แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การอนุรักษ์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การอนุรักษ์ แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2562

อีกก้าวหนึ่งของความพยายามปกป้อง "ปะการัง" ของไทย

หากเป็นไปตามแผน ในปี พ.ศ.2563 จะมีกฏหมายที่ผู้ประกอบกิจกรรมท่องเที่ยวดำน้ำในประเทศไทย จะต้องจัดให้มีผู้ควบคุมการดำน้ำ และผู้ช่วยผู้ควบคุมการดำน้ำ ที่มีคุณสมบัติและผ่านการอบรมตามที่กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งกำหนด และต้องมีบัตรประจำตัว (บัตรไกด์) แสดงไว้เป็นหลักฐานให้ตรวจสอบได้ทุกคน  

สถานภาพแนวปะการังในประเทศไทย
จากรายงานการสำรวจและประเมินสถานภาพและศักยภาพทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง : ปะการังและหญ้าทะเล ปี 2558 ของสถาบันวิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเล ชายฝั่งทะเล และป่าชายเลน พบว่า สถานภาพแนวปะการังในประเทศไทยทั้งทางฝั่งทะเลอันดามันและอ่าวไทย ซึ่งมีพื้นที่รวมประมาณ 148,955 ไร่ โดยภาพรวมยังถือว่าอยู่ในระดับเสียหายถึงเสียหายมากประมาณ 80% อยู่ในสภาพสมบูรณ์ปานกลาง 15% และ อยู่ในระดับสมบูรณ์ดีจนถึงดีมาก 5% สาเหตุหลักที่ก่อให้เกิดความเสื่อมโทรมอย่างทันทีเป็นบริเวณกว้างทั่วประเทศคือการเกิดปะการังฟอกขาวเนื่องจากอุณหภูมิน้ำทะเลสูงผิดปกติในปี 2553


ปัญหาที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อแนวปะการังในท้องทะเลไทย 
ปัญหาที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อแนวปะการังในท้องทะเลไทย อาจแยกได้เป็น 2 ปัญหาคือ 1) ปัญหาที่เกิดจากมนุษย์  และ 2) ปัญหาที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ ดังนี้

ปัญหาที่เกิดจากมนุษย์ เช่น การพัฒนาชายฝั่ง การปล่อยน้ำเสียลงทะเล การขุดแร่ในทะเล การทิ้งขยะลงทะเล การระเบิดปลาในแนวปะการัง การใช้ยาเบื่อปลาในแนวปะการัง การลักลอบเก็บปะการัง การลักลอบขุดลอกรื้อแนวปะการัง การท่องเที่ยวในแนวปะการัง การเดินเหยียบย่ำ พลิกปะการัง การรั่วไหลของน้ำมันลงทะเล  เป็นต้น

ปัญหาที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ เช่น การเกิดปลาดาวหนามระบาด การถูกพายุทำลาย การเกิดคลื่นสึนามิ การเกิดปะการังฟอกขาว อิทธิพลทางสมุทรศาสตร์ การเกิดโรคในปะการัง เป็นต้น


ผลกระทบจากการท่องเที่ยวในแนวปะการัง
ผลกระทบจากการท่องเที่ยวในแนวปะการัง ส่วนใหญ่จะเป็นกิจกรรมการดำน้ำในรูปแบบต่างๆ เช่น ประเภทที่ดำผิวน้ำ (Skin Diving)  มักจะยืนหรือเดินเหยียบย่ำบนแนวปะการังจนแตกหักเสียหาย นักท่องเที่ยวประเภทดำน้ำลึก (Scuba Diving) ที่อาจไม่ระมัดระวัง จนตีนกบกระแทกปะการังแตกหักเสียหาย นอกจากนั้น ในปัจจุบันมีการพัฒนารูปแบบการท่องเที่ยวในแนวปะการังอย่างหลากหลายมากยิ่งขึ้น เช่น การเดินใต้ทะเล (Sea walk) และการทดลองดำน้ำเป็นต้น (Try dive) นอกจากนั้น ยังมีการทิ้งสมอเรือในแนวปะการัง โดยไม่ได้เกี่ยวทุ่นลอยตามที่จัดเตรียมไว้ให้ เป็นต้น กิจกรรมเหล่านี้ล้วนมีแนวโน้มที่จะสร้างความเสียหายในแนวปะการังมากยิ่งขึ้นเป็นลำดับ  



ประกาศ เรื่อง มาตรการคุ้มครองทรัพยากรปะการัง
กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งมีหน้าที่ในการดูแลรักษาแนวปะการังในทะเลไทยโดยตรง พยายามที่จะหาแนวทางหรือวิธีการที่จะควบคุมผลกระทบจากการท่องเที่ยวดำน้ำในแนวประการัง เพราะเล็งเห็นว่า แนวประการังอาจถูกทำลายหรือได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรงเข้าขั้นวิกฤตได้ จึงอาศัยอำนาจตามมาตรา 22 และ มาตรา 23 ใน พ.ร.บ.ส่งเสริมการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง พ.ศ.2558 ยกร่าง "ประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  เรื่อง มาตรการคุ้มครองทรัพยากรปะการัง จากกิจกรรมท่องเที่ยวดำน้ำ พ.ศ.........." ขึ้น  โดยมีสาระสำคัญ สรุปได้ดังนี้

"ผู้ประกอบกิจกรรมท่องเที่ยวดำน้ำในประเทศไทย (รวมนอมินีชาวต่างชาติด้วย) ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมดำน้ำตื้น ดำน้ำลึก การทดลองการเรียนดำน้ำ และการเรียนดำน้ำ ต้องจัดให้มีผู้ควบคุมการดำน้ำ และผู้ช่วยผู้ควบคุมการดำน้ำ (ไม่จำกัดสัญชาติ ชาวต่างชาติก็เป็นได้) ที่มีคุณสมบัติและผ่านหลักสูตรการฝึกอบรมตามที่กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งกำหนด  และมีบัตรประจำตัว (บัตรไกด์) แสดงไว้เป็นหลักฐานให้สามารถตรวจสอบได้ หากผู้ประกอบกิจกรรมท่องเที่ยวดำน้ำไม่ดำเนินการจะไม่สามารถจัดทำกิจกรรมดำน้ำนั้นๆ ได้" 

