วันพุธที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

หยุดใส่ร้ายพระองค์ (ตอนที่ 1)

ผมสองจิตสองใจอยู่นานมาก ว่าผมจะเขียนเรื่องนี้ดีหรือไม่  เพราะมันล่อแหลมต่อความมั่นคงของสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ของเรา  แต่ชั่งใจดูแล้วคงต้องเขียน ดีกว่าไม่ทำอะไรเลย  เพราะหากปล่อยให้พวกขบวนการล้มเจ้าใช้รูปแบบการสื่อสารทุกวิถีทางเพื่อใส่ร้ายพระองค์ฯ อยู่ข้างเดียวว่า "พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ทรงลอบปลงพระชนม์ รัชกาลที่ 8 พี่ชายตัวเองเพื่อแย่งชิงราชบัลลังก์"  คงไม่ได้ พวกนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อลดความน่าเชื่อถือต่อพระองค์ท่าน  ทำให้เกิดความเสื่อมศรัทธาต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ทำให้เด็กและเยาวชน รวมทั้งประชาชนรุ่นใหม่ เกิดความเคลือบแคลงสงสัยและเข้าใจผิด อันจะเป็นเรื่องง่ายที่จะทำการชักจูงเพื่อการเปลี่ยนแปลงการปกครองประเทศไทยในอนาคตต่อไป

หมุดที่ระลึกแห่งการเปลี่ยนแปลง
การปกครองของสยาม
เมื่อ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475
ณ ลานพระราชวังดุสิต 
บทความต่อไปนี้ เป็นความคิดส่วนตัวของผู้เขียน ถ้อยคำบางคำอาจจะใช้คำสามัญแทนคำราชาศัพท์บ้าง อีกทั้งรายนาม รายพระนาม และบรรดาศักดิ์ อาจเขียนคำย่อลง ผู้เขียนจึงขออนุญาตไว้ ณ ที่นี้ด้วย เพราะเพื่อต้องการให้ผู้อ่านได้เข้าใจเรื่องราวได้ง่ายขึ้น

สำหรับผู้อ่านที่อาจยังไม่เคยได้ศึกษาเรื่องราวโดยละเอียดมาก่อน  ผู้เขียนจึงขอสรุปย่อเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาก่อนและหลังจากที่ รัชกาลที่ 8 จะถูกลอบปลงพระชนม์   เพื่อให้ผู้อ่านได้เข้าใจเรื่องราวในขั้นต้น ก่อนที่จะอ่านในรายละเอียดต่อไป ดังนี้




ลำดับเหตุการณ์สำคัญก่อนและหลังการสวรรคตของรัชกาลที่ 8
  • 20 ก.ย.2468 -รัชกาลที่ 8 พระราชสมภพ ที่เมืองไฮเดลเบิร์ก ประเทศเยอรมันนี
  • 26 พ.ย.2468 - รัชกาลที่ 6 เสด็จสวรรคต รัชกาลที่ 7 ขึ้นครองราชย์
  • 5 ธ.ค.2470 - รัชกาลที่ 9 พระราชสมภพ ที่เมืองเคมบริดจ์ รัฐแมสซาชูเซตส์ ประเทศสหรัฐอเมริกา
  • 13 ธ.ค.2471 -ครอบครัวมหิดล เสด็จกลับประเทศไทย
  • 24 ก.ย.2472 -สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบิดาของรัชกาลที่ 8 และ 9 เสด็จสวรรคต (ขณะที่รัชกาลที่ 8 มีพระชนมายุ 4  พรรษา รัชกาลที่ 9 มีพระชนมายุ 2 พรรษา)
  • 24 มิ.ย.2475 -ยึดอำนาจเปลี่ยนแปลงการปกครองโดยคณะราษฎร จากรัชกาลที่ 7  (หลังจากนั้นไม่นาน ครอบครัวมหิดลเดินทางไปศึกษาต่อที่เมืองโลซาน ประเทศสวิตเซอร์แลนด์) 
  • 28 มิ.ย.2475 - แต่งตั้งพระยามโนปกรณนิติธาดา (ก้อน หุตะสิงห์) เป็นประธานคณะกรรมการราษฎร
  • 9 ธ.ค.2475 - พระยามโนปกรณฯ  ลาออกจากประธานคณะกรรมการราษฎร 
  • 10 ธ.ค.2475 - พระยามโนปกรณฯ ได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี คนแรกของประเทศไทย
  • 20 มิ.ย.2476 - พันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา (พจน์ พหลโยธิน) ทำการรัฐประการยึดอำนาจจากรัฐบาล 
  • 21 มิ.ย.2476 - พันเอกพระยาพหลฯ ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี อยู่ต่อเนื่อง ถึง 5 สมัย
  • 11 ต.ค.2476พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบวรเดช อดีตเสนาบดีกระทรวงกลาโหมนำกำลังเข้าล้มล้างและยึดอำนาจจากรัฐบาลแต่ไม่สำเร็จ เหตุการณ์นี้เรียกว่า "กบฎบวรเดช"
  • 2 มี.ค.2477 -รัชกาลที่ 7 ทรงสละราชสมบัติ และรัชกาลที่ 8 เสด็จขึ้นครองราชย์ต่อ (พระชนมายุ 8 พรรษา และเรียนอยู่ต่างประเทศ) โดยมีผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์เพื่อบริหารราชการแผ่นดินแทนจนกว่าจะทรงบรรลุนิติภาวะ ได้แก่ พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นอนุวัตรจาตุรนต์ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาทิตย์ทิพอาภา และ เจ้าพระยายมราช (ปั้น สุขุม)
  • 11 ก.ย.2481- พันเอกพระยาพหลฯ ยุบสภา ลาออกจากนายกรัฐมนตรี
  • 15 พ.ย.2481-รัชกาลที่ 8 เสด็จพระราชดำเนินกลับประเทศไทยครั้งแรก 
  • 16 ธ.ค.2481- จอมพล ป.พิบูลสงคราม ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
  • 13 ม.ค.2482 - รัชกาลที่ 8 เสด็จพระราชดำเนินกลับสวิตเซอร์แลนด์
  • 1 ก.ย.2482 - เริ่มเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2
  • 24 มิ.ย.2482 - จอมพล ป. เปลี่ยนชื่อประเทศสยาม เป็น ประเทศไทย (ตามนโยบายรัฐนิยม)
  • 8 ธ.ค.2484 - ญี่ปุ่นยกพลขึ้นบกของผ่านประเทศไทยในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 (จอมพล.ป สนับสนุนข้างญี่ปุ่น แต่ นายปรีดีฯ กลับตั้งขบวนการเสรีไทยเพื่อต่อต้าน)
  • 16 ธ.ค.2484 - แต่งตั้งคณะผู้สำเร็จราชการแทน รัชกาลที่ 8 เนื่องจากผู้สำเร็จราชการเดิมถึงแก่อสัญกรรม ประกอบด้วย พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาทิตย์ทิพอาภา และ หลวงประดิษฐ์มนูธรรม (นายปรีดี พนมยงค์)
  • 31 ก.ค.2487 - พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาทิตย์ทิพอาภา ลาออกจากการเป็นผู้สำเร็จราชการ จึงเหลือนายปรีดี  พนมยงค์เป็นผู้สำเร็จราชการแต่เพียงผู้เดียว
  • 1 ส.ค.2487- นายควง  อภัยวงศ์ ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแทน จอมพล ป.
  • 31 ส.ค.2488 -นายทวี บุณยเกตุ ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
  • 2 ก.ย.2488 - สิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2
  • 17 ก.ย.2488 - ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี 
  • 5 ธ.ค.2488 - รัชกาลที่ 8 เสด็จพระราชดำเนินกลับประเทศไทยครั้งที่ 2 
  • 31 ม.ค.2489 - นายควง  อภัยวงศ์ ดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรี
  • 24 มี.ค.2489 - นายปรีดี พนมยงค์ ดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรี
  • 13 เม.ย.2489 - ฉันท์ หุ้มแพร (นายทัศน์ สุจริตกุล) มหาดเล็กผู้จงรักภักดีที่คอยรับใช้ครอบครัวมหิดล ถูกวางยาพิษตาย
  • 9 พ.ค.2489 - นายปรีดี พนมยงค์ ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี (เนื่องจากประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่)
  • 8 มิ.ย.2489 - นายปรีดี พนมยงค์ขึ้นดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้งจากมติของสภา 
  • 9 มิ.ย.2489 ตรงกับวันอาทิตย์ขึ้น 10 ค่ำ เดือนเจ็ด ปีจอ  เวลาประมาณ 09:25 น. รัชกาลที่ 8 ถูกลอบปลงพระชนม์ขณะนอนหลับอยู่ในห้องพระบรรทม  บนชั้น 2 ของพระที่นั่งบรมพิมานในพระบรมมหาราชวัง ด้วยกระสุนปืนจำนวน 1 นัด สิ้นพระชนม์ทันทีด้วยพระชนมายุ 21 พรรษา  และในคืนวันเดียวกัน นายปรีดี พนมยงค์ทำการเรียกประชุมรัฐสภาเวลา 21.10 น. ที่ประชุมมีมติประกาศให้พระอนุชาของรัชกาลที่ 8 (เจ้าฟ้าภูมิพลอดุลยเดช) ขึ้นครองราชย์สืบต่อนับเป็นรัชกาลที่ 9 ตามความในมาตรา 9 (8) แห่งกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ พุทธศักราช 2467 และหลังจากนั้นนายปรีดี พนมยงค์ ขอลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
  • 11 มิ.ย.2489 - นายปรีดี พนมยงค์ ได้รับการแต่งตั้งเข้ามารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีใหม่ ตามมติเห็นชอบของสภา
  • กลางเดือน ส.ค.2489 - รัชกาลที่ 9 เสด็จกลับไปศึกษาต่อ ณ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์
  • 23 ส.ค.2489 - นายปรีดี พนมยงค์ นายกรัฐมนตรีลาออกเพราะทนแรงกดดันเรื่องการสวรรคตของ ร.8 ไม่ได้ และพลเรือตรีถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ ได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีแทน
  • 18 ก.ย.2490 - เริ่มสอบสวนคดีลอบปลงพระชนม์ รัชกาลที่ 8
  • 8 พ.ย.2490 - เกิดการรัฐประหาร  โดยกลุ่มทหารนอกราชการที่นำโดย พล.ท.ผิน ชุณหะวัณ น.อ.กาจ กาจสงคราม พ.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ พ.อ.สฤษดิ์ ธนะรัชต์ พ.อ.ถนอม กิตติขจร พ.ท.ประภาส จารุเสถียร และ ร.อ.สมบูรณ์ (ชาติชาย) ชุณหะวัณ  นำกำลังทหารยึดอำนาจจากปกครองจากรัฐบาล พล.ร.ต.ถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ นายปรีดี พนมยงค์ และเรือเอกวัชรชัย ชัยสิทธิเวช หลบหนีการรัฐประหารออกไปนอกประเทศ
  • 10 พ.ย.2490 - กลุ่มที่ทำรัฐประหาร เชิญนายควง  อภัยวงศ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ มาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี 
  • 15 พ.ย.2490 - ตำรวจจับ นายเฉลียว ปทุมรส นายชิต  สิงหเสนี นายบุศย์ ปัทมศริน และออกหมายจับ นายปรีดี พนมยงค์ และเรือเอกวัชรชัย ชัยสิทธิเวช
  • 20 พ.ย.2490 - แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนคดีสววรคตของรัชกาลที่ 8 ใหม่
  • 8 เม.ย.2491 - จอมพล ป.พิบูลสงคราม ได้รับเชิญให้กลับมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเป็นสมัยสมัยที่ 2   (โดยกลุ่มนายทหารที่ทำการรัฐประหารเป็นผู้บีบบังคับให้นายควง  อภัยวงศ์ ลาออก)
  • 26 ก.พ.2492 - นายปรีดี พนมยงค์ แอบกลับมาประเทศไทยเพื่อยึดอำนาจคืนจากรัฐบาล แต่ไม่สำเร็จ เหตุการณ์นี้เรียกว่า "กบฎวังหลวง"
  • ต้นปี พ.ศ.2493 - รัชกาลที่ 9 เสด็จกลับประเทศไทย
  • 29 พ.ย.2494 - จอมพล ป.พิบูลสงคราม ทำการรัฐประหารรัฐบาลตนเอง
  • 21 มิ.ย.2497 - พิพากษาคดีลอบปลงพระชนม์ รัชกาลที่ 8 ประหารชีวิตจำเลยทั้งสาม 
  • 17 ก.พ.2498 - ประหารชีวิตจำเลยทั้งสามคน  ก่อนถูกประหาร พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ มีการบันทึกการสนทนาของจำเลยทั้งสามก่อนจะถูกประหาร  แล้วนำเสนอต่อ จอมพล ป.พิบูลสงคราม จน  ต่อมา จอมพล ป.พิบูลสงคราม ดำริจะรื้อฟื้นคดีลอบปลงพระชนม์รัชกาลที่ 8 ขึ้นมาใหม่เพื่อความเป็นธรรมแก่จำเลยทั้งสามคน รวมทั้งนายปรีดี พนมยงค์  และเรือเอกวัชรชัย ชัยสิทธิเวช   
  • 16 ก.ย.2500 - จอมพลสฤษดิ์  ธนะรัตน์ ทำการรัฐประหารรัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงคราม (จอมพล ป.พิบูลสงคราม ต้องหลบหนีไปต่างประเทศ)

