แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ วิทยาศาสตร์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ วิทยาศาสตร์ แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2553

Doomsday Clock เหลืออีก 6 นาทีสิ้นโลก


นาฬิกาโลกาวินาศ (Doomsday Clock) เป็นสัญญลักษณ์ที่นักวิทยาศาสตร์ชั้นนำของโลก ได้สร้างขึ้นแสดงถึงระยะเวลาที่เหลือก่อนจะถึงวันสิ้นโลก โดยกำหนดเวลาเที่ยงคืนเป็นเวลาที่โลกอวสาน

"นาฬิกาโลกาวินาศ” ออกสู่สายตาชาวโลกตั้งแต่ปี 2490 หลังจากประเทศสหรัฐอเมริกา ทิ้งระเบิดปรมาณูทำลายญี่ปุ่น ซึ่งเป็นแนวคิดของกลุ่มนักฟิสิกส์ในโครงการแมนฮันตัน (Manhattan Project) สหรัฐฯ ที่พัฒนาอาวุธล้างโลกขึ้น จากนั้นพวกเขาได้เตือนให้ทำลายอาวุธนิวเคลียร์ก่อนที่จะสาย แรกเริ่มตั้งเวลาห่างจากเที่ยงคืนออกไป 7 นาที โดยกำหนดให้ 12.00 น. (เที่ยงคืน) เป็นช่วงเวลาโลกล่มสลาย หรือ “ดูมส์เดย์” ที่โลกจะถูกทำลายหมดไม่มีผู้คนหลงเหลือ โดยมีวารสารบีเอเอสที่พวกเขาก่อตั้งขึ้นรับหน้าที่เป็นเจ้าภาพพิจารณาการขยับของเข็มนาฬิกามากว่า 60 ปี

วันที่ 17 ม.ค.2550 ลดลง 2 นาที
วันที่ 17 ม.ค.2550 "นาฬิกาโลกาวินาศ" (Doomsday Clock) ถูกขยับให้เข้าใกล้เที่ยงคืนไปอีก 2 นาที จากเดิม 11.53 น. มาอยู่ที่เวลา 11.55 น. เป็นการส่งสัญญาณเชิงสัญลักษณ์ว่า โลกเขยิบเข้าใกล้สู่กาลอวสานมากขึ้น ปัจจัยสำคัญ 2 ข้อที่ทำให้คณะกรรมการวารสารตัดสินใจหดเวลาชีวิตของโลกเข้าไป 2 นาทีในครั้งนี้ก็เพราะวิกฤติอาวุธนิวเคลียร์ที่เป็นปัญหากระจายอยู่หลายประเทศ และปัญหาสถานการณ์โลกร้อนที่นับวันจะทวีความรุนแรงอย่างรั้งไม่อยู่

ลอว์เรนซ์ เคราซ์ (Lawrence Krauss) แห่งภาควิชาฟิสิกส์และดาราศาสตร์ มหาวิทยาลัยเคสเวสเทิร์น รีเสิร์ฟ (Case Western Reserve University, Cleveland) สหรัฐฯ หนึ่งในคณะกรรมการ กล่าวว่า เป็นภาระหน้าที่อันหลีกเลี่ยงไม่ได้ของนักวิทยาศาสตร์ที่จะต้องออกมาเตือนผู้นำชาติสำคัญของโลกถึงหายนะภัยที่กำลังคืบคลานเข้ามาคุกคามมนุษยชาติมากขึ้นทุกที

วิกฤติการณ์นิวเคลียร์ที่ไม่มีใครยอมใครรุ่งอรุณแห่ง ”นิวเคลียร์ยุคที่สอง” กำลังส่องสว่าง คือ เหตุผลสำคัญในการปรับนาฬิกา เพราะหลายประเทศต่างกำลังพัฒนาเทคโนโลยีนิวเคลียร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งปีที่แล้ว คณะกรรมการได้ระบุชื่อบางประเทศ เช่น เกาหลีเหนือที่ทดลองนิวเคลียร์ในเดือนตุลาคม, การลักลอบนำเข้าเทคโนโลยีนิวเคลียร์ของนักวิทยาศาสตร์ปากีสถานี และพิธีทางการทูตที่ล้มเหลวในการเจรจาห้ามมิให้อิหร่านครอบครองนิวเคลียร์ ซึ่งเหล่านี้ส่งผลให้อัตราการเติบโตของ “อาวุธนิวเคลียร์” เพิ่มขึ้นและกระจายไปทั่วโลก