ผู้ควบคุมการดำน้ำ และผู้ช่วยผู้ควบคุมการดำน้ำ ในแต่ละกิจกรรมดำน้ำจะมีคุณสมบัติและความสามารถที่แตกต่างกันออกไป หน้าที่สำคัญของผู้ควบคุมและผู้ช่วยผู้ควบคุมการดำน้ำ ก็คือ ดูแลนักท่องเที่ยวดำน้ำให้มีความปลอดภัย  ให้ความรู้เรื่องปะการังและกฏหมายข้อห้ามต่างๆ ของประเทศไทย ที่สำคัญที่สุด คือ ควบคุมนักท่องเที่ยวดำน้ำของตนเอง ไม่ให้จับต้องสัมผัส เหยียบยืน หรือกระทำพฤติกรรมใดๆ ที่จะก่อให้เกิดผลกระทบหรือเกิดการทำลายปะการัง    

หมายเหตุ ประกาศฉบับนี้ ใช้บังคับเฉพาะการดำน้ำท่องเที่ยวในแนวปะการัง เท่านั้น ไม่เกี่ยวกับการดำน้ำในพื้นที่อื่นๆ หรือการดำน้ำเพื่อการพักผ่อนเป็นการส่วนตัว        

หลักสูตรผู้ควบคุมการท่องเที่ยวดำน้ำในบริเวณแนวปะการัง
เมื่อวันที่ 15-16 ต.ค.2562 ผมได้มีโอกาสเข้ารับการอบรม "หลักสูตรผู้ควบคุมการท่องเที่ยวดำน้ำในบริเวณแนวปะการัง" ณ อาคารนวมินทราธิราช สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ในฐานะครูสอนดำน้ำลึกของสถาบัน PADI  ซึ่งถือว่าต่อไปจะต้องทำหน้าที่เป็นผู้ควบคุมการดำน้ำ ตามประกาศกระทรวงฯ ที่จะประกาศใช้ในปี พ.ศ.2563  จัดการฝึกอบรมโดย กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง  และหลังจากประกาศฯ มีผลบังคับใช้แล้ว ผู้ที่ผ่านการฝึกอบรมฯ จะต้องไปสอบข้อเขียนเพื่อขอรับบัตรประจำตัวผู้ควบคุมการดำน้ำ ในลำดับต่อไป หากสอบข้อเขียนไม่ผ่าน ก็ไม่ได้บัตร



การอบรมครั้งนี้ ใช้งบประมาณของสถาบันดำน้ำสากล Professional Association of Diving Instructors (PADI) ไม่ได้ใช้งบประมาณของทางราชการแต่อย่างใด  เนื่องจากทางสถาบัน PADI มุ่งเพื่อให้ครูสอนดำน้ำของสถาบันที่สอนอยู่ในประเทศไทย ทั้งที่เป็นชาวไทยและชาวต่างชาติ ได้มีการเตรียมตัวให้พร้อมที่จะปฏิบัติตามกฏหมายของประเทศไทย ในโอกาสต่อไป




ใครที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมท่องเที่ยวดำน้ำ หากต้องการผ่านการฝึกอบรมและมีบัตรประจำตัว (อาจเรียกได้ว่าบัตรไกด์) เป็นผู้ควบคุมการดำน้ำ หรือผู้ช่วยผู้ควบคุมการดำน้ำ คงต้องรองบประมาณราชการปี 2563 ซึ่งทางกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง มีแผนจะฝึกอบรมอีกหลายรุ่น ก่อนที่ประกาศฯ เรื่อง มาตรการคุ้มครองทรัพยากรปะการัง  จะมีผลบังคับใช้ในปี 2563 คงต้องติดตามข้อมูลข่าวสารกันต่อไป

"ประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  เรื่อง มาตรการคุ้มครองทรัพยากรปะการัง จากกิจกรรมท่องเที่ยวดำน้ำ พ.ศ.........."  ฉบับนี้ ถือเป็นอีกก้าวหนึ่งของความพยายามปกป้อง "ปะการัง" ของไทย




*********************************
จุฑาคเชน : 17 ต.ค.2562
            

วันจันทร์ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2561

อธิษฐานรักที่ผานกเงือก

เมื่อวันที่ 27 ม.ค.2561  ผมมีโอกาสได้พาทีมผลิตรายการ "ซูเปอร์เวียร์"  ซึ่งออกอากาศทางช่อง 7 ในช่วงวันหยุดนักขัตฤกษ์ต่างๆ ไปพบกับกลุ่มคนที่น่ายกย่องกลุ่มหนึ่ง ที่เรียกตัวเองว่า "กลุ่มรักนกเงือก บ้านบางกะม่า" (ดูเพจ)   จากการที่ได้พูดคุยและสนทนากันแล้ว รู้สึกชื่นชมในความตั้งใจของคนกลุ่มนี้  ที่พยายามจะอนุรักษ์เผ่าพันธุ์ของนกเงือก  มิให้สูญหายไปจากการทำลายของน้ำมือมนุษย์อย่างพวกเรา



บ้านบางกะม่านี้เป็นกลุ่มบ้านชาวกะเหรี่ยงเล็กๆ ตั้งอยู่เรียงรายบนสันเขาตะนาวศรี เป็นส่วนหนึ่งของ บ้านโป่งกระทิงบน หมู่ 1 ต.บ้านบึง อ.บ้านคา จ.ราชบุรี   "บางกะม่า" เป็นภาษากะเหรี่ยงแปลว่า "หนองน้ำหรือสระน้ำ"  กลุ่มรักนกเงือกฯ นี้ ส่วนใหญ่เป็นคนในบ้านโป่งกระทิงบนนั่นเอง อยู่มาตั้งแต่เกิดจนเติบใหญ่ กลุ่มคนเหล่านี้ รวมตัวกันเพื่อที่จะอนุรักษ์ผืนป่าแห่งบ้านคาไว้ให้อุดมสมบูรณ์  โดยเฉพาะ "นกเงือก" ที่กำลังจะสูญพันธ์

ภาพนกเงือกที่บางกะม่า



ภาพนกเงือกที่บางกะม่า
ภาพจาก FB กลุ่มรักนกเงือก บ้านบางกะม่า 
นกเงือก ถือเป็นสัญลักษณ์แห่งความรักและความซื่อสัตย์  หากพบนกเงือกที่ไหน แสดงว่าที่นั่นยังคงเป็นผืนป่าที่มีความอุดมสมบูรณ์  ในประเทศไทยพบนกเงือกประมาณ 13 สายพันธ์ แหล่งที่พบเห็นได้มีไม่มากนัก และที่ "ผานกเงือก" แห่งบ้านบางกะม่า นี้ ถือเป็นอีกแหล่งหนึ่งที่สามารถพบเห็นนกเงือกได้ประมาณ 4 สายพันธ์   