ลำดับเหตุการณ์ทั้งก่อนและหลังที่ผู้เขียนเรียบเรียงมานี้ ท่านผู้อ่านจะเห็นได้ว่าหลังจากเกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.2475 เป็นต้นมา มีกลุ่มอำนาจต่างๆ พยายามช่วงชิงอำนาจการปกครองมาเป็นของตนเอง สถาบันพระมหากษัตริย์และราชวงศ์ถูกดูแคลนและลดความสำคัญลง   มีการเปลี่ยนชื่อจาก ประเทศสยามมาเป็นประเทศไทย และในระหว่างเกิดสงครามสงครามโลกครั้งที่ 2 อำนาจในการบริหารและปกครองประเทศไทยขณะนั้น อยู่ในมือของ จอมพล.ป พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีฝ่ายหนึ่งซึ่งเข้าข้างฝ่ายอักษะ  กับ นายปรีดี พนมยงค์ ผู้สำเร็จราชการฝ่ายหนึ่งซึ่งไม่เห็นด้วยกับ จอมพล.ป และได้จัดตั้งขบวนการเสรีไทยขึ้นมาต่อต้านอย่างลับๆ 

หลังสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่  2 ประเทศไทยมีการแบ่งกลุ่มอำนาจต่างๆ ดังนี้
  1. กลุ่มจอมพล ป.พิบูลสงคราม (ที่สูญเสียอำนาจไป)
  2. กลุ่มนายปรีดี  พนมยงค์ (ที่กำลังมีอำนาจ)
  3. กลุ่มราชวงศ์หัวก้าวหน้า (ส่วนใหญ่เรียนจบจากต่างประเทศ) ที่ต้องการเข้ามาบริหารประเทศผ่านการเล่นการเมือง
  4. กลุ่มราชวงศ์หัวเก่า ที่ต้องการอำนาจกลับคืน 
  5. กลุ่มราชวงศ์ที่ต้องการทวงคืนความชอบธรรมในราชบัลลังก์
หากกลุ่มต่างๆ เป็นเช่นนี้จริง
กลุ่มไหนบ้างจะได้ประโยชน์จากการลอบปลงพระชนม์รัชกาลที่ 8
และกลุ่มไหนบ้างที่จะถูกกำจัดออกไป


**********************************
อ่านต่อ หยุดใส่ร้ายพระองค์ (ตอนที่ 2)
     
อ่านต่อ >>

วันอังคารที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ คือจุดเริ่มต้นความขัดแย้งในสังคมไทย

เมื่อสองอาทิตย์ที่ผ่านมา ผมได้สนทนาโดยบังเอิญกับผู้อาวุโสท่านหนึ่ง ระหว่างไปร่วมงานพิธีศพ ท่านบอกว่า การเลือกตั้ง ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ ที่ทำกันอยู่นี่ มันไม่ถูกต้องเพราะประชาชนไม่ได้เลือกโดยตรง และอีกอย่างหนึ่งมันทำให้ประชาชนเกิดการแบ่งพรรคแบ่งพวกเกิดการขัดแย้ง แตกความสามัคคีกันเองจนถึงทุกวันนี้  ซึ่งตอนนั้นผมก็รับฟังแต่ไม่ได้แสดงความเห็นใดๆ

หลังจากนั้นมา ผมก็ครุ่นคิดว่าทำไม? ท่านถึงกล่าวอย่างนั้น จึงพยายามค้นหาหนังสือเกี่ยวกับเรื่องนี้ดู    ผมได้ไปพบหนังสือเล่มหนึ่งที่เพื่อนถ่ายเอกสารมาให้ชื่อว่า "แฉรัฐธรรมนูญ ฉบับ ล้มพุทธ ล้มเจ้า" เขียนโดย สะอาด จันทร์ดี เลยลองอ่านทบทวนดูอีกครั้ง ก็พอจะมองเห็นและเข้าใจในสิ่งที่ผู้อาวุโสท่านนั้นได้กล่าวเอาไว้ 

จุดหมกเม็ดในรัฐธรรมนูญ 2540
รัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ.2540 ร่างโดยสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ 99 คน (สสร.)  รัฐธรรมนูญฉบับนี้กำหนดให้มี ส.ส. 2 ประเภท คือ
  • ประเภทที่ 1 เป็น ส.ส.เขต จำนวน 400 คน
  • ประเภทที่ 2 เป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อ จำนวน 100 คน
  • ส่วนสมาชิกวุฒิสภามาจากการเลือกตั้งอีก 200 คน
การหมดเม็ดนั้นเริ่มต้นขึ้นที่ ส.ส.บัญชีรายชื่อ 100 คน ซึ่งพรรคการเมืองทุกพรรคจะเลือกผู้สมัครที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีไว้หมายเลข 1 ส่วนคนที่จะเป็นรัฐมนตรีก็จะอยู่ในลำดับถัดๆ มา การเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญนี้ จึงเสมือนกับเป็นการเลือกตั้งนายกรัฐมนตรี ประชาชนมุ่งสนใจว่าจะเอาใครมาเป็นนายกรัฐมนตรี โดยไม่ค่อยให้ความสนใจต่อผู้จะมาทำหน้าที่ ส.ส.ในเขตของตัวเอง 

