศจึงไม่เหลืออะไร
ทางสุดท้ายที่ไม่น่าเชื่อเลยว่าทำได้ ผมพาลูกผมหัดทานขนมกรอบให้น้อยลง เลิกกิน kfc และพยายามทานให้ลดลง และจำนวนหน ต่อปีน้อยสุด ผมอธิบาย วิธีสิ้นชาติแบบทางเศรษฐกิจตั้งแต่เริ่มจนจบให้เด็กที่บ้าน และลูกฟังหัดให้ลูกมาทานบัวลอย ขนมชั้น ข้าวเหนียวเปียกแทน ถั่วดำข้าวเหนียว ดีครับ ได้ผล... ลูกเปลี่ยนวิธีกิน... วิธีคิดไปเลย ... เปลี่ยนไปได้มาก
พอเย็นสั่งผมซื้อเต้าส่วนบ้าง ขนมชั้นบ้าง ลูกเดือยบ้าง ผมพูดนิดนึงที่เขาเข้าใจคือ ผมไปตลาดซื้อไก่ทอดแม่ค้ามา 3 ขาไก่ทอดแบบไทย ๆ แล้วผมไป kfc ซื้อมา 3 ชิ้น เลือกน่องครับเหมือนกัน ราคาต่างกันลิบเลย ผมก็อธิบายคำว่า license ( ค่าลิขสิทธิ) ให้ลูกฟัง ผมบอกว่า ซื้อไก่ 35 บาท ค่าไก่ 15 บาท ที่เหลือเป็นค่าลิขสิทธิ์ ไก่แม่ค้าที่ถูกเพราะไม่มีค่าลิขสิทธิ ใบตองที่ห่อขนมไทยไม่มี ลิขสิทธิ มันเป็นวัสดุธรรมชาติ ย่อยสลายได้ไม่ถึง 3 เดือน ขนมต่างชาติ ห่อสวย แพง เพราะยี่ห้อมันมีลิขสิทธิ์ เวลามันหล่นที่พื้น ไม่มีคนเก็บมันจะย่อยสลายภายใน 200 ปี
ผมสอนแบบนี้ ลูกผมเปลี่ยนวัฒนธรรมไปเลย ผมทำได้และได้ทำแล้ว
ปล. ขอกรุณาช่วยนำบทความไปเผยแพร่ต่อ ยาวไปหน่อย แต่อยากให้อ่าน
อ่านต่อ >>