ซ่อมโพรงให้นกเงือก
ภารกิจปัจจุบันของกลุ่มรักนกเงือกฯ ขณะนี้ก็คือ การซ่อมโพรงให้นกเงือก เนื่องจากนกเงือกเมื่อลูกๆ เจริญเติบโตบินได้แล้วก็จะอพยพทั้งครอบครัวไปหากินตามผืนป่าต่างๆ ที่มีความอุดมสมบูรณ์  ทิ้งโพรงไว้ให้ร้าง ปีหน้าพอถึงฤดูผสมพันธ์ก็จะกลับมาใหม่ โพรงที่เคยอยู่อาศัยเดิมอาจจะตันและตื้นเขินไป  ไม่สามารถอยู่ได้  

ตามต้นไม้ใหญ่สูงๆ แถบบ้านบางกะม่านี้ จึงมีโพรงนกเงือกร้างให้เห็นอยู่มาก กลุ่มรักนกเงือกฯ จึงได้พยายามซ่อมแซมโพรงร้างเหล่านี้ให้กว้างและลึกมาก เพียงพอให้นกเงือกกลับมาใช้ทำรังเพื่อเลี้ยงลูกในฤดูกาลต่อไป  (นกเงือกไม่มีความสามารถในการเจาะโพรงไม้ อย่างนกหัวขวาน โดยเฉพาะต้นไม้ที่มีเนื้อแข็ง)  

เนื่องจากโพรงนกเงือกที่จะอยู่บนต้นไม้ค่อนข้างสูง ผู้ที่ทำการซ่อมจึงจำเป็นต้องมีทักษะในการปีนป่ายในที่สูง ต้องใช้เชือก อุปกรณ์ และเทคนิคในการปีนหน้าผามาช่วยเหลือเพื่อความปลอดภัย

ซ่อมโพรงนกเงือก
ภาพจาก FB กลุ่มรักนกเงือก บ้านบางกะม่า 
"หากเดือนกุมภาพันธ์ที่จะถึงนี้ มีนกเงือกกลับมาอาศัยโพรงที่พวกเขาซ่อมแซมแล้ว ก็จะถือความเป็นความสำเร็จอีกขั้นหนึ่ง ในการสร้างรังให้นกเงือก"  นี่เป็นความหวังหนึ่งของกลุ่มรักนกเงือก บ้านบางกะม่า


โพรงที่ทำการซ่อมแซม
ภาพจาก FB กลุ่มรักนกเงือก บ้านบางกะม่า 
ผมเห็นกิจกรรมมากมาย ที่ กลุ่มรักนกเงือก บ้านบางกะม่า  ทำ  เลยถามว่า มีงบประมาณจากไหนมาสนับสนุนให้บ้าง เขาตอบว่า ไม่มีหรอกครับ พวกเราช่วยกัน ทำด้วยใจรักในผืนป่าและบ้านเกิด ส่วนมากจะใช้เงินของตัวเองและทรัพยากรที่พอมีอยู่มาดัดแปลง บางครั้งบางคราวก็มีผู้มาสนับสนุนบ้าง สำหรับอุปกรณ์ปีนป่ายสำหรับซ่อมโพรงนกเงือกที่เห็นนั้น มีผู้ใหญ่ใจดีบริจาคให้พวกเรามา บางอย่างเราก็ซื้อกันเอง (ผมฟังแล้ว นึกเสียดายงบประมาณบางโครงการที่ทิ้งๆ ขวางๆ ของบรรดาส่วนข้าราชการทั้งหลาย  ทำไม? ไม่หันมาสนับสนุนกิจกรรมดีดีแบบนี้บ้างนะ)         

ทางกลุ่มฯ เล่าต่อว่า การสร้างโพรงให้นกเงือก หากไม่มีโพรงไม้เก่าก็สามารถสร้าง "รังเทียม" ให้นกเงือกได้ โดยใช้ถังไวน์เก่า ขึ้นไปแขวนแทน ซึ่งกลุ่มรักนกเงือกฯ นี้  กำลังพยายามเช่นกัน เห็นว่ากำลังจะมีคนบริจาคถังไวน์ให้  แต่ก็ยังไม่รู้เมื่อไหร่

ที่มาของภาพ โครงการพัฒนาโพรงรังเทียมนกเงือกจากถังไวน์เก่า
  
อธิษฐานรักที่ผานกเงือก
การที่จะพบเห็นนกเงือกนั้น ค่อนข้างลำบาก ที่บ้านบางกะม่านี้  พื้นที่ที่สามารถชมนกเงือกได้เขาเรียกว่า "ผานกเงือก" ซึ่งต้องเดินป่าขึ้นเขาจากสำนักสงฆ์บางกะม่า ไปอีกประมาณ 2-3 ชั่วโมง แล้วแต่เดินช้าเดินเร็ว และขึ้นไปแล้วก็ใช่ว่าจะได้เห็นเขานะครับ มันอยู่ที่จังหวะและโอกาส แต่ถึงจะไม่ได้เห็นนกเงือก เพียงแค่ได้ชมทิวทัศน์ของเทือกเขาตะนาวศรี ได้สูดกลิ่นอายของป่า สัมผัสอากาศเย็นและสายหมอกสีขาว แค่นี้ก็เติมพลังให้ชีวิตได้แล้วครับ     

เนื่องจากนกเงือก เป็นสัญญลักษณ์แห่งความรักและความซื่อสัตย์ ในวันวาเลนไทม์ ที่จะถึงนี้ หากหนุ่มสาวหรือสามีภรรยาคู่ใด ที่ต้องการให้ความรักของตนเองพบกับความสำเร็จสมหวัง ต่างมีรักเดียวใจเดียว อยู่กินด้วยกันจนถือไม้เท้ายอดทองกระบองยอดเพชร ดั่งเช่นนกเงือก  ก็ลองหาโอกาสไปอธิษฐานรักที่ "ผานกเงือก" ดู ซึ่งอาจเป็นเรื่องราวดีๆ ที่จะบันทึกไว้ในชีวิตรักของแต่ละคนอีกบทหนึ่งก็ได้  

บริเวณที่ซ่อมโพรงนกเงือก ยังมีสภาพป่าที่อุดมสมบูรณ์ 

วันรักนกเงือก
วันที่ 13 ก.พ. ของทุกปี จะเป็น "วันรักนกเงือก" ท่านใดที่ประสงค์ที่ต้องการจะสัมผัสกับชีวิตรักของนกเงือกที่บ้านบางกะม่า ควรที่จะประสานและติดต่อล่วงหน้ากับทางกลุ่มรักนกเงือก บ้านบางกะม่า นี้เพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทาง และจะได้ทราบข้อมูลที่ถูกต้อง ว่าอะไรคือสิ่งที่ควรปฏิบัติและอะไรคือสิ่งที่ไม่ควรปฏิบัติ ในระหว่างการเดินป่าเยี่ยมชม      

