แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ความมั่นคง แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ความมั่นคง แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

ฝากไว้ในมือคนกรุงเทพฯ

"กูอยากจะบอกต่อพวกมึง ว่าแผ่นดินมันกำลังอ่อนแอ อ่อนแออย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เหมือนเรือน ใกล้จะพัง คานใกล้จะขาด เสาผุกร่อน เพราะปลวก มอด มันเจาะกินใน ถ้าพวกเราไม่ช่วยกัน วันหนึ่ง..ถ้ามันต้องเผชิญกับพายุร้ายแม้นแรงเพียงนิด มันก็ไม่แคล้ว..ต้องพังทลายลง" ประโยคคลาสิคจากภาพยนตร์เรื่องขุนรองปลัดชู นี้ ผมฟังทีไร..เลือดแห่งความรักชาติมันเดือดผล่านทุกครั้ง 



วันที่ 3 มี.ค.2556 ผมถือว่าเป็นวันสำคัญที่จะวัดชะตากรรมของประเทศชาติเลยทีเดียว เราจะได้ผู้ปกครองเมืองหลวงของประเทศไทยเรา... 
..กรุงศรีอยุธยาแตก..สยามก็ตกเป็นเมืองขึ้นของพม่า..ทั้งแผ่นดิน 
..กรุงเทพฯ หากถูกยึดได้..ประเทศไทยก็ล่อแหลมต่อการสูญเสีย..ทั้งแผ่นดินเช่นกัน... 
..เมืองหลวงจึงมีความสำคัญสำหรับทุกๆ ประเทศ 

ผมไม่ใช่คนกรุงเทพฯ ผมจึงเลือกผู้ปกครองกรุงเทพฯ ไม่ได้ 
วันนี้ จึงต้องฝากไว้ในมือคนกรุงเทพฯ ทุกท่านที่ต้องตัดสินใจให้รอบคอบ 
เพราะมันเป็นผลกระทบต่อคนทั้งประเทศเช่นกัน 
ผมขอภาวนาให้คนกรุงเทพฯ เห็นแสงสว่างมากกว่าความมืด เห็นดอกบัวที่ไม่ใช่กงจักร 

ผลงานเผาบ้านเผาเมืองของนักโทษชายนายทักษิณฯ และพรรคเพื่อไทย ใน 8 ปีที่ผ่านมาใครๆ ก็รู้ 

"ด้ามขวานก็ร้อนลุกเป็นไฟ คมขวานก็กำลังจะบิ่น หนี้ก็กำลังจะท่วมหัว ทรัพย์สินก็ถูกขาย ชีวิตประชาชนกำลังไร้ความมั่นคง ประเทศชาติกำลังบอบช้ำสูญสิ้นซึ่งศักดิ์ศรี คนไทยกลายเป็นทาสของเงินตรา" 

หากผู้ปกครองเมืองหลวงเป็นเพียงทาสรับใช้ทักษิณฯ ก็ไม่ต่างอะไรกับนายกฯนกแก้วหุ่นเชิด 
กรุงเทพฯ จะถูกพวกปลวก มอด มันเจาะกินใน 
ตรรกกะง่ายๆ ผลงานพรรคเพื่อไทย ทำลายชาติ ฉันใด? มันก็ทำลายกรุงเทพฯ ฉันนั้น? อย่างไร้รอยต่อ
ตำรวจจะครองเมือง 
"พิซซ่าจะมาไวกว่าตำรวจ ด่านตรวจจะมีมากกว่าเซเว่น" 
"ตำรวจจะเข้าไปแทรกแซงในทุกวงการ" 
"ประเทศไทยจะกลายเป็นรัฐเผด็จการโดยตำรวจ ไร้ซึ่งประชาธิปไตยที่ต่างถวิลหา" 

"ถ้าพวกเราไม่ช่วยกัน วันหนึ่ง..ถ้ามันต้องเผชิญกับพายุร้าย แม้นแรงเพียงนิด มันก็ไม่แคล้ว..ต้องพังทลายลง" 

ถึงเวลาที่คนกรุงเทพฯ จะต้องช่วยประเทศไทยแล้ว 
การตัดสินใจในวันที่ 3 มี.ค.2556 ที่จะถึงนี้..มีความสำคัญยิ่ง 
"ท่านคงรู้ว่า..ท่านไม่ควรเลือกใคร" ผมเห็นลางร้ายจริงๆ 
ที่เหลือนอกจากนั้น  ท่านจะเลือกใคร..เป็นเรื่องของท่านเอง 

อย่าเห็นแก่เงินเพียงไม่กี่พันบาท 
แลกกับการยึดชาติแบบเบ็ดเสร็จ 

************************ 
ชาติชาย คเชนชล 
25 ก.พ.2556 

วันอาทิตย์ที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2556

ตามหาผู้ใหญ่ให้พบก่อนที่จะสายเกินไป

เมื่อสองวันก่อน ผมได้ฟังผู้ดำเนินรายการข่าว 2 ท่านของสถานีวิทยุเอฟเอ็มแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ซึ่งฟังสไตล์การจัดรายการแล้วเป็นคนรุ่นใหม่ ทัศนะมุมมองแหลมคม พูดจาทันสมัย ฟังดูแล้วน่าจะเป็นคนที่มีการศึกษาสูง ทั้งสองได้พูดประโยคหนึ่งทีเล่นทีจริงว่า "รู้สึกว่าประเทศไทยกับคำว่า "ผู้ใหญ่" จะมีปัญหาเสียแล้ว" 

สาเหตุที่ผู้ดำเนินรายการ 2 ท่านพูดนั้น เพราะพวกเขารู้สึกว่า "ผู้ใหญ่ที่กำลังปกครองบ้านเมืองของเราในปัจจุบันนั้น กำลังมีปัญหา สังคมเกิดการวิกฤติศรัทธาขึ้นกับคำว่า ผู้ใหญ่ " 

คำว่าผู้ใหญ่นี้ ผมได้รับการปลูกฝังให้เคารพเชื่อฟังมาตั้งแต่เด็กตามขนบธรรมเนียม ประเพณี และวัฒนธรรมของไทยที่สืบต่อกันมา จำได้ว่ามีคำสอนหรือสุภาษิตเกี่ยวกับผู้ใหญ่หลายสำนวน เช่น เดินตามผู้ใหญ่หมาไม่กัด ผู้ใหญ่อาบน้ำร้อนมาก่อนเรา ดังนั้นเราต้องเชื่อฟังผู้ใหญ่ ฯลฯ 

ผู้ใหญ่ในอุดมคติ 

คนที่จะรับการขนานนามว่าเป็น "ผู้ใหญ่" นั้น มาจากหลากหลายวิธี เช่น 
  • ผู้ใหญ่ในวงศาคณาญาติ คนเราพอเริ่มมีทายาทเป็นคนรุ่นสาม รุ่นสี่ เช่น หลาน เหลน ก็มักจะถูกยกย่องนับถือในบรรดาหมู่ญาติขึ้นมาตามลำดับว่าเป็นผู้ใหญ่ คนบางคนอายุ 50 ปี เป็นปู่เป็นย่า เป็นตาเป็นยาย แล้วก็มี 
  • ผู้ใหญ่ตามตำแหน่งหน้าที่การงาน เช่น นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี ปลัดกระทรวง อธิบดีกรม ผู้บัญชาการเหล่าทัพ แม่ทัพ เจ้ากรม ผู้ว่าราชการจังหวัด รองผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้อำนวยการ รองผู้อำนวยการ เป็นต้น 
  • ผู้ใหญ่ตามอายุขัย เช่น ข้าราชการเกษียณ ผู้สูงอายุ ผู้เฒ่าผู้แก่ในหมู่บ้าน 
  • ผู้ใหญ่ที่มาจากความเชื่อถือศรัทธา ผู้ใหญ่ชนิดนี้นี่เองที่ประเทศไทยในปัจจุบันแทบไม่มีให้เห็นเป็นตัวอย่าง หรือมีก็น้อยมากแทบไม่มีบทบาทในสังคม ซึ่งอาจตรงกับความหมายของผู้ดำเนินรายการทั้งสองท่านที่กล่าวมาข้างต้นก็ได้ 

ที่มาของภาพ
http://board.postjung.com/m/612988.html
ผู้ใหญ่ 3 ประเภทแรก คือ ผู้ใหญ่ในวงศาคณาญาติ ตามตำแหน่งหน้าที่ และตามอายุขัย นี้ อาจจะเป็นผู้ใหญ่ที่ไม่มีคุณสมบัติในประเภทที่สี่ก็ได้ คือไม่ได้รับความเชื่อถือศรัทธาใดๆ เพียงได้รับการขนานนามว่าเป็นผู้ใหญ่เท่านั้น ผู้ใหญ่ใน 3 ประเภทแรกอาจเป็นผู้ใหญ่ที่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัว ทุจริตคอรัปชั่น ไม่สามารถเป็นที่พึ่งและเป็นแบบอย่างให้แก่คนรุ่นหลังได้ ในแวดวงราชการที่ผมอยู่ ผมคุ้นกับคำว่า "ผู้ใหญ่สั่งมา" ต้องทำ ถ้าผู้ใหญ่สั่งในทางที่ถูกที่ควรที่เหมาะสม ผมพร้อมทำให้เต็มที่ แต่ถ้าผู้ใหญ่สั่งมาในทางที่ไม่ถูกไม่ควรไม่เหมาะสม ผมไม่อยากทำให้เลย...แต่ผมก็ต้องทำ 


โจรก็มักเลี้ยงโจร ฉันใด ผู้ใหญ่ที่ไม่ดีก็มักเลี้ยงผู้ใหญ่ที่ไม่ดี ฉันนั้น 
วันนี้บ้านเมืองเรามีผู้ใหญ่ที่ไม่ดีเป็นผู้ปกครอง องคาพยพต่างๆ ไม่จะเป็นทหาร ตำรวจ พลเรือน ก็ล้วนมีแต่ผู้ใหญ่ที่ไม่ดีมาปกครองบ้านเมืองตามไปด้วย เพราะเขาเป็นพวกเดียวกัน เราจึงเห็นได้ชัดเจนว่า ประเทศไทยกำลังเดินทางเข้าสู่หน้าผาที่อันตรายและในที่สุดก็จะตกจากหน้าผาที่สูงชันสู่ก้นเหวลึก พวกเราจึงสมควรต้องลุกขึ้นมาทำอะไรสักอย่างเพื่อจะไม่ให้เกิดเหตุการณ์ เช่นนั้น 



เหตุการณ์ที่จะนำพาประเทศไทยไปสู่หุบเหวลึก 
  • การเสียดินแดนให้แก่เขมรในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้ จะทำให้คมขวานเริ่มบิ่น ขณะเดียวกันด้ามขวานที่ภาคใต้ก็กำลังผุกร่อนใกล้หักเต็มที ขวานทองจะไม่สมบูรณ์อย่างเดิม 
  • หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจากการกู้เงินจำนวนมหาศาลของรัฐบาล เราจะมีหนี้ท่วมหัว แต่เอาตัวไม่รอด 
  • งบประมาณแผ่นดิน จะถูกฉ้อราษฎร์บังหลวงจากชนชั้นผู้บริหารและชนชั้นปกครองอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน 
  • ข้าวที่ขายไม่ได้ราคา ราคาพืชผลที่ตกต่ำ ค่าพลังงานที่ไม่เป็นธรรม ชนชั้นกลางลงไปจะตาย ชนชั้นนายทุนจะรวย 
  • ค่าแรง 300 บาท จะทำให้ บริษัทฯ ยักษ์ใหญ่อยู่รอด บริษัทฯ เล็กเล็ก จะล้มหายตายจาก ปลาใหญ่จะกินปลาเล็ก 
  • คนไทยจะตกงานจำนวนมหาศาลเพราะไม่มีใครจ้าง แรงงานต่างด้าวจะเข้ายึดครองประเทศไทย 
  • คนส่วนใหญ่ต้องจ่ายภาษีเพิ่ม เพื่อชดเชยภาษีให้คนกลุ่มน้อย จากนโยบายประชานิยม
  • รัฐธรรมนูญที่กำลังจะถูกฉีกทั้งฉบับ เพื่อคนบางคน ไม่ใช่เพื่อประชาชน 
  • รัฐบาลมุ่งแก้แค้น ไม่ได้แก้ไข ตำรวจจะถูกใช้เป็นเครื่องมือสำคัญในการใช้กฏหมาย ทำลายคนดี

ผู้ใหญ่ที่ดีของบ้านของเมือง ต้องมีความถูกต้องเที่ยงธรรม มีความรู้ความสามารถในการบริหารบ้านเมือง มีความซื่อสัตย์สุจริต เป็นที่เชื่อมั่นและศรัทธาของมวลหมู่มหาชน และเป็นที่พึ่งของบ้านเมืองในยามที่เกิดปัญหาคับขัน 

วันนี้ ผมยังเชื่อว่าผู้ใหญ่เหล่านี้ ยังมีชีวิตอยู่ 
พวกเราจงช่วยกันหาท่านให้พบ 
แล้วเชิญท่านกลับมาช่วยดูแลบ้านเมืองของเรา 
ก่อนที่จะสายเกินไป.... 



............................ 