นอกจากนี้ คณะกรรมการยังกล่าวถึงการสะสมนิวเคลียร์ของชาติยักษ์ใหญ่อย่างสหรัฐฯ และรัสเซีย ซึ่งทั้ง 2 ประเทศนี้มีหัวรบพร้อมใช้มากกว่า 26,000 หัวรบเก็บไว้ รวมถึงการเพิ่มสมรรถนะยูเรเนียมและพลูโตเนียม และข้อเสนอให้มีการทำลายนิวเคลียร์ทั่วโลกล้วนได้รับการปฏิเสธ ส่งผลให้เกิดความขัดแย้งในระดับภูมิภาค

มาร์ติน รีส (Martin Rees) นักดาราศาสตร์ มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ อังกฤษ (Cambridge University, UK) ก็ระบุว่า ไม่มีโอกาสใดที่ดีกว่านี้แล้วในการลดปริมาณนิวเคลียร์และจะช่วยลดความขัดแย้งในระดับภูมิภาคได้อีกด้วย

เพิ่มประเด็นใหม่ “อากาศวิปริต” ทำลายชีวิตส่วน “อากาศผันผวน” เป็นประเด็นที่ 2 ที่คณะกรรมการยกขึ้นมาพิจารณาปรับเวลา และนับเป็นครั้งแรกที่มีประเด็นสิ่งแวดล้อมมาเกี่ยวข้อง ซึ่งเคนน็ตต์ เบเนดิกต์ (Kennette Benedict) ประธานคณะกรรมการวารสารเปิดใจว่า เมื่อเขามองนาฬิกาโลกาวินาศ ทำให้ตระหนักว่ายังต้องมีเทคโนโลยีและแนวคิดอื่นๆ นอกเหนือจากนิวเคลียร์เข้ามาประกอบกันทำให้โลกย่ำแย่ จากนั้นจึงพิจาณาองค์ประกอบอื่นๆ อาทิ เทคโนโลยีที่ทำให้เกิดมลพิษ การเติบโตของนาโนเทคโนโลยี ความก้าวหน้าทางด้านพันธุกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพ และการก่อการร้ายด้วยอาวุธชีวภาพ ทว่าก็พิเคราะห์จนแน่ใจว่าสถานการณ์โลกร้อนนั้นอันตรายร้ายแรงพอๆ กับอาวุธนิวเคลียร์

สตีเฟน ฮอว์กิง (Stephen W. Hawking) นักฟิสิกดาราศาสตร์และนักคณิตศาสตร์คนสำคัญของโลกก็มาร่วมพีธีการขยับเข็มนาฬิกาครั้งนี้ด้วย โดยให้สัมภาษณ์ผ่านเครื่องสังเคราะห์เสียงว่า แค่วิกฤติโลกร้อนก็ทำร้ายโลกไปมากกว่าครึ่ง ยิ่งกว่าการก่อการร้าย เพราะก่อการร้ายอาจจะฆ่าผู้คนได้ทีละร้อยละพัน แต่โลกร้อนทำลายได้เป็นล้านๆ ชีวิต พวกเราควรทำสงครามกับโลกร้อน มากกว่าสงครามกับผู้ก่อการร้าย

60 ปีที่ผ่านมาขยับแล้ว 18 ครั้ง ใกล้เที่ยงคืนมากที่สุด 2 นาที

ทั้งนี้ ในช่วง 60 ปีที่ผ่านมาเข็มนาฬิกาขยับเข้า-ออกจากเที่ยงคืนมาแล้ว 18 ครั้ง โดยครั้งที่เข็มยาวของนาฬิกาสิ้นโลกได้ขยับใกล้เวลาเที่ยงคืนมากที่สุด คือ ก่อนถึงเที่ยงคืนเพียง 2 นาที ในปี 2496 ที่สหรัฐฯ และสหภาพโซเวียตต่างทดลองระเบิดไฮโดรเจนฝ่ายละครั้งห่างกันแค่ 9 เดือน และเมื่อสหภาพโซเวียตล่มสลายในปี 2534 นาฬิกาก็ถอยห่างจากเที่ยงคืนออกมาถึง 17 นาที