ในวันแห่งความรัก (14 ก.พ.) ที่จะถึงในปีนี้ 
ลองไปอธิษฐานรักที่ "ผานกเงือก" กันดูนะครับ    


แกนนำกลุ่มรักนกเงือก บ้านบางกะม่า
ภาพจาก FB กลุ่มรักนกเงือก บ้านบางกะม่า 

*****************************
ชาติชยา ศึกษิต : 29 ม.ค.2561

วันศุกร์ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2559

รวมพลคนดนตรีไทยราชบุรี..บรรเลงเพลงถวายอาลัย

บ้านผมอยู่ติดกับบ้าน "ครูรวม พรหมบุรี"  ครูดนตรีไทยฉายา "ระนาดน้ำผึ้งแห่งลุ่มน้ำแม่กลอง" (ดูรายละเอียด)  ผมจำได้ว่า ตอนเด็กๆ ผมได้ยินเสียงฝึกซ้อมดนตรีไทยจากบ้านครูรวมฯ ดังไปทั่วบริเวณบ้านท่าเสา ต.หน้าเมือง อ.เมือง จ.ราชบุรี ตั้งแต่เช้ามืดจรดหัวค่ำ มีทั้งเด็กที่รุ่นราวคราวเดียวกับผม และที่โตกว่าผม  มากินนอนฝึกซ้อมดนตรีไทยอยู่บ้านครูรวมฯ มากมายหลายรุ่น จนรู้จักและคุ้นเคยกันดี

มาวันนี้   ผมไม่ได้ยินเสียงดนตรีไทยจากบ้านครูรวมฯ เหมือนเดิมอีกแล้ว  นานๆ จะมีเสียงฝึกซ้อมระนาดเอก ดังเล็ดลอดออกมาสักครั้ง  ซึ่งมีไม่บ่อยนัก



ดนตรีไทยในราชบุรี กำลังจะสูญหาย
ผมได้มีโอกาสพูดคุยกับ ทายาทผู้สืบทอดของครูรวม พรหมบุรี  ท่านเล่าให้ฟังว่า เดี๋ยวนี้วิถีสังคมและวัฒนธรรมเปลี่ยนไป อาชีพคนทำปี่พาทย์มอญไปไม่รอด ที่มีอยู่ก็เป็นคนรุ่นเก่า หากคนรุ่นนี้ตายไปก็คงจบกัน คนรุ่นใหม่ไม่มีใครสนใจอย่างจริงจัง  วงปี่พาทย์มอญในราชบุรี กำลังจะสูญหายไปตามกาลเวลา หลายวงต้องล้มหายตายจากไป เหลือแต่เพียงเครื่องดนตรีเก็บรักษาไว้  แต่ไม่มีคนเล่น วันนี้ใน จ.ราชบุรี เหลือวงปี่พาทย์มอญอย่างมากไม่เกิน 10 วง จากเดิมซึ่งมีมากกว่า 30 วง



แล้วจะทำอย่างไร?
ผมถามต่อว่า แล้วจะทำอย่างไรให้วงดนตรีไทย ใน จ.ราชบุรี ยังคงอยู่ได้ต่อไป  ท่านบอกว่า ปัจจัยสำคัญที่วงปี่พาทย์มอญใน จ.ราชบุรี จะอยู่ได้ก็ คือ  
  1. ภาคราชการต้องให้การสนับสนุน อย่างเช่น หากมีการจัดพิธีหรือกิจกรรมใดๆ ของภาครัฐ ซึ่งตามธรรมเนียมประเพณีปฏิบัติแต่เดิม ต้องมีดนตรีไทยไปเล่นหรือไปบรรเลงประกอบ ควรให้การสนับสนุนในทันที  แต่ทุกวันนี้ ที่ จ.ราชบุรี แทบไม่มีหน่วยงานไหนให้ความสนใจ           
  2. ภาคศาสนาต้องช่วยรณรงค์  พิธีกรรมทางศาสนาพุทธ หลายพิธีซึ่งแต่เดิมเคยมีดนตรีไทยเล่นประกอบ ทั้งเทศน์มหาชาติ ทั้งเวียนเทียน ทั้งงานบุญ งานศพ กฐิน ผ้าป่าฯลฯ  แต่ปัจจุบัน วัดวาอารามต่างๆ กลับเห็นว่าเป็นเรื่องไม่จำเป็น สิ้นเปลืองโดยปล่าวประโยชน์  ตัวอย่างเช่น พระสงฆ์บางรูปบางวัดในราชบุรี  แนะนำเจ้าภาพงานศพว่า ไม่ต้องมีปี่พาทย์มอญ  สิ้นเปลืองปล่าวๆ นำเงินมาทำบุญอย่างอื่นดีกว่า 
  3. ภาคการศึกษาต้องให้ความสำคัญ  สถาบันการศึกษาต้องให้ความสำคัญต่อการจัดกิจกรรมเกี่ยวกับดนตรีไทยอย่างจริงใจ (เน้นอย่างจริงใจ) ชุมนุมหรือชมรมดนตรีไทยในโรงเรียน ในวิทยาลัย ในมหาวิทยาลัยหลายแห่งของราชบุรี ล้วนกำลังล้มหายตายจากเช่นกัน เพราะขาดการสนับสนุนจากผู้บริหาร การจัดกิจกรรมเกี่ยวกับดนตรีไทยที่ทำขึ้นเป็นไปแบบแกนๆ ล้วนไม่ได้สร้างแรงบันดาลใจให้แก่เด็กแต่อย่างใดเลย 
  4. ภาคประชาชนต้องช่วยกัน ดนตรีไทย คือ มรดกทางศิลปะและวัฒนธรรมซึ่งบรรพบุรุษได้มอบเอาไว้ให้พวกเรา ดังนั้นคนไทยทุกคนจึงควรตระหนัก หากมีงานใดๆ ที่ต้องใช้ดนตรีไทย และพอที่จะมีเงินอยู่บ้าง อย่าได้มัวลังเลใจ อย่างน้อยก็ช่วยสืบสานต่อลมหายใจให้ดนตรีไทยไม่สูญหายกลายเป็นแค่ตำนาน
หากปัจจัยทั้ง 4 ข้อนี้ ช่วยกัน อาชีพดนตรีไทยของ จ.ราชบุรี คงยังมีลมหายใจต่อชีวิตไปได้อีกสักพัก ดังเช่นที่ จ.สมุทรสงคราม จ.สมุทรสาคร และ จ.เพชรบุรี เขาทำมาแล้ว