แห่เลือกตั้งบัญชีพรรค
ประชาชนแห่เลือกตั้งบัญชีพรรค เพื่อต้องการให้คนหมายเลข 1 ที่ตนเองหลงไหลชื่นชอบ มาเป็นนายกรัฐมนตรี พร้อมจะได้รัฐมนตรีที่เป็นพวกตัวเองขึ้นมาอีกหลายคน เมื่อประชาชนตั้งใจจะเอาใครมาเป็นนายกรัฐมนตรี ก็ย่อมจะเลือก ส.ส.เขตของพรรคการเมืองนั้นๆ ทั่วประเทศอย่างท่วมท้น ทั้งนี้ก็เพื่อให้พรรคการเมืองที่ตัวเองชื่นชอบได้เป็นรัฐบาลเสียงข้างมาก 

การเลือกตั้งในสมัยก่อนที่จะมีรัฐธรรมนูญฉบับนี้  ยังไม่มีใครทราบว่าใครจะได้เป็นนายกรัฐมนตรี ผู้แทนจึงต้องหาเสียง และต้องเป็นที่ยอมรับของประชาชนจริงๆ ถึงจะได้เป็นผู้แทนของเขา  พอพรรคไหนได้เสียงข้างมากแล้วจึงมาเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล แล้วค่อยเลือกนายกรัฐมนตรีกัน

ดังนั้นการเลือกว่าใครจะเป็นเบอร์ 1 ของแต่ละพรรคจึงเป็นเรื่องสำคัญ ทุ่มเทและปั้นที่เบอร์ 1 นี่แหละ  ส่วนบรรดานายทุนของพรรคนักธุรกิจการเมืองก็ไม่ต้องลงหาเสียง มาเป็นอีแอบในรายชื่อลำดับถัดมาเท่านั้น แค่นี้ก็จะได้เป็นรัฐมนตรีแล้ว 

การเลือกตั้งครั้งแรกของรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนปี 2540 (ที่บอกว่าดีที่สุด)
  • พรรคไทยรักไทย เสนอ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เอาไว้ที่หมายเลข 1
  • พรรคประชาธิปัตย์ เสนอนายบัญญัติ  บรรทัดฐาน เอาไว้ที่หมายเลข 2 
ผลปรากฏว่า พ.ต.ท.ทักษิณ  ชินวัตร แห่งพรรคไทยรักไทย ชนะอย่างท่วมท้น (แล้วต่อมาจึงเกิดเหตุการณ์ที่เรียกว่า "เผด็จการรัฐสภา" อยากทำอะไรก็ทำได้ตามที่ใจปรารถนา)

การเลือกตั้งในครั้งนั้น ประชาชนทุ่มคะแนนทั้งหมดเพื่อเลือก "ทักษิณ" เป็นนายกฯ  ประชาชนไม่ได้เลือกผู้แทนของเขา ในสมัย น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร แห่งพรรคเพื่อไทย ก็เหมือนกัน ประชาชนต้องการเลือก น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกฯ ไม่ได้ต้องการเลือกผู้แทนของเขา 

ไม่ว่าผู้แทนเขตของเขาที่ลงสมัครจะเป็นใคร จะรู้จักหรือไม่รู้จัก ขอให้สังกัดพรรคเพื่อไทยเท่านั้นเขาก็จะเลือก เพื่อจะได้เป็นเสียงส่วนใหญ่ในสภา ภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี ที่ชื่อ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร



ความแตกแยกในประเทศไทย
เพราะการแข่งขันในตัวบุคคลอย่างรุนแรงของการเลือกตั้ง ก่อให้เกิดความขัดแย้งในหมู่ประชาชนอย่างกว้างขวางทั่วประเทศ  ภาคเหนือภาคอิสานต้องการ ยิ่งลักษณ์(เสื้อแดง)  ภาคใต้ ภาคกลางต้องการ อภิสิทธิ์ (เสื้อฟ้า) พวกที่ไม่ต้องการทั้งสองคนก็กลายเป็นพวกอื่นๆ เป็นต้น เหตุการณ์ลักษณะนี้จึงเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ประชาชนเกิดการแบ่งพรรคแบ่งพวก เกิดความขัดแย้ง แตกความสามัคคี แบ่งเป็นพวกมึงพวกกู สีมึงสีกู  นายกรัฐมนตรีต้องเป็นของกูไม่ใช่ของมึง  ฯลฯ  พอพวกของใครได้เป็นใหญ่ กุมอำนาจ พวกลูกน้องก็ยะโส เหิมเกริม และหยิ่งผยอง   

วิธีการการเลือกตั้งภายในรัฐธรรมนูญทั้งปี พ.ศ.2540 และ 2550
คือการเลือกตั้งนายกรัฐมนตรี ไม่ใช่การเลือกตั้งผู้แทนราษฎร

วันนี้ประเทศไทย จึงเกิดการส่องสุม ปลุกปั่น ชักจูง  มอมเมา เพื่อสร้าง "ลัทธิบูชาตัวบุคคลว่าเป็นเทพเทวดา" ดังเช่น  "ลัทธิคนเสื้อแดง" ที่มีให้เห็นเป็นตัวอย่าง  การเลือกตั้งภายใต้ลัทธิบูชาตัวบุคคลนี้  จะเลือกตั้งสักกี่ครั้งกี่หน  คนในลัทธินี้ก็จะได้คะแนนท่วมท้นอยู่ทุกครั้งไป     

ผมเข้าใจสิ่งที่ผู้อาวุโสท่านนั้นกล่าวเอาไว้แล้ว...นายกรัฐมนตรี, รัฐมนตรี, และ ส.ส.(แบบบัญชีรายชื่อ) นี้ ราษฎรไม่ได้เลือกเขา  เพราะคนพวกนี้คือ คนที่พรรคการเมืองคัดเลือกกันขึ้นมาเองเพื่อนำเสนอ  พรรคการเมืองเขาจะเลือกคนเก่ง ดี เลว โง่ ขนาดไหน ราษฎรก็ไม่มีสิทธิ์ออกความคิดเห็น  สรุปได้ว่าคนพวกนี้จึงไม่ใช่ผู้แทนราษฎร อย่างกรณีเช่น หาก"น.ส.ยิ่งลักษณ์ฯ มาลงสมัครเป็น ส.ส.เขตเดียวกันกับ นายอภิสิทธิ์ฯ แล้วชนะ" นั่นจีงหมายถึง น.ส.ยิ่งลักษณ์ฯ เป็นผู้แทนราษฎรโดยแท้จริง         

เมื่อพรรคการเมืองเลือกกันขึ้นมาเอง  เราจึงพบว่า "บ้านเมืองเรา มักจะมีผู้นำ, มีรัฐมนตรี ,มี  ส.ส. ที่ไม่ค่อยเอาไหนอยู่ในสภา เป็นจำนวนมาก"


***********************************     
จุฑาคเชน : 29 พ.ย.2554
อ่านต่อ >>

วันจันทร์ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

หากตัดสินใจผิด...ผู้ร้ายจะกลายเป็นพระเอกในทันที

ต่อจาก ไม่อยากให้เห็นแก่เงินปันผล..กลัวจะเสียค่าโง่เป็นครั้งที่สอง
*****************************************************

เหลืออีกไม่กี่วันแล้วจะถึงวันที่ 10 ธ.ค.2554 ซึ่งเป็นวันชี้ชะตาสำคัญของสหกรณ์ออมทรัพครูราชบุรี จำกัด ที่จะมีการประชุมใหญ่ของสมาชิก  ผมนั่งลุ้นอยู่ว่า สมาชิกฯ จะยกมือรับรองงบดุลและงบกำไรขาดทุน ประจำปี 2554 ที่คณะกรรมการดำเนินการชุดที่ 54 เป็นผู้เสนอหรือไม่ หากสมาชิกยกมือรับรองฯ เป็นอันว่าตราบาปจะติดตัวอยู่กับสหกรณ์ฯ แห่งนี้ตลอดไป
  • กลุ่มผู้กระทำผิดจะฟอกตัวได้สำเร็จ คนผิดจะไม่ได้รับการลงโทษ
  • กลายเป็นบรรทัดฐานใหม่ หากคณะกรรมการฯ ชุดต่อไปกระทำผิดเช่นนี้อีก ก็สามารถฟอกตัวได้ด้วยวิธีการอย่างนี้เช่นกัน
เมื่อวานนี้ ผมลองสุ่มถามคุณครูหลายคน (ที่เป็นสมาชิกสหกรณ์ฯ) ที่ผมรู้จัก ปรากฏว่า ทุกคนทราบว่าจะมีการประชุม แต่ยังไม่ทราบว่าเขามีการรณรงค์ไม่ให้ยกมือรับรองงบดุล  เรื่องนี้น่ากลัวมาก