ส่วนการขยับครั้งก่อนหน้านี้คือเมื่อ 5 ปีก่อนเข้าใกล้เที่ยงคืน 2 นาที (อยู่ที่ 11.53 น.) หลังเหตุก่อการร้าย 11 กันยายน 2544 ในสหรัฐฯ และนโยบายด้านนิวเคลียร์ของประธานาธิบดีจอร์จ บุชที่แข็งกร้าว

การตัดสินใจขยับเข็มนาฬิกาแต่ละครั้งนั้นร่วมกันพิจารณาโดยคณะกรรมการของวารสาร ซึ่งประกอบด้วยนักวิทยาศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญในระดับนโยบาย รวมถึงผู้สนับสนุนกิจกรรม อาทิ ฮอว์กิง และอาร์เธอร์ ซี คลาร์ก (Arthur C. Clarke) นักเขียนนิยายวิทยาศาสตร์ชื่อดัง

แม้ว่าแนวคิดใหม่ในการขยับเข็มนาฬิกาจะมีเรื่องโลกร้อนเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย แต่ประเด็นทางด้าน “นิวเคลียร์” ซึ่งเป็นเจตนารมณ์ดั้งเดิมทีต้องการให้นาฬิกาเรือนนี้เป็นสัญลักษณ์ความขัดแย้งในการสะสมและแพร่กระจายอาวุธนิวเคลียร์ ทางคณะกรรมการก็ยังให้ความสำคัญมากกว่า เพราะถือว่ายังไม่มีเหตุการณ์ใดเลวร้ายเท่ากับการทิ้งระเบิดปรมาณูที่ฮิโรชิมาและนางาซากิ

คำตัดสินในการปรับนาฬิกาให้เข้าใกล้เวลาโลกแตกนั้นบรรดานักวิทยาศาสตร์ต่างระบุว่า ไม่ใช่เรื่องที่น่าประหลาดใจเท่าใดนัก เพราะปี 2549 ที่ผ่านมานับเป็นปีที่เลวร้ายที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในความพยายามยุติการกระจายของระเบิดนิวเคลียร์ โดยหวังว่าการขยับนาฬิกาเข้าใกล้จุดหายนะนี้ จะกระตุ้นผู้คนให้หันมาสนใจแก้ปัญหาวิกฤติที่เราและโลกกำลังเผชิญอยู่

ล่าสุด"นาฬิกาโลกาวินาศ" ถูกปรับให้เหลืออีก 6 นาทีสู่วันสิ้นโลกนักวิทยาศาสตร์ร่วมแถลงปรับ "นาฬิกาวันสิ้นโลก" ให้เหลืออีก 6 นาทีจะถึงเที่ยงคืนอันเป็นเส้นตายแห่งหายนะ พร้อมทั้งแสดงความหวังว่า จะเกิดการพัฒนาในการแก้ปัญหาอาวุธนิวเคลียร์และโลกร้อน

"นาฬิกาโลกาวินาศ" (Doomsday Clock) ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งการทำลายล้างของเหล่ามนุษย์ ได้ถูกปรับอยู๋ในตำแหน่งที่ 23.54 น. เพื่อแสดงให้เห็นว่าเหลือเวลาอีกเพียงแค่ 6 นาทีก็จะถึงเที่ยงคืน ซึ่งเที่ยงคืนตรงหมายถึง "การทำลายอันมีผลหายนะใหญ่หลวง"