ในทัศนะส่วนตัวแล้วผมเห็นว่า คนที่มีอาชีพเป็นนักดนตรีไทยนี้  ไม่เคยมีใครรวยเลยครับ พวกเขาแค่พอมีกินมีใช้และพอมีเงินที่จะจ่ายเป็นค่าดูแลรักษาเครื่องดนตรีบ้าง พวกเขาก็พอใจแล้วครับ แต่สิ่งที่เป็นแรงบันดาลใจให้พวกเขายังประกอบอาชีพนี้อยู่ในปัจจุบัน ก็คือ "ความรู้สึกภาคภูมิใจที่ได้ช่วยสืบสานไม่ให้ดนตรีไทยนี้ ต้องสูญหายไปต่างหาก"  

รวมพลคนดนตรีไทยราชบุรี..บรรเลงเพลงถวายอาลัย
ทายาทครูรวมฯ เล่าต่อให้ฟังว่าอยากจะจัดงาน "รวมพลคนดนตรีไทยราชบุรี น้อมบรรเลงเพลงถวายอาลัย"  เพื่อเป็นการน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณและถวายอาลัยแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ (รัชกาลที่ 9) ซึ่งหลายๆ จังหวัดได้ทำแล้ว ตัวอย่างที่ใกล้บ้านเราก็คือ จ.สมุทรสาคร (ดูรายละเอียด)  โดยงานนี้ ตั้งใจจะเชิญคนดนตรีไทยของราชบุรีทุกคน ทุกวง พร้อมทั้งครู อาจารย์ นักเรียน นักศึกษา นักดนตรีอิสระ และประชาชนทั่วไป ที่รักและศรัทธาในดนตรีไทย มาร่วมกันบรรเลง โดยขั้นต้นกำหนดเอาไว้ในวันพฤหัสบดีที่ 12 มกราคม 2560 ส่วนสถานที่ยังไม่ทราบว่าจะจัดที่ไหน ในขณะนี้อยู่ระหว่างการหารือกับอาจารย์ท่านหนึ่งของมหาวิทยาลัยราชภัฎหมู่บ้านจอมบึง 


พสกนิกกร ชาวดนตรีไทย จังหวัดสมุทรสาคร
รวมพลังบรรเลงดนตรีไทยและขับร้อง"เพลงสรรเสริญพระบารมี"
เมื่อ 30 ต.ค.2559

ท่านกล่าวว่า "ไม่รู้จะทำได้แค่ไหน  แต่ก็จะพยายามทำให้เต็มที่ งานนี้อยากให้คนดนตรีไทยของราชบุรี และผู้ที่ศรัทธาในดนตรีไทย มาร่วมด้วยช่วยกัน สร้างให้เป็นประวัติศาสตร์ตอนหนึ่งของราชบุรี" 

ผมถามต่อ ตอนนี้มีหน่วยงานใดสนับสนุนกิจกรรมนี้บ้าง
ท่านตอบว่า "ตอนนี้ มีแต่ความคิด แต่มันคงต้องใช้เงินเพื่อจัดเตรียมงาน ก็ยังไม่รู้ว่าจะหามาจากไหน ลำพังคนดนตรีไทยอย่างพวกเราแล้ว ไม่ห่วงครับ ไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ ทุกคนยินดีไปร่วมบรรเลง" 


พสกนิกกร ชาวดนตรีไทย จังหวัดสมุทรสาคร
รวมพลังบรรเลงดนตรีไทยและขับร้อง"เพลงสรรเสริญพระบารมี"
เมื่อ 30 ต.ค.2559



ช่วยกันนะครับ ช่วยกันจัดงานนี้ ให้เกิดขึ้น ผมเองก็จะช่วยเต็มกำลังความสามารถที่ผมพอจะมีอยู่ เพื่อให้ผลักดันให้เกิดกิจกรรมนี้ขึ้นมา ผมว่าถ้าจัดกัน "ริมเขื่อนรัฐประชาพัฒนา" สนามหญ้าในเมืองราชบุรีก็ดีครับ วางเครื่องดนตรีเรียงรายยาวตลอดแนวเขื่อนที่กำลังสร้างใหม่ อย่างน้อยก็เป็นการบรรเลงดนตรีไทยริมฝั่งแม่น้ำแม่กลอง แหล่งกำเนิดนักดนตรีไทยชั้นนำของประเทศไทย



******************************
จุฑาคเชน : 9 ธันวาคม 2559
    

วันศุกร์ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2555

สวนผึ้งกำลังร้อนและเจ็บจากเพลิงในใจของมนุษย์...อาสาคนสู้ไฟ


ที่มาของภาพ Wa Thetrekman










"ลูกจ๋าเดี๋ยวพ่อกลับ ลูกนอนหลับเป็นเพื่อนแม่
การบ้านอย่าเชือนแช  ผิดรีบแก้เดี๋ยวครูตี
พ่อไปในราวป่า  ดับไฟบ้าอย่างอแง
เข้มแข็งใจแกร่งแท้ มีเผื่อแผ่ถึงผืนไพร"

นี่คือบทกลอนของพี่โต้งบนเฟสบุ๊คส่วนตัว ในนาม "บุหลัน รันตี" นักเขียน และนักอนุรักษ์ชื่อดังแห่งผืนป่าดิบสวนผึ้งราชบุรี  ท่านได้เริ่มโพสต์เรื่องไฟป่าที่ อ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรี มาตั้งแต่ประมาณวันอังคารที่  28 ก.พ.2555 ที่ผ่านมา และได้ระดมชาวบ้านกลุ่มรักษ์เขากระโจม รวมทั้งเพื่อนๆ  ที่มีจิตอาสา ช่วยกันดับไฟป่าเกือบทุกวันแต่เพียงลำพัง โดยไม่เห็นกำลังพลจากหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งขุนทหารทั้งหลายที่อยู่ดูรักษาแลพื้นที่อยู่มาร่วมด้วยช่วยกันดับไฟป่าครั้งนี้ แต่เลยสักคนเดียว     

คืนวันที่ 29 ก.พ.2555 ที่พื้นที่ บ.ผาปก อ.สวนผึ้ง  เกิดไฟไหม้ป่าครั้งใหญ่ดูแล้วน่ากลัวมาก อั๋น..น้องชายคนหนึ่งอยู่ในพื้นที่ ได้ถ่ายรูปไฟป่าโพสต์เอาไว้เฟสบุ๊ค เลยขออนุญาตเอามาแบ่งปันไว้ในบันทึกนี้อีกครั้งหนึ่ง