ผู้ร้ายจะกลายเป็นพระเอก
ตอนนี้ความปราฏชัดเจนว่า คณะกรรมการดำเนินการชุดที่ 54 นำเงินสหกรณ์ฯ เป็นลงทุนที่ผิดวัตถุประสงค์ ทำให้เงินของสหกรณ์ฯ หายไป 686 ล้านบาท  ซึ่งตอนนี้ถือว่าเป็น "ผู้ร้าย"  และกลุ่มสมาชิกฯ ที่กำลังรวมกันต่อสู้เรียกร้องความเสียหาย กำลังเป็น "พระเอก" 

แต่หากวันที่ 10 ธ.ค.2554 สมาชิกฯ ส่วนใหญ่ยกมือรับรองงบดุลปี 2554 "ผู้ราย" ที่ว่านี้จะกลายเป็นพระเอกในทันที ในทางกลับกัน "พระเอก" จะกลับกลายมาเป็นผู้ร้ายในทันทีเช่นกัน ดังนั้น พระเอกจึงต้องทำงานหนักขึ้น

การสื่อสารข้อมูลถึงสมาชิก
พระเอกต้องพยายามสื่อสารข้อมูล ข้อเท็จจริง ไปให้ถึงสมาชิกสหกรณ์ฯ ให้มากที่สุดเท่าที่จะมีช่องทาง ทำได้  จนเกิดกระแสพูดกันสนั่นเมือง (Talk of The town) เช่น
  • ปากต่อปาก ครูทุกคนที่ทราบเรื่องนี้ อย่านิ่งเฉย พยายามสื่อสารพูดคุยไปยังเพื่อนๆ ใกล้ตัว เพื่อนๆ ในกลุ่ม ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
  • แจกจ่ายข้อมูล จัดพิมพ์ข้อมูล ข้อเท็จจริง เป็นเอกสารแจกจ่ายไปยังสมาชิกฯ ตามที่ทำงาน ตามโรงเรียนต่างๆ ได้รับทราบโดยทั่วถึงกัน
  • พิมพ์ด้วยตัวเอง สมาชิกครูฯ ท่านใดพบเห็นข้อมูล ข้อเท็จจริงที่เป็นประโยชน์ จากอินเตอร์เน็ต ทำการพิมพ์และแจกจ่ายไปในหมู่เพื่อนสมาชิกครูฯ ด้วยกัน
  • Road Show  จัดทีมสมาชิกฯ อาสาออกเดินทางบรรยายข้อเท็จจริงพร้อมตอบข้อซักถามตามกลุ่มเครือข่ายโรงเรียน  และกลุ่มองค์กรต่างๆ ที่มีความเกี่ยวข้อง
  • Forward อีเมลล์ จัดส่งข้อมูลข้อเท็จจริงผ่านไปทางอีเมลล์และช่วยกัน Forward ไปให้มากๆ
  • Facebook  เข้าไปแสดงความคิดเห็นในศูนย์ข้อมูลสมาชิก สอ.ครูราชบุรี (www.facebook.com/voc.coop)  แล้วช่วยกันแชร์ไปยังเพื่อนๆ ให้มากที่สุด
  • Twitter ใครที่มี Twitter ช่วย Tweets ข้อมูล ข้อเท็จจริง ไปให้มากที่สุด
  • ตั้งกระทู้ จัดตั้งกระทู้ในเวบบอร์ด หรือ Facebook  เกี่ยวกับเรื่องนี้ เช่น กรรมการสหกรณ์ชุดที่ 54 นี้โกงจริงหรือไม่,  ทำไม?กรรมการชุดที่ 54 ถึงรวย มีรถป้ายแดงกันทุกคน ฯลฯ 
  • ประชุมกลุ่มย่อย ครูในแต่ละโรงเรียนที่ทราบเรื่องนี้จัดการประชุมกลุ่มย่อย เพื่อชี้แจงทำความเข้าใจภายในโรงเรียน หรืออาจจัดตั้งกลุ่มสภากาแฟเพื่อพูดคุยเรื่องนี้
  • ฯลฯ
อย่าลืมว่า ผู้ร้ายเขาก็กำลังทำอย่างพระเอกเช่นกัน  แถมผู้ร้ายเขาสามารถประสานที่ปรึกษาของเขา  ให้แอบมีการสั่งการผ่านไปยังผู้อำนวยการโรงเรียนในสังกัด สั่งให้ครูทั้งหลายยกมือรับรองงบดุล ให้ผู้ร้ายได้อีกทางนะครับ....อย่าประมาท ไม่อย่างนั้น

ผู้ร้ายจะกลายเป็นพระเอกทันที

แล้วคงไม่ต้องถามว่า "พระเอก" จะกลายเป็นอะไร
สิ่งที่ต่อสู้กันมา ไร้ค่าในทันที

********************************
ชาติชาย คเชนชล : 28 พ.ย.2554
อ่านต่อ >>

วันศุกร์ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

ผมยังเชื่อว่ามีคนจงใจปล่อยให้น้ำท่วมประเทศไทย

สื่อมวลชนหลายสำนัก ได้รายงานความเสียหายจาก "มหาอุทกภัย พ.ศ.2554" ที่เกิดขึ้นในประเทศไทยกว่า 64 จังหวัด  โดยได้รวบรวมมาจากหน่วยงานทั้งภาครัฐ เอกชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พบว่ามีความเสียหายในวงกว้าง ตั้งแต่ภาคอุตสาหกรรม ภาคเกษตรกรรม การพาณิชย์ ภาคสถาบันการเงินและภาคครัวเรือน ซึ่งเป็นตัวเลขเบื้องต้นที่ได้มีการประเมินหลังจากสถานการณ์น้ำท่วมเริ่มคลี่คลายในหลายพื้นที่ โดยมีความเสียหายไม่ต่ำกว่า 1,000,000,000,000 บาท (หนึ่งล้านล้านบาท) (อ่านเพิ่มเติม)


ที่มาของภาพ
http://www.bangkokbiznews.com/

บทความนี้เป็นความเห็นส่วนตัวของผู้เขียน ซึ่งผู้เขียนพยายามเปลี่ยนมุมมองความคิดจากการมองแบบเรื่องเล็กๆ น้อยๆ (Ant's-eye view)  เป็นมุมมองจากที่สูง (Bird's-eye view) โดยมีคำถามในใจเป็นแกนตั้งไว้ว่า "ใครได้อะไรบ้างจากน้ำท่วมในครั้งนี้"  นอกจากนั้นยังมีแรงบันดาลใจจากบทความของ ดร.ปิติ  ศรีแสงงาม คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่เขียนนิทานเรื่อง "รัฐบาลจงใจปล่อยให้น้ำท่วมเมืองหลวง" (อ่านรายละเอียด)  ไว้ใน Mblog ของผู้จัดการออนไลน์อีกทางหนึ่งด้วย


กองทุนเงินข้ามชาติขนาดใหญ่กำลังหาวิธีเคลื่อนย้ายเงินเข้าสู่ประเทศไทย
ผู้เขียนไม่ใช่นักเศรษฐศาสตร์ เล่นหุ้นไม่เป็น และไม่ค่อยเข้าใจศัพท์แสงต่างๆ ในเรื่องการเงิน การคลัง หรือกองทุน อะไรมากนัก ผู้เขียนเพียงแต่มองตามความเข้าใจง่ายๆ เท่านั้นเอง กองทุนเงินข้ามชาติขนาดใหญ่มันมีอยู่ในโลกนี้จริง มันกำลังทำเงินรายได้ผ่านการเล่นหุ้น การปั่นราคาพลังงาน และการปล่อยเงินให้กู้ยืมแก่ประเทศต่างๆ ผ่านสถาบันการเงินที่จัดตั้งขึ้น 

ปัจจุบันหลายๆ ประเทศในโลก เริ่มมีปัญหาล่มสลายทางเศรษฐกิจ  เป็นโรคมีหนี้สินล้นพ้นตัว ไม่มีความสามารถในการชำระหนี้ที่กู้ยืมมา แม้แต่ประเทศสหรัฐอเมริกาก็ถูกลดอันดับความน่าเชื่อถือ และยังไม่สามารถหามาตรการควบคุมค่าใช้จ่ายที่ยังเกินตัวอยู่ได้ 

ที่มาของภาพ
http://www.mbamagazine.net
/home/index.php/blog/
43-bizandfinance/180--m-m-s
การกู้เงินต่างประเทศครั้งแรกของประเทศไทย
ประเทศของไทยกู้เงินต่างประเทศเป็นครั้งแรกปลายปี พ.ศ. 2445 ในสมัยรัชกาลที่ 5 เพื่อใช้ในการสร้างทางรถไฟสายเหนือ โดยผ่านทางธนาคารฮ่องกงฯ และธนาคารแห่งอินโดจีนเป็นผู้จัดจำหน่ายพันธบัตรของไทยจำนวน 1 ล้านปอนด์สเตอลิงในตลาดการเงิน ณ กรุงลอนดอนและปารีส