ชาติชาย คเชนชล : 6 ม.ค.2556

ตีพิมพ์ใน น.ส.พ.สู่ชนบท ปีที่ 24 ฉบับที่ 404 ประจำเดือนมกราคม พ.ศ.2556 หน้า 3


วันพุธที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2555

แนวความคิดใหม่เกี่ยวกับตำรวจไทย

กลุ่มมวลชนเสื้อแดงของรัฐบาล ได้ก่อเหตุปะทะ กับกลุ่มพันธมิตร (เสื้อเหลือง) เมื่อวันที่ 25 ก.ย.2555  บริเวณหน้ากองบังคับการปราบปราม กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ถ.พหลโยธิน แขวงจอมพล เขตจตุจักร กรุงเทพฯ   ก่อนจะเข้าเรื่องเกี่ยวกับตำรวจ ขอวิจารณ์นักการเมือง (อดีตนักการทหาร) สักท่านหนึ่งก่อน ที่คนอื่นๆ ให้ความยกย่องว่าเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ของบ้านเมือง คือ พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณวัต รมว.กลาโหม  ท่านกล่าวให้สัมภาษณ์เรื่องการปะทะกันนี้ว่า "ไม่ใช่เรื่องใหญ่"

พล.อ.อ.สุกำพลฯ "อย่ามองในแง่ร้าย เป็นการปะทะกันเพียงนิดเดียว แต่กลับมองเป็นเรื่องใหญ่ เรื่องนี้ไม่ได้เกี่ยวกันเลย ในส่วนของเสื้อแดงเราไม่ได้ส่งคนไป แต่เขาไปกันเอง และปะทะกันเล็กน้อย แล้วเลิกกันไป อย่ามองเป็นเรื่องใหญ่ ถ้ามองอย่างนี้ประเทศไทยไม่เจริญอย่างนี้หรอก  ขอให้มองดีกว่านี้ อย่ามองว่าจะเป็นน้ำผึ้งหยดเดียว เพราะตีกันจบไปแล้ว ขอให้มองในแง่ดีบ้าง ถ้ามองในไม่ดี ก็จะเป็นอย่างนี้ ถ้ามองในแง่ดีอย่างตนก็สบายใจ"

จากคำให้สัมภาษณ์ดังกล่าว ก่อให้เกิดเสียงวิพากย์วิจารณ์จากนักเขียนและนักวิชาการหลายท่าน สรุปที่สำคัญ เช่น 
  1. พล.อ.อ.สุกำพลฯ ขาดความเข้าใจในปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างลึกซึ้ง สะท้อนถึงความจำกัดทางปัญญา การปะทะกันครั้งนี้เกิดจากความขัดแย้งที่ฝังรากลึก ระหว่างกลุ่มเสื้อแดงที่ต้องการล้มล้างสถาบัน กับกลุ่มประชาชนที่เห็นคุณค่าและเคารพในสถาบัน 
  2. พล.อ.อ.สุกำพลฯ ยอมรับว่าเสื้อแดงเป็นคนของพวกตนเอง  จึงรู้สึกเฉยๆ เมื่อพวกตนเองทำร้ายผู้อื่น 
  3. การสัมภาษณ์นี้เป็นการให้ท้ายคนเสื้อแดง ไม่ต่างกับการสนับสนุนให้คนใช้ความรุนแรงและละเมิดกฏหมายขื่อแปของบ้านเมือง 
คราวนี้มาดูสถานที่เกิดเหตุว่า เกิดหน้ากองบังคับการปราบปรามฯ แต่ตำรวจ กลับไม่สนใจที่จะจับผู้ก่อเหตุ ทั้งๆ ที่มีคลิปวีดีโอและภาพถ่ายให้ดูมากมาย  "ฤา ตำรวจก็จะให้ท้ายคนเสื้อแดง" ด้วย ผมเข้าไปสืบค้นเว็บไซต์ของกองบังคับการปราบปรามฯ เพื่อค้นหาว่าหน่วยงานนี้มีโครงสร้างอย่างไร และมีผลงานโดดเด่นอะไรบ้าง เผอิญไปพบ "มุมมองใหม่ การจัดการตำรวจในศตวรรษที่ 21"  มีบทความชิ้นหนึ่ง ได้กล่าวไว้น่าสนใจ ดังนี้

แนวความคิดใหม่เกี่ยวกับตำรวจไทย
ตำรวจเป็นใคร
  • แนวความคิดเดิม  ตำรวจเป็นบุคลากรในองค์การของรัฐบาล ที่รับผิดชอบการบังคับใช้กฏหมายเป็นส่วนใหญ่
  • แนวความคิดใหม่ ตำรวจคือประชาชน ประชาชนก็คือตำรวจ ตำรวจเป็นผู้ที่ได้รับเงินเดือน ทำหน้าที่เต็มเวลา และรับใช้ประชาชนทุกคน
ความสัมพันธ์ขององค์กรตำรวจกับองค์กรอื่นๆ ที่ให้บริการประชาชนเช่นกัน
  • แนวความคิดเดิม มักจะทำให้เกิดความขัดแย้ง
  • แนวความคิดใหม่ ตำรวจเป็นองค์กรหนึ่งในหลายๆ องค์กรที่รับผิดชอบปรับปรุงแก้ไขคุณภาพชีวิตของประชาชนให้ดีขึ้น
จะวัดประสิทธิภาพของตำรวจได้อย่างไร
  • แนวความคิดเดิม วัดได้ด้วยการสืบสวนและสถิติการจับกุม
  • แนวความคิดใหม่ วัดได้โดยการไม่มีอาชญากรรมและความไร้ระเบียบ
ลำดับความสำคัญสูงสุดในการแก้ปัญหาคืออะไร
  • แนวความคิดเดิม จะพิจารณาจากปัญหาอาชญากรรม อาชญากรรมที่ประทุษร้ายต่อทรัพย์สินที่มีมูลค่าสูงสุด (เช่น ปล้นธนาคาร) และอาชญากรรมที่มีความรุนแรง
  • แนวความคิดใหม่ จะพิจารณาจากปัญหาใดก็ตาม ที่รบกวนชุมชนมากที่สุด
ตำรวจจะจัดการโดยเฉพาะเจาะจงในเรื่องใด
  • แนวความคิดเดิม ตำรวจจะจัดการกับเหตุการณ์ต่างๆ ตามที่ตำรวจจะเห็นสมควร
  • แนวความคิดใหม่ จะจัดการกับปัญหาต่างๆ ที่ประชาชนกังวล
บทบาทกับสื่อมวลชน (เรียบเรียงใหม่โดยผู้เขียน)
  • แนวความคิดเดิม ขจัดสื่อมวลชนออกไปจากการปฏิบัติงานของตำรวจเพื่อไม่ไห้เกิดความยุ่งยาก เพื่อตำรวจจะได้ทำงานต่อไปโดยสะดวก
  • แนวความคิดใหม่ เปิดรับสื่อมวลชน พร้อมทั้งประสานงานเพื่อเป็นช่องทางติดต่อที่สำคัญกับชุมชน
ตำรวจคำนึงถึงการดำเนินการตามกฏหมายอย่างไร
  • แนวความคิดเดิม ถือเป็นเป้าหมายสำคัญ
  • แนวความคิดใหม่ ถือเป็นเครื่องมืออย่างหนึ่งในหลายๆ อย่างของตำรวจ
บทความ "แนวความคิดใหม่เกี่ยวกับตำรวจไทย" นี้ ตำรวจเป็นผู้เขียนเองครับ ถ้าทำได้ผมขอยกนิ้วให้เลยครับ  แต่ไม่รู้ว่าปัจจุบันองค์กรตำรวจได้มีการปรับเปลี่ยนแนวคิด พฤติกรรม หรือวิธีปฏิบัติงานใหม่หรือยัง  แต่ที่ผมเห็นเหตุปะทะที่หน้ากองบังคับการปราบปรามฯ เมื่อวานนี้ และอีกหลายๆ เหตุการณ์ เช่น พี่มีแต่ให้  ตำรวจก่อม็อบหน้าพรรคประชาธิปัตย์  ผลการสอบสวนของดีเอสไอ เรื่องไร้คนชุดดำ นายตำรวจใหญ่บินไปคารวะนักโทษหนีคดีที่ต่างประเทศ เป็นต้น ผมกลับมีแนวความเกี่ยวกับตำรวจไทยในปัจจุบันว่า.....

แนวความคิดปัจจุบัน : องค์กรตำรวจเป็นองค์กรของพรรคเพื่อไทย 
แนวความคิดใหม่ : องค์กรตำรวจเป็น ???????????


พล.อ.อ.สุกำพล สุวรณทัต
รมว.กลาโหม











**************************************
จุฑาคเชน 26 ก.ย.2555

วันอังคารที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

ในความไร้รูปแบบมันจะมีรูปแบบอยู่เสมอ

ฟังข่าวแล้วรู้สึกสงสารและเสียใจไปด้วยกับบรรดาพ่อแม่ ลูกเมีย ญาติพี่น้อง ของเพื่อนทหารกล้าของผม  ที่ต้องเสียชีวิตในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ ด้วยความไม่ใส่ใจอย่างจริงจังของผู้บริหารบ้านเมืองที่จะแก้ปัญหา ยิ่งช่วงเทศกาลรอมะฎอน (Ramadan) ประจำปี 2555 นี้ หนักขึ้นกว่าเดิม.......

ที่มาของภาพ
http://news.mthai.com/general-news/94341.html
พวกท่านผู้บริหารบ้านเมือง รวมถึงท่านผู้บังคับบัญชา  ก็ได้แค่แสดงความเสียใจ ส่งพวงหรีดไปเคารพ  นำธงชาติไปคลุมศพ  คลุมโลงศพ  ช่วยเงินทำศพ  ไปร่วมงานศพ  เลื่อนยศ เลื่อนขั้นให้ ให้เงินทำขวัญ แล้วส่งเสียลูกหลานให้ได้เรียนต่อสูงๆ  ขึ้น.....แค่นี้ก็จบเสร็จสิ้นพิธี แล้วอีกไม่นาน ทหารที่เสียชีวิตเหล่านี้ก็ถูกลืมเลือนไปจากสังคม ...และก็ไม่รู้ว่าอนาคตข้างหน้าจะมีเพื่อนทหารกล้า ต้องมาตายเยี่ยงนี้อีกกี่คน 

เหตุการณ์เช่นนี้ก็จะวนเวียนอยู่เรื่อยไป
...ไร้ซึ่งความสงบสันติสุข...

ตราบใดที่องคาพยพต่างๆ ทั้งข้าราชการทหาร ตำรวจ พลเรือน นักการเมือง และพลเมืองดี ยังไม่ร่วมมือกันแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง  มัวแต่ถือทิฎฐิว่า ความคิดผมถูก ความคิดคุณผิด โครงการแก้ปัญหาแต่ละโครงการ จึงไม่สอดคล้องกัน ไปคนละทิศคนละทาง  ยิ่งเรื่องงบบประมาณด้วยแล้ว หวงกันเอง  ว่านี่เป็นส่วนของฉัน นั้นส่วนของเธอ ผู้ซึ่งก่อเหตุร้าย ก็ดูเหมือนว่า "เราจะไม่ทราบว่าเขาเป็นใคร  หรือเรากำลังรบอยู่กับใคร"   แต่พอคุยกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงหลายท่านแล้ว กลับบอกว่า "เรารู้ แต่ทำอะไรเขาไม่ได้"  แล้วอย่างนี้ จะทำกันอย่างไรกันต่อไปละครับ

เขาอยู่ในที่ลับ  แต่เราอยู่ในที่แจ้ง
เขาอยู่ในที่มืด  แต่เราอยู่ในที่สว่าง 
เขาอยู่ในที่ใดไม่มีใครรู้  แต่เขารู้ว่าเรากำลังจะไปที่ไหน 
เขารู้เรา  แต่เราไม่รู้เขา
เราต้องเฝ้ารอเหตุการณ์    แต่เขาเป็นผู้สร้างเหตุการณ์ 

คนที่ทำงานแก้ไขปัญหาอยู่ที่ภาคใต้ ที่ผมรู้จักนั้น....ล้วนเป็นคนเก่งทุกคน
แต่ยังมีอะไรบางอย่าง..ที่ทำให้เขาไม่สามารถทำงานได้เต็มที่
โดยเฉพาะเรื่อง "การขัดแย้งทางความคิด" ของเจ้าหน้าที่บ้านเมืองกันเอง

ไม่มีอะไรไร้รูปแบบ...
การก่อเหตุร้ายในภาคใต้ดูเหมือนว่าจะไร้รูปแบบ  เพราะไม่รู้จะเกิดขึ้นที่ไหน เมื่อไหร่  อย่างไร รูปแบบก็แตกต่างกันไป  เดี๋ยวยิง เดี๋ยวระเบิด เดี๋ยวคาร์บอมบ์ เหยื่อผู้เคราะห์ร้ายก็แตกต่างกันไป ด้วยเหตุนี้เจ้าหน้าที่ของรัฐจึงไม่สามารถคาดคะเนล่วงหน้าได้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ฝ่ายเจ้าหน้าที่จึงเป็นแค่ฝ่ายตั้งรับเท่านั้น  แต่ผมว่า "ในความไร้รูปแบบนั้น มันจะมีรูปแบบอยู่เสมอ แต่เรายังค้นหามันไม่พบ" 

ข้อมูล (Data) การก่อเหตุร้ายที่เรามี  หากนำมาประมวลผล มันจะกลายเป็นสารสนเทศ (Information)  เมื่อได้สารสนเทศแล้ว มันก็จะกลายเป็นความรู้ (Knowledge) ที่เราสามารถใช้แก้ปัญหาได้ และเมื่อมีความรู้หลายๆ อย่างมากขึ้น มันก็จะกลายสภาพเป็นภูมิปัญญา (Wisdom) ที่จะป้องกันปัญหาไม่ให้เกิดขึ้นอีก ดังภาพปิรามิดแห่งความรู้ที่ผมหยิบยกมาด้านล่างนี้ 



เวลาเชือกมันพันกัน  ผมพยายามแก้มันด้วยตัวเอง แต่ยิ่งแก้ ดูเหมือนมันยิ่งยุ่งขึ้นกว่าเดิม  เพราะผมไม่รู้ตั้งแต่แรกว่าเชือกมันพันกันอย่างไร ผมเริ่มหงุดหงิด ใจร้อน หัวเสีย ขาดสติ จนผมต้องยอมแพ้มัน......ต่อมามีเพื่อนผมคนหนึ่งเดินเข้ามาด้วยความมีสติ   เขาเริ่มศึกษาด้วยปัญญาว่าเชือกมันพันกันอย่างไร หลังจากนั้นไม่นานนักเขาก็แก้มันได้สำเร็จ 

เวลาที่เราอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง  เราสามารถมองเห็นได้ถึงแมลงที่กำลังกัดกินใบไม้อยู่
หากเราลองถอยออกมา เพื่อให้มองเห็นต้นไม้ได้ทั้งต้น  
เราอาจจะรู้ว่าแมลงที่กำลังกินใบไม้นั้น  มันบินมาจากไหน?  