วันนี้...บุหลัน รันตี กำลังต้องการความช่วยเหลือ
ผมในฐานะที่เคยได้รับถ่ายทอดภูมิรู้จากพี่โต้ง (บุหลัน รันตี) เคยได้รับมอบหนังสือที่ท่านเขียนพร้อมลายเซ็นต์จากมือของท่าน  เคยได้เดินป่าและร่วมอนุรักษ์กับท่าน  และผมมีส่วนที่เปิดยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวสวนผึ้งจนทำให้..สวนผึ้ง...เขาต้องเจ็บช้ำและถูกทำลายอยู่ในขณะนี้  บุหลัน รันตี ไม่เคยร้องขอจนกว่าจะถึงคราจำเป็นจริงๆ  แต่ครั้งนี้คงหนักหนาสาหัสนัก จนพี่โต้งต้องเขียนไว้ในเฟสบุ๊คว่า 

"เนื่องด้วยสถานการณ์ไฟป่า อ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรี มีความรุนแรงต่อเนื่องมากยิ่งขึ้น พวกเรากลุ่มรักษ์เขากระโจม "อาสาดับไฟป่า" ได้ปฏิบัติภารกิจต่อเนื่องยาวนานมากว่า 10 ปี ซึ่งก็สามารถควบคุมไฟป่าได้ตลอด แต่มาปีนี้ปัญหาความยุ่งเหยิงในพื้นที่ เป็นสาเหตุหลักของการจุดไฟเผาป่าเพื่อยื่นเรื่องขอเช่าที่ดินเสื่อมโทรม ทำให้ไม่สามารถควบคุมไฟป่าจากฝีมือคนจุดได้ แต่พวกเราไม่ยอมแพ้ จะต้องปกป้องผืนป่าต้นน้ำผืนสุดท้ายนี้ไว้ให้สำเร็จ

แต่ภาระนี้ไม่อาจจะกระทำเพียงกลุ่มเล็กๆ ลำพังได้ จึงเรียนมาเพื่อขอการสนับสนุนจากทุกๆ ท่านที่เห็นว่าภารกิจนี้มีประโยชน์ต่อบ้านเมือง ก็ขอเชิญชวนบริจาคเงินสนับสนุนภารกิจให้ลุล่วง และสานต่องานอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมต่อไป ตามหมายเลขบัญชีที่แนบมานี้

"หมายเลขบัญชี 729-0-21794-2
ชื่อบัญชี นายไชโย สุวรรณ์ (กลุ่มรักษ์เขากระโจม)
บัญชีออมทรัพย์ ธ.กรุงไทย สาขาสวนผึ้ง"

ขอแสดงความนับถือ
นายไชโย สุวรรณ์ (บุหลัน รันตี)
(ประธานกลุ่มรักษ์เขากระโจม,ประธานชมรมรักษ์เขากระโจม)
โทรศัพท์ 081-0165004"


"ดึกดื่นไม่เคยหลับ....มือต้องจับไม้ดับไฟ
ถาโถมโหมแรงไป...เพื่อพงไพรอยู่ยั่งยืน"
บุหลัน รันตี


ใครมีทรัพย์ ไม่มีเวลา..ช่วยทรัพย์สร้างและรักษาป่าได้ 
ใครไม่มีทรัพย์ แต่มีเวลา ...ช่วยด้วยกำลังอาสา
ใครไม่มีทั้งทรัพย์ ไม่มีทั้งเวลา ช่วยอาสาส่งกำลังใจ
แต่มันผู้ใด...มีทั้งอำนาจและหน้าที่....จงใช้อิทธิพลที่มี "ดูแลป่าของเรา"

ถั่งโถม โรมรัม เหนื่อยล้า อ่อนแรง
เปลวไฟทั่วทุกแห่ง แข่งแสงจันทรา
ดับเถิดหนา....ไฟป่า
พวกข้าอ่อนแรง เหนื่อยยากทุกหัวระแหง
แรงใจบ่มี....
Khwan Sarina



*************************
จุฑาคเชน : 2 มี.ค.2555

อ่านข่าวเพิ่มเติม
ไฟป่าใน อ.สวนผึ้ง วิกฤติหนักไหม้แล้วหลายหมื่นไร่ หน่วยงานรัฐไม่เหลียวแล

ตีพิมพ์ใน น.ส.พ.เวสเทิร์นนิวส์ โฟกัสราชบุรี ปีที่ 3 ฉบับที่ 15 เดือนมีนาคม 2555 หน้า 4 พิเศษ








ตีพิมพ์ใน น.ส.พ.สู่ชนบท ปีที่ 23 ฉบับที่ 394 ประจำเดือนมีนาคม พ.ศ.2555 หน้า 3

วันเสาร์ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

การอนุรักษ์ควรควบคู่ไปกับการพัฒนา

การอนุรักษ์ศิลปะ ประเพณี วัฒนธรรม และวิถีชีวิตของชนชาติตนเอง  นับว่าเป็นสิ่งที่ดีงาม แต่ก็ไม่ควร เน้นแต่การอนุรักษ์ จนไม่พยายามพัฒนาปรับปรุงหรือสร้างเสริมใหม่ให้ดียิ่งขึ้นกว่าเดิม  งบประมาณโครงการต่างๆ ของส่วนราชการ ส่วนใหญ่จะทุ่มเทลงไปด้านการอนุรักษ์ฯ  แม้แต่ในแวดวงการศึกษาเองก็ตาม ก็มักจะเน้นให้เด็กนักเรียนต้องอนุรักษ์เอาไว้ จนลืมที่จะเน้นให้มีการปรับปรุงและพัฒนาควบคู่กันไป ให้ทันยุคทันสมัย จะได้ไม่สูญหายไปจากสังคมไทย เหมือนกับประเพณีหลายอย่าง ก็ได้สูญหายไปแล้ว  

ลองสังเกตุดูในปัจจุบัน ใครๆ ก็อยากแต่จะสร้าง ตลาดเก่า ตลาดน้ำ ตลาดโบราณ กาแฟโบราณ วิถีชีวิตโบราณ การแสดงโบราณ การละเล่นโบราณ รื้อฟื้นประเพณีเก่าๆ ของคนโบราณ มาสร้างจัดฉาก แล้วขายให้นักท่องเที่ยวได้ชม  แล้วบอกว่า เพื่อเป็นการอนุรักษ์ฯ  หรือบางทีก็เติมคำว่า ฟื้นฟู ลงไปด้วย บางแห่งที่จะสร้างนั้น ไม่มีอะไรโบราณเลย สร้างขึ้นมาใหม่แทบทั้งสิ้น 

คนไทยไม่มีนวัตกรรมอะไรใหม่ๆ มาขายแล้วหรือ  จึงต้องขุดเอาของเก่า ของโบราณ มาขาย ในมุมมองส่วนตัวแล้วก็ไม่ได้คิดอะไรมาก  เพียงแต่การนำของเก่า ของโบราณมาขาย ก็น่าจะมีการพัฒนาปรับปรุงของเก่า ของโบราณเหล่านั้น ให้กลายเป็นนวัตกรรมใหม่ๆ ควบคู่กันไปด้วย