ตั้งแต่นั้นมาประเทศไทยก็ยังไม่เคยหยุดชำระหนี้แก่ต่างประเทศเลยจนกระทั่งถึงปัจจุบัน  ประเทศไทยยังเป็นลูกหนี้ที่ดีเสมอ  และยังไม่เป็น "โรคหนี้สินล้นพ้นตัว" 

หาลูกหนี้รายใหม่
เมื่อลูกหนี้เก่าไม่มีเงินชำระหนี้คืน เช่น เม็กซิโก  อาร์เจนติน่า เวเนซูเอลา บราซิล  และเร็วๆ นี้คือ กรีซ กองทุนข้ามชาติขนาดใหญ่เหล่านี้ จึงต้องเร่งหาลูกหนี้รายใหม่ และเล็งมายังประเทศต่างๆ ในทวีปเอเชีย เพราะในยุโรป อเมริกา และอาฟริกา เริ่มหากินไม่ได้แล้ว

ทำอย่างไร? จะเพิ่มเพดานหนี้ให้แก่ประเทศไทย
ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีประวัติการชำระหนี้ดี ถือเป็นลูกค้าชั้นดี  ดังนั้นบรรดาอภิมหาเศรษฐีจากยุโรป ตะวันออกกลาง  ดูไบ  สิงคโปร์ และจากไทย คือ นักโทษชายนายทักษิณ ชินวัตร  ซึ่งเป็นผู้ลงทุนคนหนึ่งในกองทุนข้ามชาติขนาดใหญ่เหล่านี้  จึงอยากจะเพิ่มเพดานเงินกู้ให้แก่ประเทศไทยลูกหนี้ที่แสนดี ประกอบกับ นช.ทักษิณฯ มีเครื่องมือที่สำคัญที่จะช่วยเหลืออยู่แล้ว คือ รัฐบาล

"ฆ่าประชาชน เผาบ้านเผาเมือง ทุจริต คอรัปชั่น โกงกิน ก็ทำมาหมดแล้ว กะอีแค่ปล่อยให้น้ำท่วมประเทศไทยอีกสักครั้งจะเป็นอะไรไป"

เพราะหลังน้ำลดประเทศไทยจะต้องเป็นหนี้มหาศาล  บรรดาอภิมหาเศรษฐีทั้งหลายก็จะได้อิ่มหมีพลีมันกับดอกเบี้ยและเงินปันผลที่ได้รับกันไปอีกนาน




รัฐบาลแกล้งทำโง่ ปล่อยให้น้ำท่วม  
น้ำท่วมครั้งนี้ ไม่ได้รวดเร็วรุนแรงจนกระทั่งตั้งตัวไม่ทัน อย่างเช่น น้ำป่าไหลหลากหรือดินโคลนถล่ม  แต่เป็นน้ำที่เรารู้ล่วงหน้าว่ามันมีอยู่เท่าไหร่ มันเดินทางได้เร็วแค่ไหน แล้วมันน่าจะระบายไปทางไหน ดังนั้นเราจึงน่าจะมีเวลาบริหารจัดการมันได้ทัน

"น้ำมันไม่มีชีวิต มันไม่มีความคิด แต่วันนี้มีคนคิดให้น้ำ
น้ำมันรู้อย่างเดียวว่ามันจะไหลลงไปยังที่ที่ต่ำกว่า  
และเราก็รู้ว่า ถ้าเมื่อน้ำมันถูกกักขัง มันก็จะกลายเป็นน้ำท่วมขัง 
กลายเป็นน้ำนิ่ง และเมื่อน้ำนิ่งก็จะกลายเป็นน้ำเน่าในที่สุด"

ระดับรัฐมนตรี ข้าราชการประจำ นักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญ รวมทั้งหน่วยงานและองค์กรต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับน้ำที่มีอยู่จำนวนมากในประเทศไทย ล้วนเป็นผู้มีประสบการณ์เกี่ยวกับน้ำท่วมและผ่านร้อนผ่านหนาวกันมาทั้งนั้น ผมไม่เชื่อว่าจะบริหารจัดการน้ำก้อนนี้ไม่ได้ ยกเว้น "ทักษิณฯ จงใจ...สั่งรัฐบาลว่าไม่ต้องบริหารมัน"  ปล่อยให้ท่วมนิคมอุตสาหกรรม โรงงาน บ้านเรือนราษฎร ยิ่งเลี้ยงน้ำ เก็บน้ำ เอาไว้นานๆ ยิ่งดี เพราะจะได้สร้างความเดือดร้อนเสียหายแก่ระบบเศรษฐกิจ นอกจากนั้นยังสามารถช่วยสร้างความแตกแยกให้ประชาชนทะเลาะกันเองอีกทางหนึ่งด้วย ยิ่งท่วมนาน ยิ่งดี ยิ่งสร้างหนี้ ยิ่งผลาญเงินได้เยอะ 


หลังจากน้ำลด หนี้ท่วม
หลังจากน้ำลด ประเทศไทยต้องกู้ยืมเงินจากต่างประเทศจำนวนมากเพื่อมาฟื้นฟูและเยียวยา จำนวนหนี้สาธารณะจะเพิ่มมากขึ้น   เจ้าของโรงงานอุตสาหกรรมทั้งขนาดใหญ่ กลาง เล็ก ต่างขาดทุนและเป็นหนี้เงินกู้เพื่อมาฟื้นฟูโรงงานกันถ้วนหน้า ประชาชนหลายคนตกงาน และอีกหลายคนต้องเป็นหนี้เงินกู้ธนาคารและสถาบันการเงินเพื่อนำมาซ่อมแซมปรับปรุงบ้านที่พักอาศัย  เข้าข่าย "น้ำลด หนี้ท่วม"

ประเทศไทยจะกลายเป็น "ประเทศที่มีหนี้สินล้นพ้นตัว" ทุกภาคส่วนรวมทั้งประชาชนจะถูกรัฐบาลขูดรีดภาษีจำนวนมากเพื่อนำไปใช้หนี้กันถ้วนหน้า หากภาครัฐและภาคประชาชนยังไม่หยุดใช้จ่ายเงินเกินตัวอีก ประเทศไทยอาจจะถูก Take Over จากกลุ่มบุคคลบางกลุ่มในที่สุด เหมือนกับเหตุการณ์ในต่างประเทศที่มีให้เห็นเป็นตัวอย่าง  และนี่คือวิธีครอบครองประเทศไทยอีกรูปแบบหนึ่ง มาซึ่งหน้าไม่ได้ ก็มาอย่างลับลับ

ท่านผู้อ่านลองคิดถึงความสัมพันธ์ของคำต่างๆ เหล่านี้ดูนะครับ

กองทุนข้ามชาติขนาดใหญ่ ->   จงใจปล่อยให้น้ำท่วม -> กู้เงินต่างประเทศมากขึ้น -> ไม่มีปัญญาชำระหนี้้-หนี้สินล้นพ้นตัว -> การเปลี่ยนแปลงการปกครองสถาปนารัฐไทยใหม่















*************************************
หมายเหตุ : บทความนี้เป็นแนวคิดเชิงยุทธศาสตร์ อาจไม่เป็นจริงก็ได้ หากท่านผู้อ่านเห็นว่ามันมีโอกาสเป็นไปได้ ช่วยกรุณาเผยแพร่ต่อไป อันจะเป็นคุณูปการอย่างยิ่งต่อประเทศไทยของเรา

จุฑาคเชน : 25 พ.ย.2554

อ่านเพิ่มเติม
อ่านต่อ >>

วันพุธที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

ลูกเสือชาวบ้าน...พลังแห่งความจงรักภักดีที่ถูกสลาย

ในวันนี้ ผมรู้สึกว่าคนไทยส่วนใหญ่ในชาติของเรากำลังขาดซึ่งอุดมการณ์ความรักชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์  คนไทยของเรากำลังถูกผลักดันให้เป็นทาสของนายทุนต่างชาติ โดยการมอมเมาผ่านนโยบายประชานิยม ศัตรูของเราในวันนี้ ไม่ใช่คนอื่นไกลเป็น แต่กลับเป็นคนไทยด้วยกันเอง  และกำลังส่องสุมพลังมวลชนเตรียมล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ เพื่อสถาปนาตัวเองขึ้นเป็นใหญ่  

กลุ่มพลังมวลชนที่มีอุดมการณ์และความจงรักภักดีอันบริสุทธิ์  ซึ่งเป็นกำลังสำคัญในการปกป้องชาติบ้านเมืองในอดีต ค่อยๆ ถูกบ่อนทำลายและสลายกำลังลงจากคณะผู้บริหารบ้านเมืองที่เรียกตัวเองว่ารัฐบาล 

กองเสือป่าล่มสลาย
เมื่อปี พ.ศ.2454 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6  ทรงสถาปนากองเสือป่าขึ้นเพื่อฝึกอบรมข้าราชการ พ่อค้า คหบดี  ให้ได้รับการฝึกหัดอย่างทหาร  ทำให้เป็นราษฎรที่มีคุณภาพ มีวินัย เคารพกฎหมายบ้านเมือง และเพื่อปลุกใจให้มีความรักในชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และส่งเสริมความสามัคคี โดยเสือป่าจะมีหน้าที่ช่วยพนักงานเจ้าหน้าที่รักษาความสงบทั่วไปในบ้านเมืองอีกแรงหนึ่ง