คณะกรรมการวารสารวิทยาศาสตร์นิวเคลียร์ "เดอะบูลเละทิน" (Bulletin of Atomic Scientists : BAS) ซึ่งเป็นที่ยอมรับอย่างยิ่งในวงการ เป็นผู้ดูแลนาฬิกาวันสิ้นโลกนี้ ได้ตัดสินใจลดระยะเวลาอยู่รอดของโลกให้สั้นลง ก็เพื่อต้องการกระตุ้นให้เหล่าผู้นำโลก ลดการสะสมอาวุธนิวเคลียร์ และให้ความร่วมมือในการแก้ปัญหาภาวะภูมิอากาศผันผวน

คณะกรรมการเหล่านี้ ประกอบไปด้วย ผู้ได้รับรางวัลโนเบลจำนวน 19 คน ต่างร่วมกันแถลงเมื่อค่ำวันที่ 14 ม.ค.2553 พร้อมกับการปรับนาฬิกาว่า อาวุธนิวเคลียร์ไม่ใช่สิ่งที่เป็นประโยชน์ในการต่อสู้ และไม่ใช่สิ่งที่ควรทำมาใช้เพื่อการทำลายล้าง เพราะไม่มีประสิทธิภาพในการชำระล้างผู้ใด นอกจากนี้ คณะกรรมการยังชี้ว่า ปัญหาโลกร้อนนั้นคุกคามยิ่งใหญ่กว่าปัญหานิวเคลียร์ในปัจจุบั


วันอังคารที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2551

ธีออส ดาวเทียมสำรวจทรัพยากรดวงแรกของไทย

วันนี้ ผมได้เข้าไปยังเว็บไซต์ของสำนักพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) ได้อ่านข้อมูลเกี่ยวกับ ธีออส(THEOS) ซึ่งเป็นดาวเทียมสำรวจทรัพยากรดวงแรกของประเทศไทย ถูกส่งขึ้นสู่อวกาศ เมื่อวันที่ 1 ต.ค.2551 ที่ผ่านมา ผมเห็นว่าเรื่องของ ธีออส นี้น่าสนใจ จึงได้คัดลอกบทความและรูปภาพที่อยู่ในเว็บไซต์นั้น มาบันทึกไว้ เพื่อที่จะได้ช่วยเผยแพร่ความรู้ได้อีกทางหนึ่ง ซึ่งรายละเอียดเกี่ยวกับ ธีออส มีดังนี้






ธีออส (THEOS) ดาวเทียมสำรวจทรัพยากรดวงแรกของไทยได้ทะยานขึ้นสู่อวกาศ ใน วันพุธที่ 1 ตุลาคม พ.ศ.2551 เวลาในประเทศไทย 13:37:16 น. (เวลาในประเทศไทย) หรือ 6:37:16 น. ตามเวลามาตรฐานสากล (UTC) โดยจรวดนำส่ง "เนปเปอร์" (Dnepr) ของบริษัท ISC Kosmotras จากฐานส่งจรวดเมืองยาสนี (Yasny) ประเทศรัสเซีย