เราอย่านึกว่าของเก่า ของโบราณจะไม่มีวันสูญหายจากเราไป ลองดูการต่อสู่้วัวกระทิงในสเปนเป็นตัวอย่าง  คนสเปนออกมาช่วยกันรณรงค์ให้รัฐออกกฏหมายเลิกการต่อสู้นี้เสีย ทั้งๆที่เป็นประเพณีที่ต่อเนื่องสืบต่อกันมาอย่างยาวนาน และยังเป็นสิ่งดึงดูดนักท่องเที่ยวอีกด้วย ทำไม ? ชาวสเปนจึงไม่อนุรักษ์ไว้

หากเราพยายามพาคนของเราไปในอดีตเรื่อยๆ เขาก็จะไม่คิดถึงการสร้างในอนาคต

ทำไม ?
ทำไม? เราต้องขี่มอเตอร์ไซต์ที่ทำจากประเทศญี่ปุ่น
ทำไม? เราต้องขับรถยนต์ยี่ห้อที่ชาวต่างชาติเป็นเจ้าของ
ทำไม? เราต้องซื้อทีวี โทรศัพท์มือถือของเกาหลี
ทำไม? เราผลิตคอมพิวเตอร์เองไม่ได้
ทำไม? เราต้องไปซื้อของที่เทสโก้โลตัส แทนที่จะซื้อที่ร้านค้าใกล้บ้าน
ทำไม? โรงแรม รีสอร์ท ในประเทศไทยที่เรานอน จึงมีชาวต่างชาติเป็นเจ้าของ
ตอบ :  เหตุผลอย่างเดียวคือ เขามีการพัฒนาปรับปรุงนวัตกรรมใหม่ๆ อยู่เสมอ คนเหล่านี้ "คิดเป็น ทำเป็น พัฒนาได้ และขายเป็น" 

น่าสงสาร !
น่าสงสาร! ที่ผู้สูงอายุต้องขึ้นเวทีมาแสดงการละเล่นพื้นบ้าน โดยไม่มีคนดู
น่าสงสาร! ที่ผู้สูงอายุต้องแต่งกายตามประเพณีและเผ่าพันธ์ของตน ออกมาร่วมขบวนแห่เดินไปตามท้องถนนในหน้าเทศกาล แต่ลูกหลานกลับไม่สนใจที่จะสวมใส่มัน
น่าสงสาร! ที่ผู้สูงอายุที่ต้องออกมาสาธิตการทอผ้าให้ดู แต่คนกลับแห่ไปซื้อเสื้อผ้าสำเร็จรูปยี่ห้อดังมาใส่
น่าสงสาร! ที่ผู้สูงอายุมาแสดงการทำอาหาร ทำขนมโบราณให้ดู แต่น้องหนูกลับไปซื้อไก่ KFC มากินแทน
น่าสงสาร! ที่วัดมีแต่คนแก่ๆ ฟังเทศน์ ทำบุญ แต่เด็กๆ กลับไปอยู่ร้านเกมส์และโรงหนัง
น่าสงสาร! ที่ลิเก ละครชาตรี และหนังตะลุง ไม่มีคนจะดู
น่าสงสาร! ที่รำวงย้อนยุคมีแต่คนแก่ๆ มาเต้นกัน
น่าสงสาร! ที่เด็กๆ ถูกบังคับให้แสดงการรำพื้นบ้าน โดยผู้ใหญ่บอกว่าเป็นการสืบสานประเพณี แต่พอแสดงจบ เด็กๆ ก็รีบไปเปิด MV จาก IPOD
น่าสงสาร! ที่เราพยายามรณรงค์ให้ทุกคนแต่งกายตามประเพณีไทย  แต่ไฉนวัยรุ่นจึงเลือกที่จะเป็นเกาหลี ญี่ปุ่น กันหมด
ตอบ : เพราะเราตั้งหน้าตั้งตาแต่จะอนุรักษ์อย่างเดียว ไม่พยายามที่จะพัฒนาปรับปรุงให้เป็นนวัตกรรมใหม่ๆ ให้ทันต่อโลกและยุคสมัย   

ผมรู้สึกว่าที่ผ่านมา "เรามักจะเน้นการอนุรักษ์ แต่ไม่เน้นการพัฒนาควบคู่กันไปด้วย" ตัวอย่างเช่น ลิเก ละครชาตรี หนังตะลุง ตอนนี้แทบจะสูญพันธ์ไปจากประเทศไทยแล้ว  เพราะแสดงแล้วไม่มีคนดู   

คำถามก็คือ แล้วทำอย่างไร ถึงจะให้คนหันมาชอบดูลิเก ละครชาตรี และหนังตะลุง
คำตอบ ก็คือ เราต้องพัฒนาการแสดงของลิเก ละครชาตรี และหนังตะลุง ควบคู่ไปกับการอนุรักษ์ด้วย 
  
ดังนั้น การสร้างให้คนไทยรู้จัก "คิดเป็น ทำเป็น พัฒนาได้ และขายเป็น"  เป็นเรื่องที่สำคัญ  เน้นว่าต้องมีคำว่า "ขายเป็น" ด้วยนะ ลองดูตัวอย่างสินค้า OTOP คนไทยเก่งมาก คิดเป็น ทำเป็น พัฒนาได้  แต่ขายไม่เป็น

หากเราไม่ช่วยกันสร้างแล้ว คนไทยก็จะ "คิดไม่เป็น ทำไม่เป็น พัฒนาไม่ได้ ซื้อเป็นอย่างเดียว"   

เขียนโดย ชาติชาย คเชนชล 31 ก.ค.2553
ที่มาของภาพ
ภาพบน :
http://www.trueplookpanya.com/true/knowledge_detail.php?mul_content_id=384

ภาพล่าง : http://modernine.mcot.net/inside.php?modid=2174?modtype=3

วันจันทร์ที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2550

ศูนย์อนุรักษ์แมวไทยโบราณ

สิ่งที่น่าเป็นห่วงก็คือแมวไทยสูญพันธ์ไปแล้ว 13 สายพันธ์ ในปัจจุบันคงเหลือเพียง 4 สายพันธ์ หากพวกเราไม่เริ่มที่จะอนุรักษ์ไว้ ไม่แน่ว่ารุ่นลูกรุ่นหลานของเราจะเหลือแมวไทยเพียงกี่สายพันธ์