แล้วทำไม? กองเสือป่าต้องล้มเลิกไป เมื่อพระองค์เสด็จสววรคต

หลังจากนั้นต่อมาอีก 7 ปี  รัชกาลที่ 7 ถูกคณะราษฎร์ดำเนินการปฏิวัติยึดอำนาจจากพระมหากษัตริย์และเปลี่ยนแปลงการปกครอง จากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เป็นระบอบประชาธิปไตย และอีก 14 ปีต่อมา พ.ศ.2489 รัชกาลที่ 8 ถูกลอบปลงพระชนม์ 

วันนั้น หากยังมีกองเสือป่าอยู่ เหตุการณ์ พ.ศ.2475 และ พ.ศ.2489 อาจจะไม่เกิดขึ้นก็ได้    

กำเนิดลูกเสือไทย
ภายหลังจากที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว  ทรงจัดตั้งกองเสือป่า ต่อจากนั้นมาอีกสองเดือนพระองค์ฯ ก็ได้พระราชทานกำเนิดลูกเสือไทยขึ้น เมื่อวันเสาร์ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ.2454 นับเป็นลำดับที่ 3 ของโลก ที่มีกิจการลูกเสือ ด้วยมีพระราชปรารภว่า

"เมื่อฝึกผู้ใหญ่เป็นเสือป่า เพื่อเตรียมพร้อมในการช่วยเหลือชาติบ้านเมืองแล้ว เห็นควรที่จะมีการฝึกเด็กชายที่ยังอยู่ในวัยเยาว์ ให้มีความรู้เบื้องต้นตามหลักการของเสือป่าด้วย เมื่อเติบโตขึ้นจะได้รู้จักหน้าที่และประพฤติตนให้เป็นประโยชน์ต่อชาติบ้านเมือง"

แต่ปัจจุบัน "กิจกรรมลูกเสือ" กลายเป็นกิจกรรมที่เด็กและเยาวชนไม่ชอบเรียน ไม่อยากร่วม 

วันนี้เราน่าจะลองมานั่งทบทวนดูว่า ทำไม? เราจึงไม่มีพลังจากลูกเสือไทยแม้แต่น้อยนิด ตามที่  รัชกาลที่ 6 ท่านทรงพระราชปรารภไว้ ..พวกเราคิดอะไรผิดไปหรือปล่าว   

ลูกเสือชาวบ้าน ตั้งขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 9 เพื่อต่อสู้กับคอมมิวนิสต์
ลูกเสือชาวบ้านถือกำเนิดขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2514 โดยมีจุดมุ่งหมายเริ่มแรกคือ การสร้างความสามัคคีในหมู่ข้าราชการ และประชาชน และอีกประการเพื่อเป็นการลดเงื่อนไขและดึงมวลชนกลับมาจากพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย  ลูกเสือชาวบ้านจึงนับเป็นพลังมวลชนอันสำคัญยิ่งในการต่อสู้กับลัทธิคอมมิวนิสต์ในครั้งนั้น จนประเทศไทยรอดพ้นจากภัยคอมมิวนิสต์มาจนถึงทุกวันนี้ 

ลูกเสือชาวบ้าน ได้ขยายพลังออกไปทั่วประเทศไทย มีการฝึกอบรมกันอย่างต่อเนื่อง จำนวนหลายรุ่น  (เหตุการณ์นี้คล้ายกับกองเสือป่าในสมัยรัชกาลที่ 6)  จนได้รับการยอมรับว่าเป็นพลังมวลชนที่สำคัญของประเทศไทยที่จะใช้ในการปกป้องสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ โดยเฉพาะในด้านความจงรักภักดีต่อพระมหากษตริย์นั้น สำหรับลูกเสือชาวบ้านแล้วจะไม่ยอมให้ใครมาหลบหลู่หรือหมิ่นสถาบันเป็นอันขาด  กิจการของลูกเสือชาวบ้านได้รับการส่งเสริมสนับสนุนมาโดยตลอดมาทั้งจากภาครัฐและเอกชน 

สลายกำลังลูกเสือชาวบ้าน
กิจการของลูกเสือชาวบ้าน ค่อยๆ ถูกลดลงบาทลง จากผู้ที่เรียกตัวเองว่ารัฐบาล ในราว 10 ปีมานี่เอง เพราะรัฐบาลในสมัยนั้นเล็งเห็นว่า "ลูกเสือชาวบ้านนี้จะเป็นหอกข้างแคร่ ต่อการคิดการใหญ่ของเขาในอนาคต"  รัฐบาลจึงพยายามตัดทอนงบประมาณและลดกิจกรรมของลูกเสือชาวบ้านลง แต่ในทางกลับกันก็เริ่มส่องสุม "หมู่บ้านคนเสื้อแดง" ขึ้นมาทดแทน  โดยเริ่มจัดตั้งกันอย่างเงียบๆ ไม่ค่อยมีใครทราบ

วันนี้หมู่บ้านในประเทศไทยของเราน่าจะเต็มไปด้วยลูกเสือชาวบ้าน ที่ทำหน้าที่พิทักษ์ปกป้องและจงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ แต่วันนี้ มันกำลังจะเต็มไปด้วยหมู่บ้านคนเสื้อแดง ที่พิทักษ์ปกป้องและจงรักภักดีต่อ นช.ทักษิณ ชินวัตร

ถึงเวลาแล้วที่ลูกเสือชาวบ้านต้องออกมาแสดงพลังดังเช่นในสมัยอดีต  
ผมไม่ได้ยุยงให้ท่านต้องไปรบราฆ่าฝันกับคนเสื้อแดง เพียงแต่ท่านต้องคอยป้องกันหมู่บ้านของท่านเองไม่ให้กลายไปเป็นหมู่บ้านของพวกคนเสื้อแดง ด้วยอุดมการณ์ 5 ข้อ และกฏของลูกเสือ 10 ข้อ ที่พวกท่านยึดถือมาโดยตลอด

ในอดีต...ลูกเสือชาวบ้านสู้กับคอมมิวนิสต์
วันนี้ ถึงเวลาแล้วที่ลูกเสือชาวบ้าน จะต้องลุกขึ้นมาสู้กับพวก "คนเสื้อแดง"
จงหยิบ "ผ้าพันคอพระราชทาน" ขึ้นมาผูกแล้วลุกขึ้นมาต่อสู้กับพวกมัน 
พวกที่กำลังจ้องทำลายและล้มล้างสถาบันกษัตริย์ของเรา

 
***************************
จุฑาคเชน : 23 พ.ย.2554
อ่านต่อ >>

วันอังคารที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

อย่าเรียกพวกเขาว่า "ไอ้ควาย" ได้ไหมครับ

มีเพื่อนผมคนหนึ่งบอกผมให้ช่วยเขียนเรื่องนี้ให้หน่อยได้ไหม  คือ เขาไม่อยากให้เรียกพวกคนเสื้อแดงและบรรดาเหล่าสาวกของ นช.ทักษิณฯ ว่า  "ควาย" "ฟายยย" "ไอ้ควายยยย" หรืออะไรทำนองนี้ น่าจะหาคำอื่นที่เหมาะสมกว่านี้มาเรียกแทน  

ผมถามเหตุผลว่าทำไม? เพื่อนผมตอบว่าสัตว์ที่เราเรียกเขาว่า "ควาย" นี้เป็นสัตว์ที่มีบุญคุณกับพวกเรามานานแสนนานแล้ว โดยเฉพาะช่วยไถนาให้ปูย่าตายายของเรามีข้าวกิน จนมีชีวิตสืบเผ่าพันธ์มาเป็นตัวเราอยู่ทุกวันนี้   พอมันตาย ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง ทั้งตัวมันก็ยังมีประโยชน์แก่มนุษย์ตั้งหลายอย่าง 

ประโยชน์ของควาย
ศูนย์อนุรักษ์และพัฒนาควายไทย กล่าวถึงประโยชน์ของการเลี้ยงกระบือ (ควาย)  ไว้ว่า
  • ใช้แรงงาน (ไถนา, เทียมเกวียน, นวดข้าว)
  • ลดปัญหาราคาเชื้อเพลิงสำหรับเกษตรกร
  • ให้ผลผลิต นม, เนื้อ, หนัง, เขา, กระดูก
  • ได้มูลใช้เป็นปุ๋ยในไร่นา
  • มีรายได้จากการขายปุ๋ย
  • เป็นทรัพย์สินของเกษตรกร
  • ช่วยให้เกิดระบบเกษตรผสมผสาน  

โง่เหมือนควาย
คนเราชอบเปรียบ "คนโง่" ว่า "โง่เหมือนควาย" อาจเป็นเพราะ
  • คนโง่จะถูกชักจูงได้ง่าย เหมือนวัว ควาย ที่สนตะพายแล้ว ถูกชักจูงขวาซ้ายก็ต้องหันตามไป
  • วัว-ควายบางตัวเห็นแก่กิน ก็หลอกล่อด้วยของกิน เช่นฟาง ผลไม้ ก็เดินตาม
  • วัวควายบางตัวที่ดื้อ (ซึ่งมันอาจคิดว่าฉลาดกว่าตัวอื่น) ดึงเชือกก็ไม่เดินตาม ทำเป็นขืนตัว อยากเดินด้วยตนเอง พอเจ้าของก็ปล่อยให้เดิน แล้วดันก้นสักหน่อย ดูมันจะภูมิใจ เดินเชิดหน้า (แต่ก็เข้าคอกเหมือนกัน)
  • สมัยก่อนคนโง่มักถูกชักจูงได้ง่าย โดยการหลอกให้ผลประโยชน์
  • ฯลฯ (ดูเพิ่มเติมได้ที่ ทำไมคนชอบเปรียบว่าโง่เหมือนควาย)