*****************************************
จุฑาเคชน : 31  ก.ค.2555
  



วันพุธที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

ทำไม? ไทยต้องถอนทหารจากพื้นที่ ABCD

เมื่อวันที่ 18 ก.ค. 2555 ประเทศกัมพูชาจัดพิธีเฉลิมฉลองอย่างยิ่งใหญ่และเผยแพร่ข่าวไปทั่วโลก ในโอกาสฉลองครบรอบ 4 ปีการขึ้นมรดกโลกของปราสาทเขาพระวิหาร และครบรอบ 1 ปีที่ศาลโลกมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ให้ไทยและกัมพูชาทำการถอนทหารออกจากพื้นที่ปลอดทหาร (Provisional Demilitarized Zone ; PDZ) สี่เหลี่ยมคางหมู ABCD (ตามภาพด้านล่าง) ซึ่งรัฐบาลไทยก็ยอมตกลงโดยดี 



ฝ่ายไทยส่งกำลังตำรวจตระเวนชายแดนเข้าไปทดแทนกำลังทหาร ฝ่ายกัมพูชาก็เอากำลังตำรวจไปทดแทนเหมือนกัน แต่ดูเหมือนตำรวจเหล่านั้นมีเงื่อนงำพอสมควร เช่น ตำรวจป้องกันพรมแดน (ตชด.ของเขมร) ตำรวจท่องเที่ยว ตำรวจมรดกโลก และกำลังเจ้าหน้าที่องค์การพระวิหาร (ซึ่งเรียกกันว่าตำรวจยูเนสโก) และอาสาสมัคร 

กัมพูชาประกาศว่า การปรับกำลังในครั้งนี้ เป็นข้อตกลงเมื่อวันที่ 13 ก.ค.2555 ระหว่าง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กับนายฮุนเซน ซึ่งในวันนั้นนายกไทยต้องคลานศอกคลานคืบไปเจรจาถึงประเทศกัมพูชา รมต.กลาโหม และผู้บัญชาการทหารบกของไทย ก็เห็นดีเห็นงาม ทำพิธีปรับกำลังทหารในส่วนของไทยในวันนี้ด้วย 

แต่ในขณะเดียวกันก็มีกลุ่มประชาชนคนไทยที่รักชาติรักแผ่นดินออกมาชุมนุมและแสดงความเห็นคัดค้านการตกลงใจของรัฐบาลในครั้งนี้กันอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะในเครือข่ายสังคมออนไลน์ เพราะเห็นว่าการกระทำของรัฐบาลและทหารไทยครั้งนี้เปรียบเสมือนกับว่า "ไทยได้ยกดินแดนให้แก่ประเทศกัมพูชาไปโดยปริยายแล้ว" 

นักวิชาการ นักกฏหมาย นักประวัติศาสตร์ และอดีตนักการทหารหลายท่าน ก็ออกมาแสดงความเห็นคัดค้านในเรื่องนี้ แต่รัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก็ไม่ฟัง ดันทุรังในทุกวิถีทางที่จะปฏิบัติตามคำสั่งของศาลโลก สนองตอบทุกอย่างตามที่กัมพูชาขอมา การกระทำของรัฐบาลที่ทำให้ประเทศไทยต้องตกเป็นเบี้ยล่างของประเทศกัมพูชามาโดยตลอด ส่อให้เห็นถึงความอ่อนด้อยของรัฐบาล แต่ผมรู้สึกว่าการเป็นเบี้ยล่างเช่นนี้ รัฐบาลก็รู้ดีมาโดยตลอด แต่ว่าจงใจกระทำ แสดงว่างานนี้น่าจะมีผลประโยชน์อะไรซ่อนเร้นอยู่จริงตามที่หลายคนตั้งข้อสงสัย 

ศาลไทยคุณยังไม่เชื่อ แล้วทีศาลโลกทำไมคุณถึงเชื่อนักหนา 

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 มาตรา 190 วรรค 2 ระบุว่า "หนังสือสัญญาใดมีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทย หรือเขตพื้นที่นอกอาณาเขตซึ่งประเทศไทย มีสิทธิอธิปไตยหรือมีเขตอํานาจตามหนังสือสัญญาหรือตามกฎหมายระหว่างประเทศ หรือจะต้องออก พระราชบัญญัติเพื่อให้การเป็นไปตามหนังสือสัญญา หรือมีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือ สังคมของประเทศอย่างกว้างขวาง หรือมีผลผูกพันด้านการค้า การลงทุน หรืองบประมาณของประเทศ อย่างมีนัยสําคัญ ต้องได้รับความเห็นชอบของรัฐสภา ในการนี้ รัฐสภาจะต้องพิจารณาให้แล้วเสร็จ ภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ได้รับเรื่องดังกล่าว" 

น.ส.ยิ่งลักษณ์ฯ คุณไม่มีสิทธิ์ที่จะไปตกลงอะไรสองคนกับนายฮุนเซน  พวกนักกฏหมาย นักวิชาการฝ่ายรัฐบาลทั้งหลายไม่ต้องตีความมากมายเกินไปนักว่า ที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ฯ ทำไปไม่ใช่หนังสือสัญญา และประเทศไทยไม่ได้เสียอธิปไตยแต่อย่างใด คุณอย่าเป็นศรีธนญชัยจับผิดแค่คำพูด ต้องดูเจตนารมย์ของรัฐธรรมนูญที่เขียนเอาไว้เป็นสำคัญ 

ก็เห็นชัดๆ ว่าในพื้นที่เขตปลอดทหารสี่เหลี่ยม ABCD ในส่วนที่แรเงาด้วยสีเขียว มันเกิดขึ้นได้อย่างไร ใครเป็นคนวาดภาพนี้  พื้นที่ของเราชัดๆ  ทำไม? เราต้องถอนทหาร นี่คือความเหนือชั้นในการเดินเกมของกัมพูชา ท่ามกลางความอ่อนด้อยของรัฐบาลไทย และกองทัพไทย ย้ำว่า : พื้นที่สีเขียว คือพื้นที่ของเรา 

ทำไมต้องเป็นวันที่ 18 ก.ค.2555 
คำถามต่อมาก็คือ ทำไมต้องถอนทหารในวันเดียวกันกับที่ประเทศกัมพูชาจัดพิธีเฉลิมฉลองฯ เราจะถอนทหารตอนปลายปีไม่ได้หรือ ทำไมต้องเป็นวันที่ 18 ก.ค.2555 นี่คือคำถามที่ผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านในเมืองก็ควรตอบ เช่นกัน 

เลิกพูดได้แล้วว่าเป็นเรื่องของผู้ใหญ่ เป็นเรื่องของผู้บังคับบัญชาระดับสูง เป็นการบริหารจัดการระดับสูง เป็นเรื่องของยุทธศาสตร์ระดับสูง ผมคิดว่าผมก็เรียนตำรามาเล่มเดียวกับท่านขุนทหารทั้งหลาย แต่วันนี้ ท่านเป็นอะไรไป หลายคนก่นด่าการกระทำของเจ้ากระทรวงกลาโหม และเจ้ากองทัพบกไทย หนาหูจนบางครั้งผมอายแทนท่านจริงๆ 

ผมไม่ใช่คนคลั่งชาติ บ้าสงคราม บ้าการสู้รบ แต่ผมเห็นว่า "ประเทศเรากำลังขาดกองทัพที่เข้มแข็งในการปกป้องอธิปไตยของประเทศชาติ" ผนวกกับได้ "นักการเมืองชั่ว" ประเทศไทยจึงเจ็บช้ำอยู่ทุกวันนี้ ทั้งภาคใต้ที่ไม่มีวี่แววว่าจะสงบ และไฟอิสานใต้ก็กำลังจะลุกโชน 



**************************
จุฑาคเชน : 18 ก.ค.2555

วันอาทิตย์ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2554

ส่งท้ายปีเก่า-ใครควรเป็นบุคคลแห่งปี 2011 ของประเทศไทย

คณะบรรณาธิการของนิตยสารไทม์ (TIME) ตัดสินใจเลือก “The Protester” หรือ “ผู้ประท้วง” เป็น “บุคคลแห่งปี 2011” ผู้ซึ่งลุกขึ้นมาเรียกร้องความยุติธรรม ถูกต้องเป็นธรรม ประชาธิปไตย และ สิทธิของการดำรงชีวิตในวิถีที่ตนมีสิทธิจะเลือก

ที่มาของภาพ
http://www.time.com/
ในช่วงสองทศววรรษที่ผ่านมา ความเบ่งบานของกระแสประชาธิปไตยและเศรษฐกิจทุนนิยมของชาติตะวันตก ได้เข้ามาครอบงำโลก หลอกหล่อให้ประชาชนเพลิดเพลินไปกับเสรีภาพจอมปลอม และการใช้จ่ายอย่างฟุ้งเฟ้อเกินตัว มีหนี้สินล้นพ้นตัว จนละทิ้งอุดมการณ์เอาไว้เบื้องหลัง ในปี ค.ศ.2011 เริ่มเปิดศักราชแห่งการประท้วงจากประเทศอียิปต์และตูนีเซียสามารถโค่นล้มผู้นำเผด็จการได้สำเร็จอย่างไม่น่าเชื่อ  หลังจากนั้นจึงก่อให้เกิดปรากฏการณ์โดมิโน ลุกฮือต่อต้านรัฐบาลไปทั่วโลก จากตะวันออกกลาง จนแอฟริกาเหนือ ไล่จากแอลจีเรีย ซีเรีย จอร์แดน ลิเบียร์ บาห์เรน เยเมน ไปจนถึงอิหร่าน จนเกิดวลีที่เรียกว่า "Arab Spring" 

คำว่า “ผู้ประท้วง” นี้ กินความไปถึงการต่อต้าน “ทุนนิยมสุดขั้ว” ในอเมริกาที่เริ่มด้วยรูปแบบการยึดย่านวอลล์สตรีท “Occupy Wall Street” ที่ขยายตัวเป็นการยึดสถานที่ของทางการในรัฐต่างๆ ในอเมริกาอย่างกว้างขวาง เพื่อแสดงออกถึงความไม่พอใจของผู้ที่รู้สึกว่าถูกเอาเปรียบในสังคม และกติกาที่ถูกกำหนดโดยคนเพียงกลุ่มเดียว ในเม็กซิโก ผู้ประท้วงออกมาต่อต้านกลุ่มมาเฟียค้ายาเสพติดที่รัฐบาลไม่กล้าเข้าไปจัดการ ส่วนผู้ประท้วงในกรีซ ออกมารวมตัวกันเพื่อต่อต้านผู้นำทางการเมือง ที่ไร้ความรับผิดชอบต่อวิกฤติหนี้อันรุนแรง และสุดท้ายเร็วๆ นี้ ผู้ประท้วงในรัสเซีย ออกมาเดินตะโกนขับไล่การโกงการเลือกตั้งอย่างไม่อายฟ้าดินกับการผูกขาดอำนาจอยู่ในคนกลุ่มเดียว

นิตยสารไทม์ บอกว่า ประเทศที่มีการประท้วงต่างๆ เหล่านี้ มีประชากรรวมกันถึง 3 พันล้านคน หรือเรียกได้ว่าครึ่งหนึ่งของประชากรโลก นั่นย่อมมีความหมายว่า "ผู้คนจำนวนมหาศาลกำลังประกาศไม่ยอมรับกติกาเก่า พร้อมที่จะเสี่ยงภัยและเสี่ยงชีวิตเพื่อเรียกร้อง กดดัน และเผชิญหน้า เพื่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลง ในสิ่งที่คนส่วนใหญ่พึงประสงค์"




ภาพผู้ประท้วงบางส่วนจากบุคคลแห่งปี 2011
ที่มา http://www.time.com/



Thailand Spring
ที่มาของภาพ
http://www.time.com/
รัฐบาลชุดปัจจุบันกำลังนำพาประเทศไทยไปสู่เศรษฐกิจทุนนิยมโดยปล่อยให้กองทุนข้ามชาติเข้ามาทำมาหากินอย่างเสรีในประเทศไทย เข้าครอบงำระบบเศรษฐกิจและพลังงาน ผ่านอำนาจเผด็จการเสียงข้างมากในรัฐสภา ผ่านนโยบายประชานิยม สร้างประชาชนให้เป็นหนี้สิ้น เข้าควบคุมศูนย์รวมอำนาจการปกครองและองคาพยพต่างๆ ของประเทศไทยไว้โดยสิ้นเชิง ใช้อำนาจที่มีอยู่ทำสิ่งที่ไม่ถูกต้องให้กลายเป็นสิ่งที่ถูกต้อง 

รัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ฯ เข้ามาบริหารประเทศตั้งแต่ต้นเดือนสิงหาคม 2554 เป็นต้นมา เวลานี้เกือบจะ 5 เดือนแล้ว แทบจะไม่มีผลงานและคุณูปการใดๆ ให้แก่ประเทศชาติเลย มีแต่สร้างความเสียหาย และสร้างความคลางแคลงใจให้แก่ประชาชน สร้างเรื่องราวอื้อฉาวแต่การที่จะช่วย นช.ทักษิณฯ พี่ชายตนเองและพรรคพวก  การกระทำหลายอย่างของรัฐบาลส่อให้เห็นถึงการขาดความสามารถในการบริหารประเทศ  อาทิ
  • การบริหารจัดการน้ำท่วมที่ล้มเหลวและไร้ประสิทธิภาพ ตั้งแต่การจัดคนไม่เหมาะสมกับงาน มีการแบ่งกลุ่ม แบ่งพวก การแก้ปัญหาไม่เป็นไปในทางเดียวกัน ไม่ทันเวลา  แสวงโอกาสในการหาเสียง เลือกการปฏิบัติ ทุจริตคอรัปชั่นฯ  ส่งผลให้ประเทศไทยต้องเสียหายกว่า 1 ล้านล้านบาท แม้จนวันนี้ ยังไม่มีหน่วยงานใดทำการศึกษาถึงสาเหตุของการเกิดน้ำท่วมใหญ่ที่แท้จริงให้ประชาชนทราบแต่อย่างใด 
  • การโยกย้ายญาติพี่น้องตนเองมาดำรงตำแหน่ง ผบ.ตร. โดยใช้วิธีรังแกข้าราชการประจำ
  • ไม่สนใจเรื่องที่ประเทศไทยกำลังมีกรณีข้อพิพาทกับประเทศกัมพูชาเรื่องการสูญเสียพื้นที่ตามแนวชายแดน 4.6 ตารางกิโลเมตร แต่กลับเดินหน้ากระชับความสัมพันธ์กับประเทศกัมพูชา (อย่างผิดปกติ) นอกจากนั้น ยังไม่ยอมหาทางช่วยเหลือคนไทยที่ถูกขังอยู่ในประเทศกัมพูชาคืนกลับประเทศไทย
  • มีการประชุมลับเพื่อพิจารณา พ.ร.ฎ.พระราชทานอภัยโทษ โดยจะให้เอื้อประโยชน์แก่ นช.ทักษิณ ชินวัตร ให้ได้รับการอภัยโทษด้วย จนประชาชนต้องออกมาประท้วง คัดค้านจนรัฐบาลต้องยกเลิกไป
  • มีการพยายามร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม เพื่อเอื้อประโยชน์ให้ นช.ทักษิณฯ และพรรคพวก พอถูกคัดค้านจากประชาชนก็จะเปลี่ยนชื่อเป็น พ.ร.บ.ปรองดองแห่งชาติ
  • ในสมัยรัฐบาลชุดนี้ มีเว็บไซต์ คลิบวีดิโอ เครือข่ายสังคมออนไลน์ หนังสือ เอกสาร ใบปลิว และการกระทำที่หมิ่นต่อสถาบันมหากษตริย์ เกิดขึ้นอย่างมากมายจนผิดปกติ
  • มีการการสั่งระงับการแสดงแสง สี เสียง และสื่อผสมฯ เพื่อเฉลิมพระเกียรติฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ อย่างไม่มีเหตุผล
  • มีการจงใจลงรูปผิดใน Facebook ของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ฯ นายกรัฐมนตรี
  • ปล่อยให้คดีอากง ที่หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ขยายผลขึ้นมาเป็นการแก้ไขประมวลกฏหมายอาญามาตรา 112 ซึ่งเกี่ยวกับการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ  นอกจากนั้นยังปล่อยให้ชาวต่างชาติเข้ามาแทรกแซงวิพากษ์วิจารณ์กฏหมายและขบวนการยุติธรรมของเรา โดยรัฐบาลไม่แสดงท่าทีที่ชัดเจนแต่อย่างใด ลอยตัวอยู่เหนือปัญหาจนประชาชนต้องออกมาแสดงการประท้วง ต่อต้านและคัดค้านกันเอง
  • มีการแอบออกพาสปอร์ตให้ นช.ทักษิณฯ โดยใช้อำนาจที่มีอยู่บังคับให้ข้าราชการประจำดำเนินการ ทั้งๆ ที่รู้ว่าเป็นเรื่องที่ผิดกฏหมาย 
  • การเกิดสถานการณ์วางระเบิดหน้ากองสลากและทั่วเมืองอีก 3 จุดช่วงใกล้ปีใหม่ สร้างบรรยากาศให้ประชาชนขวัญผวา เสียภาพลักษณ์ในสายตาของนักท่องเที่ยวต่างชาติ ซึ่งประชาชนก็ยังกังขาว่าเป็นเรื่องจริง หรือเป็นแค่เกมการเมือง ที่รัฐบาลจัดฉากขึ้นมา    
  • รัฐบาลไม่เคยให้ความสนใจในเรื่องที่เฮลิคอปเตอร์ของกองทัพเรือที่ถูกทหารประเทศกัมพูชายิงเสียหาย และไม่พยายามที่จะทำหนังสือประท้วงหรือแสดงความเคลื่อนไหวใดๆ ที่จะปกป้องอำนาจอธิปไตยของชาติ
  • รัฐบาลไม่เคยหยิบยกประเด็นปัญหาความไม่สงบชายแดนภาคใต้ขึ้นมาหารือ หรือพิจารณาหาแนวทางแก้ไขแต่อย่างใด  ทำเหมือนกับไม่มีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น ทั้งๆ ที่ทหาร เจ้าหน้าที่ และประชาชนต้องอยู่ในภาวะเสี่ยงอันตรายอยู่ทุกวัน
  • รัฐบาลปล่อยให้มีการจัดตั้ง "หมู่บ้านคนเสื้อแดงเพื่อประชาธิปไตย" กันอย่างแพร่หลาย โดยไม่สนใจต่อระบบการปกครองที่มีอยู่เดิม และยังมีเป้าหมายจะตั้งให้ครบ 30,000 หมู่บ้านภายใน 1 ปี ข้างหน้าอีกด้วย
  • น.ส.ยิ่งลักษณ์ฯ ขาดภูมิรู้เพียงพอที่จะอยู่ในสถานะนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย ร่วมทั้งขาดความรับผิดชอบต่อเรื่องสำคัญของชาติบ้านเมืองในฐานะนายกรัฐมนตรี มักให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชน โดยอ้างว่า ไม่รู้ ไม่ทราบ เป็นเรื่องของกระทรวง และผู้ที่รับผิดชอบ และ น.ส.ยิ่งลักษณ์ฯ ยังโกหกประชาชนจนถูกจับได้หลายครั้ง       
  • ฯลฯ
เหตุการณ์ที่สรุปมาส่อให้เห็นได้ว่า รัฐบาลไม่ค่อยให้ความสำคัญต่อความคิดเห็นของประชาชน เห็นประชาชนเป็นคนที่ไม่ค่อยฉลาด รัฐบาลอยากจะทำอะไรก็ทำได้ แล้วใครจะมาทำอะไรกับรัฐบาล? เพราะเขาถือว่าอำนาจอยู่ในมือของเขาหมดแล้ว และในปีหน้าการทุจริตคอรัปชั่นอย่างมโหฬารกำลังจะเกิดขึ้นจากจากงบฟื้นฟูและเยียวยาหลังน้ำท่วมอีกกว่า 1 ล้านล้านบาท... นึกย้อนถึงข้อความบนหน้าปกของนิตยสารไทม์ฉบับเดือนธันวาคม 2554 ที่เขียนไว้ว่า 

"From Arab Spring to Athen, From Occupy Wall street to Moscow"

ไม่แน่ว่าในปี พ.ศ.2555 (ค.ศ.2012) ข้างหน้านี้
อาจจะเกิดวลีที่เรียกว่า "Thailand Spring" ก็ได้


ใครควรเป็นบุคคลแห่งปี 2011 ของประเทศไทย
นิตยสารไทม์ จัดให้ The Protester หรือผู้ประท้วงเป็นบุคคลแห่งปี 2011  ผมจึงอยากลองเสนอความคิดเห็นดูบ้างว่า (ในทัศนะส่วนตัวนะครับ) ใครสมควรที่จะได้รับการยกย่องเป็นบุคคลแห่งปีของประเทศไทย ในปี พ.ศ.2554 (ค.ศ.2011) นี้

สถานการณ์ของประเทศไทยใน พ.ศ.2554 โดยเฉพาะในครึ่งปีหลัง ค่อนข้างล่อแหลมจากกลุ่มอำนาจที่ประสงค์จะล้มล้างสถาบันกษัตริย์และเปลี่ยนแปลงการปกครองของประเทศไทยไปในระบอบที่ต้องการ และประเทศไทยยังต้องพบกับมหาอุทกภัยที่สร้างความเสียหายอย่างมหาศาล "บุคคลแห่งปี" ของประเทศไทยในปีนี้ ผมขอแสดงความชื่นชมและขอเสนอกลุ่มบุคคลต่างๆ เหล่านี้ ให้เป็นบุคคลแห่งปี 2011 ของประเทศไทย อันได้แก่  
  • กลุ่มบุคคลที่ออกมาเคลื่อนไหวเพื่อปกป้องสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์
  • กลุ่มบุคคลที่ออกมาเคลื่อนไหวต่อต้านขบวนการล้มเจ้า
  • กลุมบุคคลที่ออกมาเคลื่อนไหวต่อต้านขบวนการเปลี่ยนแปลงการปกครอง
  • กลุ่มบุคคลที่ออกมาตรวจสอบและต่อต้านการทุจริต คอรัปชั่น
  • กลุ่มบุคคลที่ออกมาปกป้องและต่อต้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ
  • กลุมบุคคลที่ออกมาปกป้องการสูญเสียอาณาเขตของราชอาณาจักรไทยกรณีเขาพระวิหาร
  • กลุ่มเครือข่ายสังคมต่างออนไลน์ต่างๆ  ที่ออกมาปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ ต่อต้านขบวนการล้มเจ้า ต่อต้านระบอบทักษิณ ต่อต้านนักการเมืองชั่ว ต่อต้านการทุจริตและคอรัปชั่น
  • กลุ่มเครือข่ายสังคมออนไลน์ ที่ช่วยกันรายงานสถานการณ์น้ำท่วมได้อย่างกว้างขวาง รวดเร็ว ทันเหตุการณ์
  • กลุ่มประชาชนผู้มีจิตอาสาที่ออกมาช่วยเหลือประชาชนผู้ประสบอุทกภัย ทั้งกำลังกายและกำลังทรัพย์
  • กลุ่มทหารจากกองทัพบก เรือ อากาศ มูลนิธิการกุศล ที่เป็นกำลังหลักและกำลังสำคัญในการช่วยเหลือและบรรเทาอุทกภัย
  • กลุ่มสื่อมวลชนและคอลัมนิสต์ (ที่ยังมีจรรยาบรรณ) ในการนำเสนอข้อมูลข่าวสาร บทความ เรื่องจริงให้แก่ประชาชนได้รับทราบ รวมทั้งยังต้องเหน็ดเหนื่อยในการติดตามเฝ้ารายงานสถานการณ์น้ำท่วมให้แก่ประชาชนได้รับทราบอย่างต่อเนื่องตลอดเวลา 
ขอขอบคุณกลุ่มบุคคลเหล่านี้ ด้วยจิตคารวะ หากเราไม่มีกลุ่มบุคคลเหล่านี้ช่วยกันทำงาน ช่วยกันประท้วง ต่อต้าน คัดค้าน และคานอำนาจต่อรัฐบาลของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ฯ แล้ว วันนี้ประเทศไทยยังไม่รู้ว่าจะเป็นอะไร ประชาชนอาจจะถูกต้มจนสุกแล้ว  เหมือนกับ "ทฤษฎีต้มกบ" ที่ ดร.อาทิตย์  อุไรรัตน์ กล่าวไว้ว่า........

"ชาวไอริชคนหนึ่งทำการเปรียบเทียบปฏิกิริยาตอบสนองของกบ โดยเอากบตัวหนึ่งใส่ลงไปในน้ำร้อน ปรากฏว่ามันรีบกระโดดหนีทันที รอดมาได้อย่างหวุดหวิด แต่สำหรับกบอีกตัวหนึ่งที่ถูกใส่ลงไปน้ำปกติ มันก็จะเล่นอย่างสบายใจเฉิบ แล้วเขาค่อยๆ เพิ่มความร้อนเข้าไปทีละนิดทีละหน่อย ในตอนแรก มันก็จะปรับตัวให้เข้ากับอุณหภูมิที่ร้อนขึ้น โดยไม่รู้ว่าภัยร้ายใกล้จะมาถึงตัวแล้ว และเมื่อน้ำร้อนได้ที่แล้ว มันก็กลายเป็นกบต้มสุก ไม่สามารถหนีรอดออกมาได้ กว่าจะรู้ตัวก็สายไปเสียแล้ว" (อ่านเพิ่มเติม)


รัฐบาลพยายามจะใช้อำนาจ
สร้างความถูกต้องชอบธรรมให้แก่ตนเองและพรรคพวก
แต่ผมยังมีความเชื่อว่า "ความถูกต้อง" เท่านั้นควรจะเป็นอำนาจที่แท้จริง

ในปีหน้า.. รัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ฯ และนักการเมือง (ที่ไม่ค่อยดี)  จะย่ามใจมากกว่านี้ น้ำที่ต้มกบ (ประชาชนคนไทย) จะถูกเพิ่มอุณหภูมิให้สูงขึ้น

"Thailand Spring"

สุดท้ายในโอกาสส่งท้ายปีเก่า พ.ศ.2554 และต้อนรับปีใหม่ พ.ศ.2555 นี้
"ผมขอให้อาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัย อำนาจแห่งพระสยามเทวาธิราช และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย รวมทั้งพระบารมีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ และสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ ได้โปรดดลบันดาลและพระราชทานพร ให้แก่กลุ่มบุคคลต่างๆ ที่ผมกล่าวมาแล้ว จงมีอุดมการณ์ที่แน่วแน่ สติมั่นคง ปัญญาสว่างไสว มีพลานามัยแข็งแรงสมบูรณ์ เพื่อที่จะเป็นกำลังสำคัญในการต่อสู้กับ ใครก็ตาม? ที่ต้องการทำลายสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ อันเป็นที่รักยิ่งของพวกเรา"


***********************

ที่มาข้อมูล

วันพฤหัสบดีที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2554

นิทานก่อนการเลือกตั้ง

ก่อนที่จะถึงการเลือกตั้ง ส.ส.ทั่วไปในวันที่ 3 ก.ค.2554 ที่จะถึงนี้ ผมขออนุญาตเขียนนิทานให้อ่านสักเรื่อง  ก่อนที่ีทุกท่านจะไปสิทธิเลือกตั้งกัน  โดยนิทานเรื่องนี้ เป็นนิทานที่แต่งตามความคิดของผมเอง โดยหวังเพียงให้เป็นข้อคิดเตือนใจแก่ประชาชนในประเทศไทลาน   ลองอ่านดูนะครับ

กาลครั้งหนึ่ง มีเพื่อน 2 คน ชื่อ นายษิณ กับ นายเซ็น  ทั้งสองคนเป็นเพื่อนที่มีนิสัยคล้ายๆ กัน มีความทะเยอทะยาน มักใหญ่ใฝ่สูง อยากมีเงิน อยากมีอำนาจ อย่างมีตำแหน่ง อยากมีบารมี 

ทั้ง 2 คนเป็นสามัญชนธรรมดาถือกำเนิดขึ้นในแคว้นสุวรรณปูมี มีความทะเยอทะยานว่า "วันหนึ่ง ข้าทั้งสองคน จะต้องเป็นเจ้าผู้ปกครองแผ่นดินในเขตแคว้นสุวรรณปูมี แห่งนี้ให้ได้ "

ทั้งสองคนเริ่มต้นด้วยการทำธุรกิจทั้งบนดินและใต้ดิน พอมีเงินทองมากขึ้นก็เริ่มลงมาเล่นการเมือง เพราะเชื่อว่าการเมืองจะเป็นหนทางนำเขาทั้งสองไปสู่ความสำเร็จ  