ดร.ดาราศรี ดาวเรือง รองผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ ซึ่งได้เดินทางไปพร้อมกับผู้บริหารของ สทอภ. เพื่อร่วมกิจกรรมการส่งดาวเทียม THEOS ขึ้นสู่วงโคจร (THEOS Launch Event) รายงานสดทางโทรศัพท์จากเมืองยาสนี มายังสถานีควบคุมและรับสัญญาณดาวเทียม THEOS ที่อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี เมื่อเวลาในประเทศไทย 13:37 น. ณ ฐานส่งจรวดเมืองยาสนี ประเทศรัสเซีย จรวดเนปเปอร์ (Dnepr) พร้อมด้วยดาวเทียมสำรวจทรัพยากรดวงแรกของไทยได้ทะยานขึ้น (Lift-off) สู่ท้องฟ้าจากไซโลด้วยแรงขับเคลื่อนของจรวดท่อนที่ 1 ไปทางทิศใต้ตามแนวขั้วโลกมีมุมเอียงไปทางตะวันตก 8.9 องศา
จรวดท่อนที่ 1 ขับเคลื่อนจากพื้นดินเป็นเวลา 110 วินาทีขึ้นไปที่ระดับสูง 60 กิโลเมตร แล้วแยกตัวออกและตกลงสู่พื้นโลกที่ประเทศคาซัคสถาน ต่อจากนั้น
จรวดท่อนที่ 2 ขับเคลื่อนและนำดาวเทียมขึ้นต่อไปอีกเป็นเวลา 180 วินาที ได้ระดับความสูง 300 กิโลเมตร หรือเมื่อผ่านไป 290 วินาทีจาก Lift-off แล้วจรวดท่อนที่ 2 แยกตัวและตกลงในมหาสมุทรอินเดีย
จรวดส่วนสุดท้าย (Upper Stage) พร้อมดาวเทียม วิ่งต่อไปตามวิถีการส่งจนถึงระดับความสูง 690 กิโลเมตร ดาวเทียมแยกตัวออกมาโคจรเป็นอิสระจากจรวดส่วนสุดท้าย ที่เวลาในประเทศไทย 15:09 น. สถานีควบคุมและรับสัญญาณดาวเทียมที่เมืองคิรูนา (Kiruna) ประเทศสวีเดน จะเป็นสถานีแรกที่ติดต่อกับดาวเทียมได้ (First Contact) ต่อจากนั้นดาวเทียมโคจรผ่านประเทศไทยครั้งแรก ณ เวลา 21:16 น. ซึ่งสถานีควบคุมและรับสัญญาณดาวเทียม THEOS อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี เริ่มปฏิบัติการควบคุมการโคจรดาวเทียมและตรวจสอบการทำงานต่างๆ เพื่อให้ดาวเทียม THEOS มีความสมบูรณ์พร้อมใช้งาน อันเป็นงานและภารกิจหลักในการให้บริการข้อมูลดาวเทียมแก่หน่วยงานทั้งในและต่างประเทศ



ดาวเทียม THEOS (THailand Earth Observation Satellite) มีคุณลักษณะและความสามารถดังนี้ สามารถนำภาพจากดาวเทียมไปใช้ประโยชน์ในการบริหารจัดการหลายด้านเพื่อพัฒนาประเทศ ดาวเทียม THEOS เป็นดวงแรกของภูมิภาคอาเซียน อันจะเป็นการเปลี่ยนบทบาทของประเทศไทยในเวทีอวกาศโลก จากการสั่งซื้อภาพจากดาวเทียมของต่างประเทศ มาเป็นเจ้าของดาวเทียมสำรวจทรัพยากรที่สามารถควบคุมและสั่งถ่ายภาพ ตลอดจนให้บริการข้อมูลดาวเทียม THEOS แก่ผู้ใช้ทั่วโลกอีกด้วย ทั้งนี้ โดยมีสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) : สทอภ. กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นหน่วยงานดำเนินโครงการดาวเทียม THEOS และ บริษัท อีเอดีเอส แอสเตรียม (EADS Astrium) ประเทศฝรั่งเศสเป็นผู้สร้างดาวเทียม ซึ่งได้ลงนามในสัญญาการดำเนินโครงการดาวเทียม THEOS ภายใต้ความร่วมมือด้านเทคโนโลยีอวกาศระหว่างรัฐบาลไทยและรัฐบาลฝรั่งเศส เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ.2547