เหตุผลที่ไม่ให้เรียกว่าควาย
เพื่อนผมกล่าวต่อว่า "ควายมันมีคุณค่าและประโยชน์มากกว่าบรรดาพวกคนเสื้อแดงและสาวกของ นช.ทักษิณฯ เสียอีก  ถึงควายมันจะโง่ แต่พวกนี้มันโง่กว่า  ควายนี้นะ พอมันตายไปเนื้อตัวมันก็ยังมีประโยชน์ต่อมนุษย์ แต่ไอ้พวกนี้ตายไป ไม่มีประโยชน์กับใครเลย ดังนั้น จึงไม่สมควรเรียกพวกนี้ว่า "ควาย" เพราะควายมันประเสริฐกว่าคนพวกนี้

แล้วจะเรียกว่าอะไรดี
ผมถามเพื่อนผมต่อว่าแล้วจะให้เรียกคนพวกนี้ว่าอะไรดี เพื่อนผมอึกอัก...แล้วก็ตอบว่า  ยังคิดไม่ออกเหมือนกัน หากจะเปรียบเป็นชื่อสัตว์อะไร ก็ไม่สมควรทั้งสิ้น เพราะสัตว์ทุกตัวในโลกล้วนมีประโยชน์ต่อโลกทั้งสิ้นตามวิถีทางของมัน มากบ้างน้อยบ้างแตกต่างกันไป  แต่คนพวกนี้แทบไม่มีประโยชน์อะไรเลย จะเรียก "ไอ้ Here"  เดี๋ยวนี้เขาก็ขายกันตัวละ 3-4 พันบาทแล้ว แม้แต่ "ไอ้ Here" มันก็ยังมีประโยชน์เลย

สรุป 
ผมและเพื่อนก็ยังไม่รู้ว่าจะใช้คำว่าอะไร เรียกบรรดาคนพวกนี้ แทนคำว่า "ควายยยย" อยู่ดี  


******************************
อ่านต่อ >>

วันจันทร์ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

ความหมายของเลขประจำตัวประชาชนทั้ง 13 หลัก

บางทีผมก็ไม่เคยได้ใส่ใจมันเท่าไหร่นัก แต่ก็เคยสงสัยเหมือนกัน ว่าความหมายของเลขประจำตัวประชาชนทั้ง 13 หลัก นั้นมีความหมายว่าอย่างไรบ้าง แต่ผมก็ไม่ได้ขวนขวายค้นหามัน  จนเมื่อวานนี้ มี Mail ที่ส่งต่อกันมา ผมเลยคัดลอกนำมาเผยแพร่ไว้ในบล็อกนี้ เพื่อเป็นการแบ่งปันความรู้อีกช่องทางหนึ่ง

ตัวอย่างหมายเลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก

3 2498 00008 34 1

หลักที่ 1 หมายถึง ประเภทบุคคลซึ่งมี 8 ประเภท คือ
  • เลข 1 หมายถึง คนที่เกิดและมีสัญชาติไทย ได้แจ้งเกิดภายในกำหนดเวลา (ตั้งแต่ 1 มกราคม 2527)
  • เลข 2 หมายถึง คนที่เกิดและมีสัญชาติไทย ได้แจ้งเกิดเกินกำหนดเวลา (ตั้งแต่ 1 มกราคม 2527)
  • เลข 3 หมายถึง ได้แก่ คนไทยและคนต่างด้าวที่มีใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าว และมีที่อยู่ในทะเบียนบ้าน ในสมัยเริ่มแรก (1 มกราคม - 31 พฤษภาคม 2527)
  • เลข 4 หมายถึง คนไทยและคนต่างด้าวที่มีใบสำคัญคนต่างด้าวแต่แจ้งย้ายเข้า โดยยังไม่มีเลขประจำตัวประชาชนในสมัยเริ่มแรก (1 มกราคม - 31 พฤษภาคม 2527)
  • เลข 5 หมายถึง คนไทยที่ได้รับอนุมัติให้เพิ่มชื่อเข้าในทะเบียนบ้านในกรณีตกสำรวจหรือกรณีอื่น ๆ
  • เลข 6 หมายถึง ได้แก่ ผู้ที่เข้าเมืองโดยไม่ชอบด้วยกฏหมาย และผู้ที่เข้าเมืองโดยชอบด้วยกฏหมาย แต่จะอยู่ในลักษณะชั่วคราว
  • เลข 7 หมายถึง บุตรของบุคคลประเภทที่ 6 ซึ่งเกิดในประเทศไทย
  • เลข 8 หมายถึง คนต่างด้าวที่เข้าเมืองโดยถูกต้องตามกฏหมาย คือ ได้รับใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าว คนที่ได้รับการแปลงสัญชาติเป็นสัญชาติไทย และคนที่ได้รับการให้สัญชาติไทย

หลักที่ 2 ถึงหลักที่ 5 หมายถึงรหัสของสำนักทะเบียนที่ท่านมีชื่อในทะเบียนบ้านในขณะให้เลข สำหรับเด็กเกิดใหม่จะหมายถึงถิ่นที่เกิดเลยทีเดียว
  • โดยหลักที่ 2 และ 3 หมายถึงจังหวัด
  • หลักที่ 4 และ 5 หมายถึงอำเภอ หรือเทศบาล

หลักที่ 6 ถึงหลักที่ 10 หมายถึงกลุ่มที่ของบุคคลแต่ละประเภทตามหลักแรก หรือหมายถึงเล่มที่ ของสูติบัตร แล้วแต่กรณี

หลักที่ 11 และ 12 หมายถึงลำดับที่ของบุคคลในแต่ละกลุ่มประเภท หรือหมายถึงใบที่ของสูติบัตรแต่ละเล่ม แล้วแต่กรณี

หลักที่ 13  คือ ตัวเลขตรวจสอบความถูกต้องของเลข 12 หลักแรก


****************************
อ่านต่อ >>

วันเสาร์ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

ไม่อยากให้เห็นแก่เงินปันผล..กลัวจะเสียค่าโง่เป็นครั้งที่สอง

(หากท่านใดไม่ทราบเรื่องมาก่อนสามารถอ่านบทความย้อนหลังได้ที่ด้านล่าง)
**********************************************************************************

จริงๆ แล้วผมไม่อยากใช่คำว่า "ค่าโง่" เลยครับ เพราะมันฟังดูไม่ค่อยดี แต่ก็ไม่รู้จะใช้คำว่าอะไรที่จะสามารถเตือนสติให้โดนใจไปได้มากกว่านี้ 

ผมได้อ่านคำชี้แจงการดำเนินงานของนายวีระศักดิ์ ตันเจริญรัตน์ ประธานกรรมการสหกรณ์ออมทรัพย์ครูราชบุรี จำกัด ในใบปลิวที่ให้คนมาแจกจ่ายเมื่อวันที่ 19 พ.ย.2554 ในการประชุมของสมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์ครูฯ กว่า 1,000 คน ที่กำลังประชุมกัน ณ  รร.ราชโบริกานุเคราะห์ (ดูรายละเอียดข่าว) เพื่อติดตามการดำเนินงานของสหกรณ์ออมทรัพย์ครูราชบุรี จำกัด กรณีถูกฉ้อโกงเงินซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาล จำนวน 686 ล้านบาท มีข้อความในคำชี้แจงอยู่ตอนหนึ่ง กล่าวไว้ดังนี้

" 4. การประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2555 ในวันเสาร์ที่ 10 ธันวาคม 2554 เพื่อให้พิจารณา และรับรองเรื่องต่างๆ ตามวาระการประชุมที่แจ้งให้ทราบแล้วนั้น หากไม่ได้รับการพิจารณาอนุมัติตามวาระต่างๆ สมาชิกก็จะไม่ได้เงินปันผลหุ้น  และสหกรณ์ไม่สามารถปิดปีบัญชีได้ ทำให้สถาบันการเงินขาดความเชื่อมั่น ไม่สามารถกู้เงินจากสถาบันการเงินได้อีก"

อ่านแล้วลองพิจารณาเองนะครับว่านี่คือ "คำชี้แจง หรือ คำขู่"
มีคำถามว่าทำไม? ประธานกรรมการ...ต้องเขียนคำชี้แจงเช่นนี้


ใบบลิว
คำชี้แจงของประธานคณะกรรมการสหกรณ์ออมทรัพย์ครูราชบุรี
แจกจ่ายเมื่อ 19 พ.ย.2554