นายษิณเป็นคนฉลาดกว่านายเซ็น
ส่วนใหญ่ นายษิณจะเป็นคนคอยออกอุบายและคิดวางแผน
ภาพจำลองประกอบบทความ
ที่มา :
http://www.geocities.ws/
kundilokphotograph/Homepage.html

นายเซ็น เริ่มเล่นการเมืองในประเทศปูชา
ส่วนนายษิณ เริ่มเล่นการเมืองในประเทศไทลาน  

ทั้งสองประเทศนี้มีการปกครองเหมือนกัน คือ มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นเจ้าผู้ครองแผ่นดิน

นายเซ็นและนายษิณ เริ่มดำเนินการสั่งสมพรรคพวก รวมหัวกันยึดอำนาจการปกครองบ้านเมือง ยุยงให้ประชาชนภายในประเทศแตกความรัก ความสามัคคี แบ่งกันเป็นก๊กเป็นเหล่า ยักยอกคอรัปชั่น ผลประโยชน์ต่างๆ ของประเทศ ไปเป็นของส่วนตัว เครือญาติ และพรรคพวก จนทั้งสองมีเงินทองทรัพย์สินร่ำรวยมหาศาล

นายเซ็น มีอำนาจกล้าแข็งขึ้น จนสามารถปราบดาภิเษกตนเองขึ้นเป็นกษัตริย์ปกครองประเทศปูชา

ส่วนในประเทศไทลาน ประชาชนที่รู้ทันแผนชั่วของนายษิณ ร่วมกันยึดอำนาจกลับคืน แล้วจับนายษิณคุมขัง แต่นายษิณ หนีเอาตัวรอดไปได้ 

นายษิณ ผูกใจเจ็บ อาฆาตแค้น สาบานกับตนเองว่า "วันหนึ่งตนเองจะกลับมาปราบดาภิเษกขึ้นเป็นกษตริย์ในประเทศไทลานให้ได้ "  โดยมีนายเซ็น กษัตริย์ของประเทศปูชา ช่วยสนับสนุนแผนการร้ายนี้อีกทางหนึ่ง

นายษิณ เริ่มวางแผนยุยงประชาชนในประเทศไทลานหนักข้อขึ้น
จนกระทั่งสามารถเผาเมืองหลวงของประเทศไทลานได้ถึงสองครั้งสองครา
บ้านเมืองได้รับความเสียหาย ประชาชนล้มตายกันเป็นจำนวนมาก

นายษิณ เริ่มใช้อุบายหลอกหลวงและมอมเมาประชาชนในประเทศไทลาน โดยผ่านทางพรรคพวกของตัวเองที่แฝงตัวอยู่ จนกระทั่งประชาชนส่วนใหญ่เริ่มเห็นกงจักรเป็นดอกบัว....

วันนี้ นายษิณ เฝ้ารอเพียงแต่ให้สถานการณ์มันสุกงอม และเมื่อนั้น...
นายษิณ ก็จะกลับเข้ามายังประเทศไทลาน และปราบดาภิเษกตัวเองขึ้นเป็นกษัตริย์
เหมือนกับที่ได้สัญญาไว้กับนายเซ็น เพื่อนของเขา ซึ่งปัจจุบันเป็นกษัตริย์แห่งประเทศปูชาไปแล้ว

******************************
บทความนี้ ผมเขียนขึ้นด้วย "ความรักชาติ ศาสนา พระมหากษตริย์ และแผ่นดินไทย"
ชาติชาย คเชนชล : 23 มิ.ย.2554

วันอังคารที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2551

ตัวชี้วัดความสำเร็จของการดำเนินนโยบายและยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงของประเทศ

ในทัศนะของผู้เขียน ความมั่นคงของประเทศประกอบด้วยความมั่นคงในด้านต่างๆ จำนวน 10 ด้าน ซึ่งได้กล่าวไว้ในเรียงความความฉบับที่ 2 แต่เพื่อให้การวิเคราะห์ตัวชี้วัดความสำเร็จของการดำเนินนโยบายและยุทธศาสตร์ในบทความนี้ สอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 10 (พ.ศ.2550-2554) ผู้เขียนจึงได้รวมกลุ่มเป็นความมั่นคงใหม่เป็น 8 ด้าน ได้แก่

1. ความมั่นคงทางด้านการเมือง
2. ความมั่นคงทางด้านเศรษฐกิจ
3. ความมั่นคงทางด้านสังคม
4. ความมั่นคงทางด้านการทหาร
5. ความมั่นคงทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
6. ความมั่นคงทางด้านพลังงาน
7. ความมั่นคงทางด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
8. ความมั่นคงทางด้านวิทยุ โทรทัศน์ โทรคมนาคม และการสื่อสาร
ความสำเร็จของการดำเนินนโยบายด้านความมั่นคงของประเทศ ผูกโยงอยู่กับตัวชี้ความวัดความสำเร็จของการดำเนินนโยบายด้านความมั่นคงทั้ง 8 ด้านที่กล่าวมา ซึ่งหากแต่ละด้านมีระดับความสำเร็จหรือความล้มเหลว ก็จะส่งผลถึงระดับความมั่นคงของประเทศในภาพรวมไปด้วย ดังนั้น ผู้เขียนจึงพยายามค้นคว้าและแยกแยะตัวชี้วัดความสำเร็จของการดำเนินนโยบายและยุทธศาสตร์ในแต่ละด้าน ตามทัศนะของผู้เขียน โดยใช้เอกสารอ้างอิงหลัก คือ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 10 (พ.ศ.2550-2554) สรุปโดยสังเขป ได้ดังนี้

ตัวชี้วัดของการดำเนินนโยบายและยุทธศาสตร์ความมั่นคงทางด้านการเมือง1. ร้อยละของประชาชนที่มาใช้สิทธิเลือกตั้งทั้งระดับท้องถิ่น และระดับประเทศ
2. ความมีเสถียรภาพของรัฐบาล ระบบรัฐสภา และระบบพรรคการเมือง
3. กระบวนการการมีส่วนร่วมของประชาชน
4. ผลการประเมินการพัฒนาระบบราชการในด้านต่างๆ ตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วย หลักและวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ.2546
5. ความสามารถในการกระจายอำนาจไปยังส่วนภูมิภาค และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
6. ความสามารถของภาคเอกชนที่เข้ามีบทบาทในการพัฒนาประเทศร่วมกับภาครัฐ
7. การจัดอันดับธรรมาภิบาลภาคเอกชนของสถาบันจัดอันดับ IMD ในด้านความรับผิดชอบในด้านสังคม การให้ความสำคัญต่อลูกค้า การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลง ความน่าเชื่อถือของผู้บริหาร ความสามารถของผู้บริหารในการสร้างมูลค่าให้แก่ผู้ถือหุ้น ความสัมพันธ์ระหว่างผู้บริหารและพนักงาน ความโปร่งใสและความเป็นธรรม
8. ความเชื่อมั่นองค์กรอิสระในการตรวจสอบการใช้อำนาจของรัฐ
9. ความสามารถในการบริหารจัดการและกระบวนการยุติธรรม
10. ความสำเร็จของการบังคับใช้กฏหมาย
11. ความสามารถในการถ่วงดุลนอกภาครัฐของกลไกต่างๆ เช่น สื่อมวลชน องค์พัฒนาเอกชน ภาคนักวิชาการ/วิชาชีพ
12. ดัชนีชี้วัดความโปร่งใสในการบริหารจัดการภาครัฐ เช่น ดัชนีชี้วัดภาพลักษณ์คอร์รัปชั่น (Corruption Perception Index : CPI) โดยองค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ (Transparency International : TI) และมหาวิทยาลัยกอตทิงเกน ประเทศเยอรมันนี
13. ตัวเลขการจัดอันดับความโปร่งใสของภาครัฐ โดย World Economic Forum
14. จำนวนข้าราชการต่อปริมาณงาน
15. ความสามารถของการศึกษาวิจัย พัฒนาองค์ความรู้ในด้านวัฒนธรรมประชาธิปไตย วัฒนธรรมธรรมาภิบาล และวัฒนธรรมสันติวิธี
16. จำนวนและความถี่ของกลุ่มประชาชนที่ชุมนุมเรียกร้องในเรื่องต่างๆ

ตัวชี้วัดของการดำเนินนโยบายและยุทธศาสตร์ความมั่นคงทางด้านเศรษฐกิจ1. จำนวนการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจของประเทศต่างๆ เพื่อสร้างความร่วมมือทางการค้าและการลงทุน ทั้งในระดับทวิภาคี ภูมิภาค และพหุภาคี
2. อัตราเฉลี่ยการขยายตัวทางเศรษฐกิจต่อปี
3. รายได้ต่อหัวต่อปีของประชากร และรายได้ต่อหัวต่อปีที่คำนวณในรูปของกำลังซื้อที่แท้จริง
4. อัตราว่างงานของประชากร
5. มูลค่าการส่งออกและนำเข้าในตลาดโลก
6. สัดส่วนภาคเศรษฐกิจในประเทศต่อภาคการค้าระหว่างประเทศ
7. สัดส่วนภาคการผลิตเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร
8. สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ
9. สัดส่วนการใช้ตราสารหนี้ระดมทุนของภาคเอกชน
10. ทุนสำรองเงินตราระหว่างประเทศ
11. หนี้สินต่างประเทศ
12. อัตราเงินเฟ้อทั่วไป
13. อัตราเงินฟืด
14. ดัชนีต่างๆ ในตลาดหลักทรัพย์
15. ดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัด
16. อัตราการลงทุนของชาวต่างชาติในประเทศไทย
17. ผลการดำเนินธุรกรรมของกองทุนบริหารความเสี่ยงของชาวต่างชาติ(Hedge Fund)
18. ฐานะการลงทุนระหว่างประเทศสุทธิของประเทศไทย (International investment position : IIP)
19. สัดส่วนการออมรวมของประเทศ
20. สัดส่วนรายได้ของกลุ่มที่มีรายได้สูงสุด
21. สัดส่วนผลผลิตของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ
22. กำลังแรงงานระดับกลางที่มีคุณภาพ
23. ค่าเฉลี่ยระดับการศึกษาของแรงงานไทย
24.อันดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยกับประเทศต่างๆ ทั่วโลก โดยสถาบันต่างๆ อาทิ สถาบันนานาชาติเพื่อการพัฒนาการจัดการ (Institute for Management Develop : IMD)
25. ค่าดัชนีเศรษฐกิจฐานความรู้ (Knowledge Economy Index ; KEI) โดยธนาคารโลก
26.สัดส่วน จำนวนของธนาคารและสถาบันการเงินของชาวต่างชาติ กับ จำนวนของธนาคารและสถาบันการเงินที่เป็นของประเทศไทย
27.อัตราการเติบโต และจำนวนร้อยละของผลิตภาพการผลิตภาคต่างๆ ได้แก่ ภาคการเกษตร ภาคอุตสาหกรรม ภาคการก่อสร้าง ภาคการค้าส่งและค้าปลีก ภาคการผลิตเหมืองแร่ การการไฟฟ้าและประปา ภาคการเงินและธนาคาร ภาคบริการและอื่นๆ
28. สัดส่วนการนำเข้าของวัตถุดิบ ชิ้นส่วน พลังงาน เงินทุน และเทคโนโลยี ต่อผลิตภาพการผลิต
29. สัดส่วนการนำเข้าวัตถุดิบและสินค้าทุนต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ
30. สัดส่วนรายจ่ายค่ารอแยลตี้และค่าธรรมเนียมใบอนุญาต ต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ
31. การมีธรรมาภิบาลภาคเอกชน
32. ร้อยละของครอบครัวที่ไม่มีความสามารถพึ่งตนเองทางเศรษฐกิจ
33. อัตราการเข้ามาทำงานในประเทศไทยของชาวต่างชาติ
34. จำนวนวิสาหกิจชุมชน และเครือข่ายวิสาหกิจชุมชน ที่จดทะเบียนใหม่และล้มเลิกกิจการ
35. จำนวนประชากรที่ยังอยู่ภายใต้เส้นความยากจน
36. อัตราการกระจายรายได้ ค่าดัชนีจีนี่ (Gini coefficient) ของประเทศไทย
37. จำนวนรายได้ของประชากร จากสินค้าหนึ่งผลิตภัณฑ์ หนึ่งตำบล
38. รายได้จากการท่องเที่ยวต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ
39. ส่วนแบ่งของตลาดนักท่องเที่ยวในโลก
40. ต้นทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านขนส่งและโลจิสติกส์ ต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ

ตัวชี้วัดของการดำเนินนโยบายและยุทธศาสตร์ความมั่นคงทางด้านสังคม
1. ดัชนีการวัดผลการพัฒนาคน (Human Development Index : HDI) ของ UNDP ที่วัดด้านสาธารณสุข การศึกษาและมาตรฐานความเป็นอยู่
2. ตัวเลขระดับการพัฒนาด้านต่างๆ ของประเทศไทยเทียบกับนานาประเทศ จากสถาบันต่างๆ อาทิ สถาบัน IMD WEF และ OECD ตัวเลขเหล่านี้ ได้แก่ จำนวนปีการศึกษาเฉลี่ยของคนไทย การประเมินเชิงคุณภาพการศึกษาที่สามารถตอบสนองต่อการแข่งขัน ประสิทธิภาพการผลิตของแรงงานไทย สัดส่วนบุคลากรทางการแพทย์ต่อประชากร
3. ผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาซึ่งประเมินจากค่าผลสะสมทางการศึกษา หรือระดับความรู้ทักษะในระดับสูงสุดของคนไทย โดยวัดจากจำนวนปีการศึกษาของคนไทย อัตราส่วนนักเรียนต่อประชากร อัตราการเข้าเรียนต่อในระดับมัธยมศึกษา อัตราส่วนนักเรียนอุดมศึกษาต่อประชากร ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนไทยที่วัดจากคะแนนเฉลี่ยของการทดสอบ 4 วิชาหลัก (ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์) ผลการวัดทักษะการอ่านของนักเรียนไทย
4. ค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุขและการดูแลผู้สูงอายุ
5. อายุคาดหมายเฉลี่ยของคนไทย
6. ร้อยละของประชากรที่อยู่ในระบบประกันสุขภาพ
7. อัตราการเจ็บป่วยโดยรวมของคนไทยต่อประชากร
8. อัตราการเจ็บป่วยด้วยโรคที่ป้องกันได้ เช่น โรคหัวใจ โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวานโรคหลอดเลือดในสมอง โรคมะเร็ง
9. ภาวการณ์เจ็บป่วยจากโรคอุบัติใหม่และโรคระบาดซ้ำ เช่น โรคซาร์ส ไข้หวัดนก ไข้หวัดใหญ่ เป็นต้น
10. อัตราการลงทุนด้านสุขภาพของประเทศไทยต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ
11. จำนวนเครือข่ายชุมชนด้านอาหารและสุขภาพ
12. จำนวนแรงงานนอกระบบที่ยังไม่ได้รับความคุ้มครองทางสังคม
13. จำนวนประชากรกลุ่มคนยากจนและผู้ด้อยโอกาสที่สามารถเข้าถึงบริการทางสังคม เช่น การช่วยเหลือผู้สูงอายุที่ยากจน ผู้ป่วยเอดส์ยากไร้ ผู้พิการยากไร้ โอกาสทางการศึกษาแก่เด็กวัยเรียนจากครัวเรือนที่ยากจน การสร้างที่อยู่อาศัยให้ประชาชนผู้มีรายได้น้อย จำนวนประชากรในชุมชนแออัด
14. ตัววัดความเสี่ยงที่คนไทยต้องเผชิญในด้านความปลอดภัยในชีวิต และทรัพย์สินและการก่อความไม่สงบในสังคม เช่น สัดส่วนต่อประชากร เกี่ยวกับคดียาเสพติด คดีอาชญากรรม คดีการประทุษร้ายต่อทรัพย์สิน คดีต่อชีวิตร่างกายและเพศ คดีเกี่ยวกับเด็กและเยาวชน นอกจากนั้นในด้านของปัญหาอุบัติภัยและภัยพิบัติ อาจวัดได้จาก อัตราการตายด้วยอุบัติเหตุการจราจร อัตราการเกิดและความสูญเสียจากภัยพิบัติและอุบัติภัยอื่นๆ ส่วนปัญหาการก่อความไม่สงบในสังคม อาจวัดได้จาก ปัญหาการก่อความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ปัญหาการก่อการร้ายและอาชญากรรมข้ามชาติ ปัญหาผู้ลักลอบเข้าเมืองมาใช้แรงงานและแสวงประโยชน์ทางเพศ
15. จำนวนงบประมาณของประเทศในแผนงานป้องกันและควบคุมอาชญากรรม

ตัวชี้วัดของการดำเนินนโยบายและยุทธศาสตร์ความมั่นคงทางด้านการทหาร1. อำนาจกำลังรบเปรียบเทียบระหว่างกองทัพไทยและกองทัพของประเทศเพื่อนบ้าน
2. สัดส่วนงบประมาณที่กองทัพไทยได้รับจากงบประมาณรายจ่ายประจำปี
3. ความสามารถในการพัฒนาเทคโนโลยีทางทหารของกองทัพ
4. ความสามารถในการพัฒนากำลังคนของกองทัพ
5. ความสามารถในการบริหารนโยบายต่างๆ ด้านความมั่นคง
6. จำนวนอาวุธยุทโปกรณ์ที่จัดหาเพิ่มเติม
7. ทัศนคติของประชาชนที่มีต่อกองทัพ
8. ค่าความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อกองทัพ

ตัวชี้วัดของการดำเนินนโยบายและยุทธศาสตร์ความมั่นคงทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี1. การจัดอันดับขีดความสามารถทางวิทยาศาสตร์ของประเทศไทย
2. ร้อยละของการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ
3. ร้อยละของกำลังคนด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่ทำงานด้านการออกแบบและการวิจัยและพัฒนา
4. อัตราส่วนบุคลากรด้านการวิจัยและพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศต่อประชากร
5. อัตราความก้าวหน้าของเทคโนโลยีหลัก ได้แก่ เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เทคโนโลยีชีวภาพ เทคโนโลยีวัสดุ และนาโนเทคโนโลยี
6. จำนวนบทความด้านวิทยาศาสตร์ของไทยที่เผยแพร่ในระดับสากล
7. จำนวนการจดสิทธิบัตรในประเทศไทยของคนไทย
8. สัดส่วนคอมพิวเตอร์ต่อประชากร
9. อัตราการเข้าถึงเครือข่ายอินเตอร์เน็ตต่อประชากร
10. อัตราส่วนบุคลากรด้านการวิจัยและพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศต่อประชากร

ตัวชี้วัดของการดำเนินนโยบายและยุทธศาสตร์ความมั่นคงทางด้านพลังงาน1. สัดส่วนการนำเข้าพลังงานจากนอกประเทศ
2. สัดส่วนของการใช้พลังงานประเภทต่างๆ
3. สัดส่วนการใช้พลังงานทดแทนพลังงานเดิม
4. สัดส่วนการใช้พลังงานเชิงพาณิชย์
5. สัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียนต่อพลังงานทั้งหมด
6. สัดส่วนมูลค่าการใช้พลังงานขั้นสุดท้าย ต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ
7. สัดส่วนความยืดหยุ่นการใช้พลังงานเฉลี่ย
8. สัดส่วนการใช้พลังงานต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ
9. อัตราการใช้น้ำมันในภาคขนส่ง

ตัวชี้วัดของการดำเนินนโยบายและยุทธศาสตร์ความมั่นคงทางด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม1. อัตราการลดลงของพื้นที่ป่าไม้
2. อัตราการลดลงของป่าชายเลน
3. อัตราการลดลงของการจับสัตว์น้ำ เป็นกิโลกรัมต่อชั่วโมง
4. อัตราการลดลงของแหล่งปะการัง และหญ้าทะเล
5. อัตราการกัดเซาะพื้นที่ชายฝั่งทะเล
6. อัตราการสูญพันธ์ของพืชและสัตว์
7. คุณภาพอากาศเกินกว่าเกณฑ์มาตรฐาน บริเวณเขตอุตสาหกรรม บริเวณริมถนนในเขตกรุงเทพมหานคร
8. อัตราการขยายตัวของจำนวนรถยนต์สะสม
9. อัตราการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Carbon dioxide emissions)
10.ปริมาณกากของเสีย ทั้งขยะมูลฝอยและของเสียอันตราย
11. อัตราการผลิตขยะมูลฝอยในเขตเมือง
12. อัตราการนำของเสียมาใช้ใหม่
13. อัตราการผลิตและการนำเข้าสารอันตรายเพื่อใช้ในภาคเกษตรและอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น
14. ปริมาณน้ำจืดเฉลี่ยต่อคนต่อปีของประชากร
15. เกณฑ์การวัดคุณภาพน้ำ
16. จำนวนระบบบำบัดน้ำเสียในเขตเมือง และความสามารถในการบำบัด
17. ร้อยละของจำนวนที่ดินที่มีปัญหาต่อพื้นที่ทั้งหมด ในด้านปัญหาการชะล้างพังทลาย ดินขาดอินทรีย์ ดินเค็ม ดินเปรี้ยว เป็นต้น
18. เกณฑ์การวัดคุณภาพสิ่งแวดล้อม
19. จำนวนความหลากหลายทางชีวภาพ
20. ขีดความสามารถในการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากร
21. จำนวนขององค์กรภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องการกับอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

ตัวชี้วัดของการดำเนินนโยบายและยุทธศาสตร์ความมั่นคงทางด้านวิทยุ โทรทัศน์ โทรคมนาคม และการสื่อสาร1. อัตราการเพิ่มขึ้นของการจัดตั้งศูนย์การเรียนรู้ชุมชนเพื่อให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร
2. จำนวนสถานีวิทยุและโทรทัศน์ที่เป็นของภาคประชาชน
3. จำนวนช่องของสถานีโทรทัศน์ในประเทศที่ประชาชนสามารถเลือกดูได้โดยอิสระ
4. จำนวนดาวเทียมทุกประเภทที่เป็นของรัฐ
5. จำนวนคลื่นความถี่ต่างๆ ที่เป็นของรัฐ
6. จำนวนผู้ประกอบการที่ให้บริการโทรทัศน์ระบบบอกรับสมาชิก
7. ความสามารถในการเข้าถึงการสื่อสารรูปแบบต่างๆ ของประชาชน
8. สถิติการฟังรายการวิทยุ ประเภทต่างๆ ของประชากร
9. สถิติการชมรายการโทรทัศน์ ประเภทต่าง ๆ ของประชากร
10. สถิติการใช้อุปกรณ์การสื่อสาร ประเภทต่างๆ ของประชากร

ตัวชี้วัดความสำเร็จของการดำเนินนโยบายและยุทธศาสตร์ทั้ง 8 ด้านที่กล่าวมา ต้องเป็นข้อมูลเชิงคุณภาพ ที่ได้มาจากกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ มีเหตุมีผล ตามความเป็นจริง แต่ส่วนใหญ่ข้อมูลที่จัดทำโดยภาคราชการที่เกี่ยวข้องในเรื่องนั้นๆ มักจะจัดทำข้อมูลเท็จเพื่อแสดงผลงานของตนเองไปในเชิงบวก จึงทำให้ข้อมูลที่ได้รับ ไม่สามารถนำมาวิเคราะห์ถึงปัญหาที่ต้องแก้ไขได้อย่างตรงประเด็น

¯¯¯¯¯¯¯¯¯¯

อ้างอิง :
สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ. (2549). แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม
แห่งชาติ ฉบับที่ 10 (พ.ศ.2550-2554). กรุงเทพฯ : สำนักนายกรัฐมนตรี.

วันจันทร์ที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2551

การจัดการเชิงคุณภาพกับนโยบายและยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงของชาติ

หากกล่าวถึง “การจัดการเชิงคุณภาพกับนโยบายและยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงของชาติ” แล้ว คงต้องแปลความหมายของคำว่า อะไรคือ ความมั่นคงของชาติให้ได้เสียก่อน ต่อมาจึงค่อยพิจารณาว่า อะไรบ้างที่เป็นนโยบายและยุทธศาสตร์ที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติ แยกแยะให้เห็นเด่นชัด แล้วจึงนำมาจัดการเชิงคุณภาพกับนโยบายและยุทธศาสตร์ เหล่านั้นได้

ความมั่นคงของชาติ หมายถึงอะไร
ในความเห็นของผู้เขียนความมั่นคงของชาติ ก็คือ ความมั่นคงขององคาพยพและสรรพสิ่งทั้งมวลที่ประกอบรวมกันชาติ ซึ่งผู้เขียนได้แยกความมั่นคงของชาติออกเป็น 10 ด้านที่สำคัญ คือ
1. ความมั่นคงทางด้านการเมือง
2. ความมั่นคงทางด้านเศรษฐกิจ
3. ความมั่นคงทางด้านสังคมจิตวิทยา
4. ความมั่นคงทางด้านการทหาร
5. ความมั่นคงทางด้านวิทยาศาสตร์
6. ความมั่นคงทางด้านพลังงาน
7. ความมั่นคงทางด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
8. ความมั่นคงทางด้านการสื่อสารมวลชน
9. ความมั่นคงทางด้านโทรคมนาคม
10. ความมั่นคงทางด้านเทคโนโลยี
ความมั่นคงทั้ง 10 ด้าน ล้วนมีความสำคัญทุกด้าน ไม่สามารถบอกได้ว่าด้านใดด้านหนึ่งสำคัญกว่ากัน และในแต่ละด้านล้วนมีความสัมพันธ์ เกี่ยวโยง สอดรับกันเป็นลูกโซ่ หากด้านใดด้านหนึ่งเกิดความไม่มั่นคงก็จะส่งผลกระทบไปยังด้านอื่นๆ ตามไปด้วย

นโยบายและยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงของชาติความมั่นคงของชาติทั้ง 10 ด้านที่กล่าวมา ล้วนมีนโยบายและยุทธศาสตร์ที่ถูกเขียนไว้ในแต่ละด้านอย่างชัดเจน หากแต่ไม่ได้กล่าวไว้ถึงด้านความมั่นคงของนโยบายและยุทธศาสตร์ในด้านนั้นอย่างเด่นชัด นโยบายและยุทธศาสตร์ในแต่ละด้านล้วนมี ทั้งความมั่นคง และความไม่มั่นคง อยู่ในตัวของมันเอง ซึ่งพอที่จะแยกให้เห็นได้โดยสังเขป ดังนี้