วันที่ 30 ธันวาคม 2550 เกือบจะเย็นแล้ว หลังจากผมและครอบครัวกำลังเดินทางกลับจากตลาดน้ำยามเย็นอัมพวา ได้เห็นป้ายศูนย์อนุรักษ์แมวไทยโบราณ ตอนเลยวัดบางแคใหญ่มานิดเดียว ผมและครอบครัวจึงตัดสินใจแวะเข้าไปเยี่ยมชมดู

ศูนย์อนุรักษ์แมวไทยโบราณ นี้ตั้งอยู่ใกล้กับวัดบางแคใหญ่ อ.อัมพวา จ.สมุทรสงคราม โดยมี กำนันปรีชา พุคคะบุตร ในฐานะเป็นวิทยากรและภูมิปัญญาท้องถิ่น เป็นเจ้าของดูแลอยู่ เมื่อผมแวะเข้าไปรู้สึกว่าศูนย์แห่งนี้กำลังเริ่มก่อสร้างอยู่ ยังไม่เสร็จสมบูรณ์ จึงแลดูไม่ค่อยเรียบร้อยเท่าใดนัก แต่พอได้พูดคุยกับท่านกำนันปรีชาฯ จึงทราบว่า ได้จัดตั้งมานานแล้ว โดยทางราชการเห็นว่าท่านกำนันปรีชาฯ เป็นคนรักแมว จึงขอร้องให้เปิดเป็นศูนย์อนุรักษ์ฯ โดยแรกเริ่มเดิมทีเปิดเป็น “ศูนย์การเรียนรู้ในชุมชน แมวไทยโบราณ” โดยการสนับสนุนของ กศน.อ.อัมพวา และ กศน.จังหวัดสมุทรสงคราม ต่อมาทางผู้ว่าราชการ จ.สมุทรสงคราม ขอให้ยกระดับจัดตั้งขึ้นเป็น “ศูนย์อนุรักษ์แมวไทยโบราณ” จนกระทั่งปัจจุบัน



ภายในบริเวณศูนย์ฯ สังเกตดูแล้วต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมากอยู่ ปัจจุบันมีแมวที่แสดงให้นักท่องเที่ยวได้ชมยี่สิบกว่าตัว แต่ที่เห็นยังอยู่กรงอีกหลายตัว ที่ยังไม่สามารถนำออกมาแสดงได้ วางเรียงรายรวมกันอยู่ภายในเรือนไม้หลังบ้าน

ผมได้พูดคุยกับท่านกำนันปรีชาฯ ว่าทางราชการมาให้การสนับสนุนช่วยเหลืออะไรบ้าง กำนันปรีชาฯ ก็เงียบๆ ก่อนที่จะบอกว่าไม่เคยให้การสนับสนุนอะไรเลย ให้ผมจัดตั้งศูนย์ฯ มากระทำพิธีเปิดแล้วก็เงียบหายไป ผมใช้เงินส่วนตัวในการสร้างศูนย์ และปัจจุบันภาระที่สำคัญก็คือ ค่าอาหารแมว และคนดูแลแมว เพราะศูนย์ฯ แห่งนี้ ไม่มีเงินสนับสนุน ไม่เก็บเงินค่าเข้าชม เงินที่ได้ก็คือ เงินที่ผู้เข้าชมบริจาค ซึ่งพูดได้ว่าไม่เพียงพอที่จะเลี้ยงศูนย์แห่งนี้ฯ ให้ดำรงคงอยู่อย่างถาวรได้แน่นอน อนาคตก็ไม่รู้ว่าศูนย์ฯ แห่งนี้จะเป็นอย่างไร

ผมจึงเริ่มเข้าใจแล้วว่า เหตุที่ศูนย์ฯ ดูเหมือนกับกำลังสร้างอยู่ยังดำเนินไม่เสร็จ ก็เพราะเหตุที่ไม่มีเงินมาสนับสนุนนี้เอง กำนันปรีชาบอกต่ออีกว่า ตอนนี้กำลังจะจัดตั้งเป็น สมาคมอนุรักษ์แมวไทย(แห่งประเทศไทย) ซึ่งมีอยู่กันหลายสาขาทั่วประเทศไทยก็ไม่รู้จะสำเร็จหรือไม่ ประชุมกันมาหลายครั้งแล้ว ยังไม่มีความคืบหน้า

น่าสงสาร ระบบราชการของประเทศไทย สิ่งที่ควรสนับสนุนกลับไม่ทำ ที่ทำมักทำแบบฉาบฉวย ไม่ถาวรจริงจัง ทำเพื่อเอาผลงาน...พอย้ายไปคนใหม่ก็ไม่สานต่อ...

กำนันปรีชา บอกว่า จากหลักฐาน แมวไทยมีด้วยกัน 23 ชนิด เป็นแมวให้โทษ 6 ชนิด คือ ทุพพลเพศ พรรณพยัคฆ์ (หรือลายเสือ) ปีศาจ หินโทษ กอบเพลิง เหน็บเสนียด ส่วนแมวให้คุณหรือแมวมงคล มีอยู่ 17 ชนิด คือ นิลจักณ แซมเสวตร รัตนกำพล มุสิลา กรอบแว่น ปัคเสวต การเวก จตุบท โสหเสพย กระจอก โกญจา เก้าแต้ม นิลรัตน์ วิเชียรมาศ สีสวาด ศุภลักษณ์ วิลาศ

ปัจจุบันแมวให้คุณ สูญพันธ์ไปแล้ว 13 ชนิด คงเหลือให้คนในรุ่นปัจจุบันชื่นชมเพียง 4 ชนิด คือ แมววิเชียรมาศ แมวสีสวาดหรือแมวโคราช แมวศุภลักษณ์ แมวโกญจาหรือแมวดำปลอด ส่วนแมวที่ไม่ได้ถูกบันทึกไว้ใน 17 ชนิด อีกพันธ์หนึ่งก็คือ แมวขาวปลอดหรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่าแมวขาวมณี


นี่เป็นเพียงความรู้เรื่องแมวเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น ที่ผมนำมาฝาก หากท่านผู้อ่านต้องการทราบเรื่องราวโดยละเอียดก็สามารถขับรถไปชมได้ตลอดเวลา สิ่งที่น่าเป็นห่วงก็คือ แมวไทยสูญพันธ์ไปแล้ว 13 สายพันธ์ ในปัจจุบันคงเหลือเพียง 4 สายพันธ์ หากพวกเราไม่เริ่มที่จะอนุรักษ์ไว้ ไม่แน่ว่ารุ่นลูกรุ่นหลานของเราจะเหลือแมวไทยเพียงกี่สายพันธ์

รายละเอียด : กำนันปรีชา พุคคะบุตร ศูนย์อนุรักษ์แมวไทยโบราณ อ.อัมพวา จ.สมุทรสงคราม โทร. 034-733-284