ที่เลย และราชบุรี แตกต่างกัน
กรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้มีการสรุปข้อเท็จจริง/และพฤติการณ์แห่งคดี (ดูรายละเอียด) กรณีมีผู้กล่าวหาว่า "สหกรณ์ออมทรัพย์ครูกรมสามัญศึกษาจังหวัดเลย กับพวก ข้อหากระทำความผิดอาญาฐาน "ฉ้อโกงประชาชน, กู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน"  เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ต่อมาจึงมีหนังสือแจ้งประชาสัมพันธ์มายังจังหวัดที่เกี่ยวข้อง รวมถึง จ.ราชบุรี ให้แจ้งเตือนสหกรณ์ในพื้นที่ ตลอดจนประชาชนทั่วไป ฟ้องร้องดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดต่อไป (ที่ราชบุรี ผู้กระทำผิดหมายถึง บริษัท เทวาสิทธิ พิฆเนศ จำกัด)

ที่ จ.เลย-สหกรณ์ออมทรัพย์ครูกรมสามัญศึกษาจังหวัดเลย ถือได้ว่าเป็นจำเลย เพราะในการจัดทำโครงการจำหน่ายสลากกินแบ่งรัฐบาลให้กับสมาชิกสหกรณ์นั้น เป็นโครงการที่ได้รับอนุมัติและเห็นชอบจากการประชุมใหญ่สามัญของสมาชิก เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2553  ดังนั้นมันจึงเป็นภาระที่ต้องรับผิดชอบร่วมกันในนามของสหกรณ์ฯ  ไม่ว่าจะกำไรหรือขาดทุน 

ที่ จ.ราชบุรี - การจัดทำโครงการจำหน่ายสลากกินแบ่งรัฐบาลให้กับสมาชิกสหกรณ์  เป็นโครงการที่ไม่เคยมีการประชุมเพื่อขออนุมัติและเห็นชอบจากการประชุมใหญ่สามัญของสมาชิก สหกรณ์ออมทรัพย์ครูราชบุรี จำกัด จึงไม่ต้องรับผิดชอบต่อเงินจำนวน 686 ล้านบาทที่ถูกเบี้ยวไป  เงินจำนวนนี้เปรียบเสมือนกับมีกลุ่มบุคคลกลุ่มหนึ่ง แอบนำเงินของสหกรณ์ฯ ไปลงทุนที่ผิดวัตถุประสงค์ แล้วเกิดการขาดทุน ดังนั้นการขาดทุนครั้งนี้ ไม่ใช่ภาระของสหกรณ์

ฟอกความผิด ด้วยการแต่งบัญชี
เงินที่ถูก บจก.เทวาสิทธิ์ฯ เบี้ยวไป 686 ล้านบาท คณะกรรมการดำเนินการฯ ชุดที่ 54  กำลังพยายามแต่งบัญชีให้ระบุว่า  ริษัท เทวาสิทธิ์ฯ เป็นลูกหนี้ของสหกรณ์  และสำรองเผื่อหนี้สูญไว้ เพราะว่า บริษัท เทวาสิทธิ์ฯ ไม่มีเงินจ่ายแน่ คณะกรรมการชุดที่ 54 กำลังฟอกตัวเอง และหากใครจะมาเป็นกรรมการชุดใหม่ก็ต้องรับหนี้และทวงถามเงิน  686 ล้านบาทจาก  บริษัท เทวาสิทธิ์ฯ ต่อไป 

อย่าเสียค่าโง่ครั้งที่ 2
โง่ที่หนึ่ง - กลุ่มบุคคลจำนวน 15 คนรวมผู้จัดการ  1 คน แอบนำเงินสหกรณ์ฯ  ไปลงทุนซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลได้กินอิ่มหนำสำราญกันถ้วนหน้า โดยสมาชิกสหกรณ์ไม่ทราบเรื่องใดๆ เลย   

โง่ที่สอง  -ขณะที่กำลังอิ่มหมีพลีมันกันอยู่  ถูกเบี้ยวเงินขึ้นมา 686 ล้านบาท  จึงเกิดความพยายามจะแต่งบัญชีโยนให้เป็นภาระการขาดทุนของสหกรณ์ฯ และมีการสำรองเผื่อหนี้ก้อนนี้จะสูญไว้ด้วย  แล้วขู่สมาชิกว่า  "หากไม่ได้รับการพิจารณาอนุมัติตามวาระต่างๆ สมาชิกก็จะไม่ได้เงินปันผลหุ้น"

คณะกรรมการดำเนินการ ชุดที่ 54 นี้ เขาเล็งเห็นว่า สมาชิกสหกรณ์ฯ ส่วนใหญ่เป็นพวกอยากได้เงินปันผล มากกว่า พวกที่ถามหาความรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น หากวันนั้น สมาชิกส่วนใหญ่ยกมือรับรองงบดุลและงบกำไรขาดทุน ประจำปี 2554  คณะกรรมการชุดที่ 54 นี้ จะฟอกตัวเองได้สำเร็จในทันที

การประชุมในวันที่ 10 ธันวาคม นี้ เป็นวันสำคัญที่จะชี้ชะตาของคณะกรรมการดำเนินการชุดที่ 54  ว่าจะออกหัวหรือออกก้อย ดังนั้นสมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์ครูราชบุรี ทุกคนต้องพิจารณาตัดสินใจให้รอบคอบ เพราะการตัดสินใจของท่านสมาชิกฯ เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งต่อชะตากรรมของสหกรณ์


****************************
ชาติชาย  คเชนชล : 20 พ.ย.2554

อ่านบทความย้อนหลัง
อ่านต่อ >>

วันศุกร์ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

จ.ราชบุรี แจ้งสหกรณ์ในพื้นที่และประชาชนทั่วไปที่เป็นคู่สัญญาฯ ให้รีบแจ้งความกรณีซื้อขายสลากกินแบ่ง

เมื่อวันที่ 10 พ.ย.2554  ผู้ว่าราชการจังหวัดราชบุรี ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการป้องปรามธุรกิจการเงินนอกระบบในส่วนภูมิภาคระดับจังหวัด (นายณรงค์ พลละเอียด รองผู้ว่าราชการฯ ปฏิบัติราชการแทน) มีหนังสือแจ้งหัวหน้าสถานีวิทยุชุมชนในเขตจังหวัดราชบุรี ช่วยประชาสัมพันธ์ให้แจ้งเตือนสหกรณ์ในพื้นที่ ตลอดทั้งประชาชนทั่วไป ที่เข้าร่วมเป็นคู่สัญญาซื้อขายสลากกินแบ่งรัฐบาลกับบริษัทคู่สัญญาที่มีพฤติการณ์เข้าข่ายเป็นการกระทำความผิด ตามพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527   เพื่อให้เข้าพบพนักงานสอบสวนท้องที่หรือฟ้องร้องดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดต่อไป 

เรื่องนี้มีสาเหตุมาจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้สรุป "ข้อเท็จจริง/พฤติการณ์แห่งคดี"  ที่สหกรณ์ออมทรัพย์ครูกรมสามัญศึกษา จ.เลย  แล้ว (ตามเอกสารที่แนบหมายเลข 4-7) จึงมีหนังสือลงวันที่ 16 ก.ย.2554 ไปยังผู้อำนวยการกลุ่มป้องกันปราบปรามการเงินนอกระบบ สำนักงานปลัดกระทรวงการคลัง ให้ช่วยประชาสัมพันธ์ฯ  ต่อมาทางกระทรวงการคลังก็แจ้งมายังผู้ว่าราชการจังหวัดราชบุรี ให้ช่วยประชาสัมพันธ์ต่อภายในจังหวัด เพราะว่าที่ราชบุรีขณะนี้  สหกรณ์ออมทรัพย์ครูราชบุรี จำกัด กำลังประสบปัญหากรณีเป็นคู่สัญญาซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลกับบริษัทเทวาสิทธิ พิฆเนศ  จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทที่มีพฤติการเข้าข่ายกระทำความผิดตามพระราชกำหนดฯ ที่กล่าวมา

เรื่องนี้ ผู้เขียนไม่ค่อยมีความรู้ในด้านกฏหมายมากนัก จึงได้แต่ช่วยประชาสัมพันธ์ และนำเอกสารหลักฐานมาแนบเอาไว้ในบล็อกนี้ เพื่อให้ คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ออมทรัพย์ครูราชบุรี และสมาชิกสหกรณ์ฯ ทราบเพื่อดำเนินการตามแนวทางของกรมสอบสวนคดีพิเศษ ต่อไป 

หนังสือ จ.ราชบุรี ให้ช่วยประชาสัมพันธ์


     























หนังสือจากกระทรวงการคลัง ถึง จ.ราชบุรี


























หนังสือจาก DSI ถึงกระทรวงการคลัง



























เอกสารหมายเลข 4
สรุปข้อเท็จจริง/พฤติการณ์แห่งคดี หน้า 1



























เอกสารหมายเลข 5
สรุปข้อเท็จจริง/พฤติการณ์แห่งคดี หน้า 2





























เอกสารหมายเลข 6
สรุปข้อเท็จจริง/พฤติการณ์แห่งคดี หน้า 3
 





เอกสารหมายเลข 7
สรุปข้อเท็จจริง/พฤติการณ์แห่งคดี หน้า 4


อ่านต่อ >>