1. นโยบายและยุทธศาสตร์ความมั่นคงทางด้านการเมือง ความมั่นคงทางด้านการเมืองนี้ หมายถึง การมีนโยบายและยุทธศาสตร์ที่มุ่งเน้นสร้างการเมืองการปกครองให้มีเสถียรภาพ มีการบริหารจัดการภาครัฐที่ดี มีขั้นตอนและกระบวนการบริหารงานที่มีประสิทธิภาพ โปร่งใส ยุติธรรม สามารถตรวจสอบได้ มุ่งต่อผลประโยชน์ของชาติ และประชาชนเป็นหลัก เป็นที่ยอมรับของนานาอารยะประเทศ แต่ในสถานการณ์ปัจจุบัน ความไม่มั่นคงทางด้านนโยบายและยุทธศาสตร์ทางด้านการเมือง กลับปรากฏให้เห็นได้ อาทิ
1.1. นโยบายของรัฐบาล ที่มุ่งต่อผลประโยชน์ของพวกพ้องและกลุ่มทุนของตนเอง มากกว่าผลประโยชน์ของประเทศชาติ และประชาชน
1.2. นโยบายรัฐบาล ที่พยายามจะแก้ไขรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 เพื่อประโยชน์ต่อพรรคการเมืองของตน และลบล้างความผิดที่ผ่านมาของอดีตนักการเมืองสังกัดพรรคของตน โดยไม่คำนึงถึงความถูกต้องชอบธรรม
1.3. นโยบายรัฐบาลในการเลือกสรรบุคคลมาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างๆ ขาดความรู้ความสามารถ บางคนมีประวัติค่อนข้างไม่สู้ดีนัก ไม่เป็นที่ยอมรับของข้าราชการ นักวิชาการ นักธุรกิจ พ่อค้าและประชาชน การบริหารงานในกระทรวง ทบวง กรมต่างๆ จึงค่อนข้างขาดประสิทธิภาพ
1.4. นโยบายการเข้าแทรกแซงองค์กรและหน่วยงานสำคัญต่างๆ ด้วยการแต่งตั้งพวกห้องของตนเอง เข้าไปเป็นคณะกรรมการบริหารระดับสูง เพื่อกำหนดนโยบายให้เอื้อต่อผลประโยชน์ของกลุ่ม เช่น คณะกรรมการกำกับตลาดหลักทรัพย์ คณะกรรมการกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) คณะกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย คณะกรรมการบริหารในรัฐวิสาหกิจต่างๆ เป็นต้น
1.5. นโยบายการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการโดยไม่เป็นธรรม เอาข้าราชการที่เป็นพวกพ้องของตนเองเข้าดำรงตำแหน่งสำคัญต่างๆ ทั้งๆ ที่ขาดความเหมาะสมและขาดความรู้ความสามารถ ไม่เป็นที่ยอมรับของบรรดาเหล่าข้าราชการด้วยกัน ข้าราชการที่ดีมีความรู้ความสามารถ เกิดความท้อแท้สูญเสียขวัญกำลังใจในการปฏิบัติงาน ส่งผลให้ภาคราชการปัจจุบันอ่อนแอ
1.6. นโยบายรัฐบาลบางอย่างล่อแหลมต่อการสูญเสียอธิปไตยของดินแดน อย่างเช่น ในกรณีการขึ้นทะเบียนประสาทเขาพระวิหารเป็นมรดกโลกของประเทศกัมพูชา ส่งผลกระทบให้ประเทศไทยสุ่มเสี่ยงที่จะต้องเสียดินแดนถึงประมาณ 4.6 ตารางกิโลเมตร และในอนาคต อาจยังต้องมีเรื่องพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลกับประเทศกัมพูชาอีกด้วย หากดำเนินนโยบายไม่ดีอาจจะเสียเปรียบต่อประเทศกัมพูชาได้
1.7. นโยบายรัฐบาลที่พยายามปกป้องอดีตนักการเมืองที่กระทำความผิด มีการเลือกปฏิบัติ เกิดบรรทัดฐานที่ผิดเพี้ยนของสังคม ท้าทายอำนาจตุลาการ
1.8. นโยบายของรัฐบาลที่ไม่ยอมดำเนินการแก้ไขปัญหาการดูหมิ่นและจาบจ้วงสถาบันพระมหากษัตริย์ มีการเลือกปฏิบัติที่แตกต่างกัน ระหว่างฝ่ายต่อต้าน และฝ่ายของตนเอง

2.นโยบายและยุทธศาสตร์ความมั่นคงทางด้านเศรษฐกิจ นโยบายและยุทธศาสตร์ทางด้านนี้ กล่าวโดยง่ายก็คือ มุ่งที่จะรักษาความสมดุลระหว่างรายได้และรายจ่ายของประเทศ ควบคู่กับ รายได้และรายจ่ายของประชาชน แต่ปัจจุบันกลับปรากฏว่า รายได้และรายจ่ายทั้งสองด้าน มีแนวโน้มจะขาดความสมดุล ประชาชนมีรายได้เท่าเดิมแต่รายจ่ายกลับสูงขึ้นและมีอัตราการเป็นหนี้สูงขึ้น ราคาน้ำมันที่สูงขึ้น เป็นต้นเหตุให้สรรพสิ่งทั้งมวลที่จำเป็นในชีวิตประจำวันมีราคาสูงขึ้นตามไปด้วย ความไม่มั่นคงทางด้านเศรษฐกิจนี้ อาจปรากฏให้เห็นได้ในปัจจุบัน อาทิ
2.1. การปล่อยให้กองทุนเงินขนาดใหญ่ข้ามชาติเข้ามาลงทุนกิจการต่างๆ ในประเทศไทย เช่น การลงทุนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย การลงทุนกิจการห้างค้าปลีกขนาดใหญ่ ทำลายอาชีพโชห่วยของคนไทยโดยสิ้นเชิง เปลี่ยนวิถีชีวิตการจับจ่ายใช้สอยของคนไทย การปล่อยให้ธนาคารและสถาบันการเงินของชาวต่างชาติมาตั้งและดำเนินกิจการในประเทศไทย ปล่อยให้คนไทยเป็นหนี้ธนาคารและสถาบันการเงินของชาวต่างชาติโดยไม่มีการควบคุม
2.2. การเชิญชวนนักลงทุนชาวต่างชาติ เข้ามาลงทุนประกอบกิจการในประเทศไทย โดยให้อภิสิทธิ์ต่างๆ ทางด้านภาษี และด้านกฎหมายที่เกี่ยวข้อง แต่รัฐบาลกลับไม่มีนโยบายอย่างจริงจังที่จะส่งเสริม สนับสนุน สร้างและพัฒนาให้ผู้ประกอบการคนไทยสามารถผลิตสินค้าได้เอง คนไทยเป็นได้แค่เพียงลูกจ้าง รัฐบาลได้ภาษีเพียงบางส่วน แต่กำไรที่แท้จริงยังตกอยู่ในมือนักลงทุนชาวต่างชาติ
2.3. การปล่อยให้ราคาน้ำมัน และราคาสินค้าอุปโภคบริโภค ขึ้นราคาเพื่อประโยชน์ต่อกลุ่มทุน โดยไม่คำนึงถึงประชาชน
2.4. นโยบายและยุทธศาสตร์ภาคการเกษตร ขาดการส่งเสริมและสนับสนุนอย่างจริงจัง ทั้งๆ ที่เป็นอาชีพหลักของคนไทย แต่ในทางกลับกันกลับส่งเสริมและสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมต่างๆ เพื่อให้ชาวต่างชาติมาลงทุน
2.5. รัฐบาลพยายามสร้างนโยบายประชานิยม บริโภคนิยม และเทคโนโลยีนิยม ทำให้ประชาชนมีหนี้สินมากขึ้น ขาดความพอเพียงในการดำเนินชีวิต เงินส่วนใหญ่ตกอยู่ในมือของกลุ่มทุน
2.6. การไม่ระมัดระวังเรื่องการเงิน การคลัง และการใช้งบประมาณที่เกินตัว รัฐบาลปัจจุบันพยายามที่จะอนุมัติโครงการขนาดใหญ่ที่ใช้เงินมากโดยเร็ว โดยไม่มีความจำเป็นและไม่ผ่านกระบวนการและขั้นตอนที่ถูกต้องตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

3. นโยบายและยุทธศาสตร์ความมั่นคงทางด้านสังคมจิตวิทยา นโยบายและยุทธศาสตร์ในด้านนี้ กว้างขวางมาก ไม่ว่าจะเป็น นโยบายด้านศาสนา นโยบายด้านสาธารณสุข นโยบายด้านการศึกษา นโยบายด้านศิลปวัฒนธรรมประเพณี นโยบายด้านคุณธรรมจริยธรรม ฯลฯ ในสถานการณ์ในปัจจุบัน ความไม่มั่นคงของชาติทางด้านสังคมจิตวิทยานี้ ปรากฏให้เห็นได้ อาทิ
3.1. นโยบายด้านศาสนา ความไม่มั่นคงในด้านนี้ สังเกตได้จากความล้มเหลวจากการดำเนินนโยบายที่ผ่านมาในทุกรัฐบาล เช่น ในกรณีศาสนาพุทธ ซึ่งเป็นศาสนาประจำชาติ ประชาชนเริ่มห่างจากศาสนาพุทธ บ้าน วัด และโรงเรียน เริ่มแยกออกจากกัน บุตรหลานเริ่มเบื่อพิธีกรรมทางศาสนา ไร้ศรัทธาหลวงพ่อ เปลี่ยนจากเข้าวัดเป็นเข้าห้างสรรพสินค้า หลายคนกำลังเริ่มเสื่อมศรัทธาพระสงฆ์ผู้สืบทอด เป็นต้น
3.2. นโยบายด้านสาธารณสุข นโยบายและยุทธศาสตร์ด้านนี้ ในทัศนะผู้เขียนภาพรวมค่อนข้างที่จะประสบความสำเร็จ แต่ในบางเรื่องที่ละเอียดอ่อน อาจหลงลืมไป เช่น นโยบายเรื่องการผลิตบุคลากรทางด้านแพทย์ แพทย์ของรัฐหนีออกไปอยู่ภาคเอกชน แพทย์มีความคาดหวังเรื่องค่าตอบแทนที่สูงมากกว่าความคาดหวังที่จะเป็นแพทย์อุดมการณ์ช่วยเหลือผู้ป่วยที่ยากไร้ แพทย์ปัจจุบันไม่ใช่ผู้ที่เสียสละอีกต่อไป คนมีเงินมากเท่านั้นที่จะสามารถเข้าถึงวิธีการรักษาที่มีคุณภาพได้ ส่วนด้านนโยบายเรื่องการผลิตยา ซึ่งปรากฏให้เห็นเด่นชัดจาก บริษัทฯ ผู้ผลิตยาในต่างประเทศที่พยายามหาวิธีการควบคุมการผลิตและกำหนดราคายา โดยใช้ข้องตกลง สิทธิบัตรต่างๆ ระหว่างประเทศ ส่งผลให้คนไทยต้องใช้ยาที่แพงขึ้นโดยไม่จำเป็น ทั้งที่คนไทยมีความสามารถในการผลิตได้เอง เช่นกัน
3.3. นโยบายทางด้านการศึกษา เป้าหมายการจัดการศึกษาแห่งชาติได้กำหนดออกมาชัดเจนตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อ ปี 2547 คือ คนไทยเป็นคนดี คนเก่ง และมีความสุข หน่วยงานการศึกษาทุกระดับได้ทำการปฏิรูปการศึกษา จัดทำหลักสูตรการศึกษาใหม่เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายดังกล่าว หลังจากจัดการศึกษามาถึงขณะนี้ เกือบ 4 ปี หลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเริ่มที่จะหันหน้ามาตั้งหลักและทบทวนถึงผลสัมฤทธิ์ที่เกิดขึ้นต่อผู้เรียน ว่าการวิธีการจัดการศึกษาดังกล่าวประสบผลสำเร็จหรือไม่ แต่จากการผู้เขียนที่ได้พูดคุย และฟังบรรยาย จากผู้ทรงคุณวุฒิหลายท่าน ล้วนกล่าวไปทำนองเดียวกันว่า นโยบายการจัดศึกษาของเรา ณ ปัจจุบันเกิดความผิดพลาดและล้มเหลว โดยสังเกตได้จากพฤติกรรมของเด็ก เยาวชน นิสิต นักศึกษาของประเทศ ที่เห็นอยู่ในปัจจุบัน หากประชาชนไม่ได้รับการศึกษาที่ดีพอแล้ว อาจจะล่อแหลมต่อการสูญเสียความมั่นคงเกือบทุกด้าน เพราะคนในชาติ มีปัญญาไม่เพียงพอในการแข่งขันในโลกยุคปัจจุบัน
3.4. นโยบายทางด้านศิลปวัฒนธรรมและประเพณี กระทรวงวัฒนธรรมซึ่งเป็นเจ้าภาพหลัก ได้พยายามกำหนดนโยบาย ยุทธศาสตร์ ดำเนินโครงการต่างๆ จำนวนมาก เพื่อให้คนไทยหันมาอนุรักษ์และชื่นชอบด้านศิลปวัฒนธรรม และประเพณีไทย แต่ผลกลับปรากฏว่าการดำเนินการต่างๆ ที่ผ่านมาไม่ค่อยประสบผลสำเร็จ สังเกตได้จากตัวชี้วัดสำคัญ คือ กลุ่มเด็กและเยาวชน ยังคงมีพฤติกรรมที่ถูกครอบงำจากวัฒนธรรมและประเพณีของต่างชาติ ตั้งแต่ ทรงผม การแต่งตัว รสนิยม การพูดจา บุคลิกภาพ การบริโภคนิยม และเทคโนโลยีนิยม ซึ่งมีให้เห็นอย่างชัดเจนโดยทั่วไป
3.5. นโยบายด้านการปลูกฝังคุณธรรมและจริยธรรม นโยบายและยุทธศาสตร์ในด้านนี้ ค่อนข้างยากที่จะมองเห็นได้อย่างเป็นรูปธรรม การนำยุทธศาสตร์และโครงการต่างๆ ไปสู่การปฏิบัติไม่สามารถหาตัวชี้วัดได้อย่างแน่ชัด ข่าวสารต่างๆ ที่เราได้อ่าน ได้เห็น ในปัจจุบัน ล้วนแล้วแต่เป็นไปทางเสื่อมถอยทางคุณธรรมและจริยธรรม โดยเฉพาะตัวอย่างที่เราเห็นได้ชัด คือ พฤติกรรมของบรรดานักการเมืองและข้าราชการหลายคนที่แสดงให้เห็น

4. นโยบายและยุทธศาสตร์ความมั่นคงทางด้านการทหาร นโยบายและยุทธศาสตร์ในด้านนี้ ไม่ได้ถูกพัฒนามานานนับศตวรรษ เพราะภัยคุกคามปัจจุบันที่มีต่อประเทศไทย เป็นภัยคุกคามที่มองไม่เห็นอย่างสมัยก่อน ที่มีการรบกันด้วยกำลังทหาร อาวุธยุทโธปกรณ์และการแย่งยึดพื้นที่ เห็นเลือดและความตายกันอย่างชัดเจน เพราะเหตุนี้ รัฐบาลจึงไม่ค่อยเห็นความสำคัญมากนักที่จะจัดสรรงบประมาณให้ งบประมาณทางด้านการทหารในแต่ละปีที่ได้รับเป็นเพียงแค่การดำรงชีพ ส่วนงบประมาณด้านการพัฒนากำลังคน อาวุธยุทโธปกรณ์ มีจำนวนน้อยมาก ตอนนี้กองทัพมีหน้าที่เพียงรักษาอาวุธยุทโธปกรณ์เก่า ให้สามารถใช้งานได้ แม้ว่าบางอาวุธยุทโธปกรณ์บางชนิดจะหมดอายุการใช้งานไปนานแล้วก็ตาม การไม่ได้จัดซื้อหาอาวุธยุทโธปกรณ์ และเทคโนโลยีทางทหารที่ทันสมัยเพิ่มเติม เพื่อเป็นอำนาจกำลังรบเปรียบเทียบระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน เป็นสิ่งที่ค่อนข้างล่อแหลมต่อการรักษาอธิปไตยของประเทศชาติ นอกจากนั้น นักการเมืองก็พยายามแทรกแซงการบริหารงานบุคคลภายในกองทัพ โยกย้ายแม่ทัพนายกองต่างๆ อย่างไม่เป็นธรรม เอาพวกพ้องของตนเองขึ้นมาดำรงตำแหน่ง ก่อให้เกิดความแตกสามัคคีภายในหมู่ทหารด้วยกันเอง สถาบันทหารอ่อนแอลง นักการเมืองยังมีความพยายามที่จะใช้กองทัพเป็นฐานเสียงทางการเมืองอย่างเห็นเด่นชัด