ดาวเทียม THEOS มีน้ำหนัก 750 กิโลกรัม ถ่ายภาพโดยใช้แหล่งพลังงานจากดวงอาทิตย์ มีวงโคจรสัมพันธ์กับดวงอาทิตย์ (Sun-synchronous) สูงจากพื้นโลก 822 กิโลเมตร โดยจะถ่ายภาพในเวลาประมาณ 10.45 น. ตามเวลาท้องถิ่น ใช้ระยะเวลาในการโคจรรอบโลก (Period) 101.46 นาทีต่อรอบ ใช้เวลาสร้าง 3 ปี และออกแบบให้มีอายุการใช้งานไม่น้อยกว่า 5 ปี ดาวเทียม THEOS มีกล้องถ่ายภาพ 2 กล้อง คือ กล้องถ่ายภาพขาวดำรายละเอียดสูง ( Panchromatic telescope) มีรายละเอียดภาพ 2 เมตร ความกว้างแนวถ่ายภาพ ( Swath width) 22 กิโลเมตร สามารถถ่ายภาพได้รอบโลกภายในเวลา 130 วัน ส่วนกล้องถ่ายภาพสี (Multispectral camera) มีรายละเอียดภาพ 15 เมตร ความกว้างแนวถ่ายภาพ 90 กิโลเมตร สามารถถ่ายภาพได้รอบโลกภายใน 35 วัน นอกจากนี้ ดาวเทียมยังสามารถปรับเอียงเพื่อถ่ายภาพซ้ำตรงตำแหน่งเดิมได้ทุก 1-5 วัน ดาวเทียม THEOS มีหน่วยความจำอยู่บนดาวเทียม จึงทำให้สามารถเก็บข้อมูลได้ทั่วโลก
ประเทศไทยได้รับประโยชน์จากดาวเทียม THEOS หลายด้าน นับตั้งแต่การวางรากฐานการพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและสร้างองค์ความรู้ การพัฒนาบุคลากรของไทยให้มีศักยภาพด้านเทคโนโลยีอวกาศ และการมีดาวเทียมของตนเองสามารถนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์ และสร้างการเรียนรู้และองค์ความรู้ด้านภูมิสารสนเทศเพื่อ การพัฒนาประเทศ ตลอดจนให้บริการข้อมูลแก่ผู้ใช้ทั่วโลก รวมทั้งข้อมูลดาวเทียม THEOS จะเป็นเครื่องมือใหม่ในการบริหารจัดการทรัพยากรในด้านต่าง ๆ เพื่อพัฒนาประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพและทันต่อเหตุการณ์ ทั้งด้านการเกษตร, การเพาะเลี้ยงชายฝั่ง, การตรวจสอบมลพิษทางทะเล เช่นการหาคราบน้ำมันที่เรือเดินทะเลปล่อยทิ้งไว้, การใช้ประโยชน์ที่ดิน, การวางแผนการสร้างเขื่อน, การทำแผนที่, การวางผังเมือง, ป่าไม้, ความมั่นคง, การเก็บภาษี, อุทกภัย, การสำรวจหาพื้นที่ที่เกิดไฟป่า และการสำรวจหาพื้นที่ที่เกิดภัยแล้ง ตลอดจนการสร้างธุรกิจใหม่แก่ภาคเอกชนในการสร้างมูลค่าเพิ่ม และการบริการใหม่ให้แก่หน่วยงานในภาครัฐ ภาคเอกชนทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมถึงระดับภูมิภาค ทั้งนี้เพราะดาวเทียม THEOS เป็นดาวเทียมสำรวจทรัพยากรดวงแรกในกลุ่มประเทศอาเซียน และสามารถใช้ประโยชน์ได้ทั่วโลก


THEOS ดาวเทียมสำรวจทรัพยากรดวงแรกของไทย นับเป็นความภาคภูมิใจของคนไทยในอันที่จะมีการพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศ ทำให้บุคลากรไทยมีความรู้ความสามารถและถ่ายทอดเทคโนโลยีอวกาศ เพื่อเป็นพื้นฐานและสร้างความต่อเนื่องในการพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศของไทย อีกทั้งยัง เป็นการเพิ่มบทบาทของไทยในเวทีอวกาศโลก จากการสั่งซื้อภาพจากดาวเทียมมาเป็นเจ้าของดาวเทียมที่สามารถควบคุมและสั่งถ่ายภาพ ตลอดจนให้บริการข้อมูลดาวเทียมแก่ผู้ใช้ในประเทศ ซึ่งสามารถนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์ในด้านต่างๆ ได้แก่ ป่าไม้, การเกษตร, การทำแผนที่, ผังเมือง, การจัดการแหล่งน้ำ, ความมั่นคง และภัยพิบัติ นอกจากนี้ ยังให้บริการข้อมูลดาวเทียม THEOS แก่ผู้ใช้ทั่วโลก ตลอดจน เป็นการพัฒนาศักยภาพของบุคลากรในการพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศของประเทศไทย





อ้างอิง : http://www.gistda.or.th/Gistda/HtmlGistda/Html/ThIndexMain.html