5. นโยบายและยุทธศาสตร์ความมั่นคงทางด้านวิทยาศาสตร์ นโยบายด้านนี้ในทัศนะของผู้เขียนแล้ว ยังมองภาพไม่ชัดเจน ไม่ว่าจะอยู่ในส่วนของการจัดการศึกษา หรือว่าจะอยู่ในส่วนของการนำวิทยาศาสตร์มาใช้เพื่อพัฒนาประเทศ ยังมองไม่เห็นผลงานที่เป็นรูปธรรมเท่าใดนัก การส่งเสริมวิทยาศาสตร์เป็นไปอย่างหลวมๆ มีเพียงไม่กี่หน่วยงานที่ให้ความสำคัญอย่างจริงจัง นโยบายและยุทธศาสตร์การนำวิทยาศาสตร์มาส่งเสริมและสนับสนุน ด้านเศรษฐกิจสังคม ยังไม่เกิดขึ้น

6. นโยบายและยุทธศาสตร์ความมั่นคงทางด้านพลังงาน ประเทศไทยยังจำต้องอาศัยพลังงานจากภายนอกประเทศมาใช้ในประเทศเป็นส่วนใหญ่ แม้ว่าพลังงานที่มีในประเทศยังคงมีอยู่บ้างแต่ก็ไม่เพียงพอ แถมพลังงานในประเทศของเราก็ยังมีการจัดสัมปทานให้แก่บริษัทฯ ต่างชาติเข้ามาดำเนินการเอากำไรอีกต่อ เพราะประเทศไทยขาดเทคโนโลยีที่จะใช้ในการผลิต นโยบายด้านพลังงานโดยเฉพาะ น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ ที่ผิดพลาดอย่างเห็นได้ชัด คือ การแปรรูปการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย จากรัฐวิสาหกิจเป็นบริษัทฯ มหาชน และนำเข้าตลาดหลักทรัพย์เปิดโอกาสให้นักลงทุนเข้ามาถือหุ้น ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นในเวลานี้ สาเหตุส่วนหนึ่งเป็นเพราะนโยบายของ ปตท. ที่ต้องการจะคืนกำไรให้ผู้ถือหุ้น ในด้านพลังงานไฟฟ้า รัฐบาลเปิดโอกาสให้บริษัทฯ เอกชนเข้ามาลงทุนผลิตไฟฟ้าขายให้แก่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ในอนาคตประชาชนคนไทย มีแนวโน้มที่จะใช้ไฟฟ้าในราคาที่สูงขึ้น เพราะบริษัทฯ เอกชน ต้นน้ำที่ผลิตไฟฟ้าย่อมต้องหวังผลกำไรให้แก่ตัวเอง แล้วกว่าจะผ่านมายังการไฟฟ้าฝ่ายผลิต การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค จนถึงมือประชาชนซึ่งเป็นปลายน้ำ สรุปแล้ว เงินที่ประชาชนเสีย ก็คือ ทั้งจ่ายเป็นต้นทุนค่ากระแสไฟฟ้าบวกกับกำไรให้หน่วยงานต่างๆ ระหว่างทาง
ปัจจุบันนโยบายและยุทธศาสตร์ความมั่นคงด้านพลังงานของชาติ ค่อนข้างสุ่มเสี่ยงต่อการเข้ามากุมอำนาจของนักลงทุนชาวต่างชาติ ประกอบกับรัฐบาลไม่ส่งเสริมนโยบายและยุทธศาสตร์การจัดหาพลังงานทดแทนอย่างจริงจัง

7. นโยบายและยุทธศาสตร์ความมั่นคงทางด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ปัญหาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่นับวันจะเสื่อมโทรมลงและหมดไป นับเป็นปัญหาที่สำคัญอีกปัญหาหนึ่งที่ประเทศไทยกำลังประสบ ไม่ว่าจะเป็นการลดลงของพื้นที่ป่าไม้ การบุกรุกที่ราชพัสดุและเขตอุทยานแห่งชาติ การบุกรุกป่าชายเลน หรือแม้แต่การลดลงของพื้นที่แนวปะการังในทะเล ซึ่งสาเหตุทั้งหมดเกิดจากการกระทำที่ผิดกฎหมายของนายทุนร่วมกับนักการเมืองทั้งระดับท้องถิ่นถึงระดับชาติ ที่ร่วมกันแสวงหาผลประโยชน์ ภาคราชการที่มีหน้าที่รับผิดชอบโดยตรงขาดความสนใจดูแล ในด้านสิ่งแวดล้อม ปัญหาที่สำคัญในขณะนี้ คือ ปัญหาขยะล้นเมือง ในทุกพื้นที่ชุมชนเกือบทั่วประเทศไทย เทศบาล อบต. อบจ. หลายแห่งกำลังหาวิธีจัดการแก้ไขขยะที่มีประสิทธิภาพแต่กลับเป็นไปได้ยาก เพราะขาดความร่วมมือและการเสียสละอย่างจริงจัง ปัญหามลภาวะเป็นพิษจากการปล่อยน้ำเสีย ปล่อยก๊าซพิษต่างๆ จากภาคการเกษตรและอุตสาหกรรม ก็กำลังเป็นสิ่งที่โลกให้ความสนใจแก้ไข จากผลที่จะทำให้อุณหภูมิของโลกสูงขึ้น

8. นโยบายและยุทธศาสตร์ความมั่นคงทางด้านสื่อสารมวลชน การสื่อสารไปยังประชาชน ด้วยเครื่องมือสื่อสารต่างๆ ได้แก่ วิทยุ โทรทัศน์ สื่อสิ่งพิมพ์ อินเตอร์เน็ต ฯลฯ ยังถูกจำกัดโดยรัฐบาล การจัดสรรคลื่นความถี่ต่างๆ ให้แก่ประชาชนยังไม่เป็นธรรมและทั่วถึงตามที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ คลื่นความถี่ต่างๆ ยังคงอยู่ในมือของภาครัฐ และผู้ประกอบการบางกลุ่ม รัฐบาลและนายทุนพยายามแทรกแซงสื่อสารมวลชน นำเสนอเรื่องราวที่เป็นประโยชน์ต่อตนเองและพรรคพวก มากกว่าที่จะนำเสนอเรื่องจริงให้แก่ประชาชนทราบ ผู้ประกอบการด้านสื่อสารมวลชนส่วนใหญ่เห็นแก่ผลกำไรของตนเองเป็นหลัก โดยไม่คำนึงว่า รายการต่างๆ ที่นำเสนอทางสื่อตนเองไปสู่ประชาชนนั้น เป็นการมอมเมาประชาชน ทั้งทางความคิดและวัฒนธรรม
9. นโยบายและยุทธศาสตร์ความมั่นคงทางด้านโทรคมนาคม การโทรคมนาคมในปัจจุบัน นับเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้มนุษย์สามารถติดต่อกันได้ทั่วโลกในทันทีทันใดแบบ Real Time ก่อให้เกิดผลประโยชน์มากมายในทุกด้านทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม การขนส่ง การเงิน โดยผ่านสื่อกลางสำคัญคือ คลื่นความถี่ ดาวเทียม และสายเคเบิล ปัจจุบันสัมปทานของสื่อกลางเหล่านี้ ล้วนแล้วแต่อยู่ในมือของนักลงทุนชาวต่างชาติเกือบทั้งสิ้น การแปรรูปองค์การโทรศัพท์ การแปรรูปไปรษณีย์ไทย และองค์การสื่อสารมวลชนแห่งประเทศไทย ล้วนแล้วแต่เป็นนโยบายที่สุ่มเสี่ยงต่อการสูญเสียความมั่นคงของชาติทั้งสิ้น
10. นโยบายและยุทธศาสตร์ความมั่นคงทางด้านเทคโนโลยี ประเทศไทยขาดนวัตกรรมด้านเทคโนโลยีที่เป็นของตนเอง ต้องอาศัยเทคโนโลยีของต่างชาติเป็นหลักในการดำเนินงานเกือบทุกด้าน รัฐขาดการส่งเสริมและสนับสนุนให้เกิดการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมทางด้านเทคโนโลยีอย่างจริงจัง การนำเทคโนโลยีมาใช้ในภาคการผลิต ภาคอุตสาหกรรมและภาคการเกษตร มีน้อย การไม่มีเทคโนโลยีเป็นของตนเอง ต้องอาศัยเทคโนโลยีของคนอื่น ทำให้เกิดความสุ่มเสี่ยงต่อความไม่มั่นคงในทุกทุกด้าน

การจัดการเชิงคุณภาพกับนโยบายและยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงของชาติ
การจัดการเชิงคุณภาพกับนโยบายและยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงทั้ง 10 ด้านที่กล่าวมา นับเป็นเรื่องที่สำคัญ เพราะจะทำให้นโยบายและยุทธศาสตร์ที่เขียนไว้ บรรลุตามเป้าหมายและวัตถุประสงค์
กระบวนการคุณภาพซิกซ์ ซิกม่า (Six Sigma) เป็นกระบวนการหนึ่งที่มีเป้าหมายเชิงคุณภาพ โดยมีขั้นตอนมาตรฐานในการกระบวนการหลัก คือ Define Measure Analyze Improve และ Control หรือที่เรียกย่อว่า DMAIC ซึ่งในแต่ละขั้นตอน ได้อธิบายอย่างง่ายๆ พอสรุปได้ดังนี้ (เฮเลอร์ ,2006 : 23)
Define หมายถึง การกำหนดปัญหาที่เราต้องการแก้ไขคืออะไร
Measure หมายถึง เราจะรู้ได้อย่างไรว่าประเด็นที่เราสนใจเป็นปัญหา
Analyze หมายถึง ข้อมูลที่เรามีบอกไรให้แก่เราบ้าง
Improve หมายถึง มีทางเลือกอะไรบ้างในการจัดการกับสาเหตุรากเหงาของปัญหา
Control หมายถึง เราจะรู้ได้อย่างไรว่าทางแก้ไขปัญหาที่เราเลือกนำมาปฏิบัติ จะสามารถแก้ปัญหาได้อย่างยั่งยืน
หากได้ศึกษานโยบายและยุทธศาสตร์ความมั่นคงด้านต่างๆ ดูแล้วจะพบว่า กระทรวง ทบวง กรม และหน่วยงานที่รับผิดชอบ ล้วนมีการกำหนดนโยบายและยุทธศาสตร์ในแต่ละด้านไว้แล้วทั้งสิ้น ทั้งในระดับประเทศ ระดับกลุ่มจังหวัด ระดับจังหวัด จนถึงระดับท้องถิ่น แต่ปัญหาสำคัญคือ การนำนโยบายและยุทธศาสตร์ดังกล่าวไปปฏิบัติให้เกิดผลอย่างจริงจัง หรือว่าหากนำปฏิบัติแล้ว เกิดปัญหาจะดำเนินการแก้ไขอย่างไร ซึ่งหากเรานำขั้นตอนกระบวนการคุณภาพซิกซ์ ซิกม่า มาวิเคราะห์เพื่อจัดการให้เกิดคุณภาพ อาจกระทำได้ ดังนี้

การจัดการเชิงคุณภาพกับนโยบายและยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคง โดยใช้ กระบวนการ
คุณภาพซิกซ์ ซิกม่า (Six Sigma)

การร่างนโยบายและยุทธศาสตร์ใหม่Define - กำหนดปัญหาที่แท้จริง ที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงในด้านนั้นๆ
Measure - ต้องสามารถวัดระดับของปัญหานั้น ด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์
Analyze - นำข้อมูลทั้งหมดที่ก่อให้เกิดปัญหามาทำการวิเคราะห์ หาสาเหตุรากเหงาของปัญหานั้น และค้นหาทางเลือกในการแก้ปัญหา
Improve - นำทางเลือกในการแก้ปัญหาที่ดีที่สุดมาจัดทำนโยบายและยุทธศาสตร์
Control - แปลงนโยบายและยุทธศาสตร์ให้ไปสู่การปฏิบัติ ติดตาม ควบคุมและวัดระดับของความสำเร็จอย่างต่อเนื่องด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์

การร่างนโยบายและยุทธศาสตร์ใหม่นโยบายและยุทธศาสตร์ที่ใช้แล้ว
Define - กำหนดปัญหาที่แท้จริง ที่ไม่สามารถนำนโยบายและยุทธศาสตร์ไปสู่การปฏิบัติได้ตามที่เขียนไว้Measure - ต้องสามารถวัดระดับของปัญหานั้น ด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์
Analyze - นำข้อมูลทั้งหมดที่ก่อให้เกิดปัญหามาทำการวิเคราะห์ หาสาเหตุรากเหงาของปัญหานั้น และค้นหาทางเลือกในการแก้ปัญหา
Improve - นำทางเลือกในการแก้ปัญหาที่ดีที่สุดไปปฏิบัติ
Control - ติดตาม ควบคุมและวัดระดับของความสำเร็จอย่างต่อเนื่องด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์

ในการจัดการเชิงคุณภาพกับนโยบายและยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคง โดยใช้ กระบวนการคุณภาพซิกซ์ ซิกม่า (Six Sigma) ในแต่ละขั้นตอนนั้น ยังมีรายละเอียดขั้นตอนย่อยอีกหลายประการ รวมทั้งเครื่องมืออีกหลายชนิดที่สามารถนำมาใช้ในจัดการคุณภาพได้ ซึ่งผู้เขียนจะได้กล่าวให้ทราบในโอกาสต่อไป.


อ้างอิง
เฮเลอร์, โรวแลนด์. (2006). การจัดการกระบวนการตามหลัก Six Sigma. (ไพโรจน์ บาลัน. ผู้แปล) .
กรุงเทพฯ : อี.ไอ.สแควร์ พับลิซซิ่ง.