แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สุขภาพ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สุขภาพ แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2553

นั่งทำงานก็บริหารได้

วันนี้ ผมเผอิญได้อ่าน "คู่มือการดูแลส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุ"  ของคุณน้าผม จัดทำโดย กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ได้พบกับ "วิธีการฝึกบริหารศีรษะตามวิธีของ คอว์ธอร์น"  พออ่านไปแล้ว ผมคิดว่าคนทำงานอย่างเราๆ (ที่ยังไม่สูงอายุ) ก็ฝึกได้ ทำได้ทุกที่ทุกเวลา ถ้าอยากจะทำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาที่รู้สึกเครียดกับงาน ลองทำดูนะครับ


การบริหารตา


มองขึ้น แล้วมองลง เริ่มต้นทำช้าๆ แล้วค่อยๆ ทำเร็วขึ้น 20 ครั้ง 

มองจากด้านหนึ่งไปยังอีกด้านหนึ่ง
เริ่มต้นทำช้าๆ แล้วค่อยๆ ทำเร็วขึ้น 20 ครั้ง

จ้องมองนิ้วมือ ขณะที่เหยียดแขนไปข้างหน้าสุดแขน
แล้วเลื่อนกลับมาที่เดิม ทำ 20 ครั้ง

การบริหารศีรษะ

ก้มศีรษะไปข้างหน้า แล้วแหงนไปข้างหลัง
ทำขณะลืมตา เริ่มต้นทำช้าๆ แล้วค่อยๆ ทำเร็วขึ้น 20 ครั้ง
หันศีรษะจากด้านหนึ่ง ไปยังอีกด้านหนึ่ง
เริ่มต้นทำช้าๆ แล้วค่อยทำเร็วขึ้น 20 ครั้ง

การนั่ง

ขณะนั่งให้ยกไหล่ขึ้นลง 20 ครั้ง
หันไหล่ไปทางขวา แล้วหันไปทางซ้าย ทำ 20 ครั้ง
ก้มตัวไปข้างหน้าแล้วหยิบของจากพื้น
แล้วกลับนั่งตรง ทำ 20 ครั้ง

การยืน

เปลี่ยนจากท่านั่งเป็นยืน แล้วกลับนั่งลงอีก
ขณะลืมตา ทำ 20 ครั้ง

การเคลื่อนไหว

โยนลูกบอลยางเล็กๆ จากมือหนึ่งไปอีกมือหนึ่ง
ให้สูงดหนือระดับตา ทำ 10 ครั้ง

เดินขึ้นลงบันได
ขณะลืมตา 10 ครั้ง ขณะหลับตา 10 ครั้ง
เดินขึ้นและลงตามทางลาด
ขณะลืมตา 10 ครั้ง ขณะหลับตา 10 ครั้ง


ประโยชน์ของการฝึกบริหารศีรษะตามวิธีของคอว์ธอร์น
  1. เพื่อให้เกิดการผ่อนคลายของกล้ามเนื้อคอและไหล่ และป้องกันการเกร็งตัวของกล้ามเนื้อที่มักใช้ในการเคลื่อนไหวช่วยให้การไหลเวียนของกระแสโลหิตไปสมองดีขึ้น
  2. เป็นการฝึกการเคลื่อนไหวของลูกตาและศีรษะให้เป็นไปอย่างอิสระ
  3. เป็นการฝึกให้เกิดการสมดุลของการทรงตัวในการใช้ตาและกล้ามเนื้อส่วนอื่นๆ ตามสถานการณ์หรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นประจำวัน
  4. เป็นการฝึกให้เกิดความเคยชินกับการเคลื่อนไหวตามธรรมชาติ ทั้งในเวลากลางวันและกลางคืน
  5. เป็นการสร้างความมั่นใจให้เกิดขึ้นกับตัวเองอย่างง่ายๆ จากการฝึกเคลื่อนไหวตามธรรมชาติ
ที่มา :
สำนักส่งเสริมสุขภาพ. (2548). คู่มือดูแลส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุ. กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข : องค์การรับส่งสินค้าและพัสดุภัณฑ์ (ร.ส.พ.). (หน้า 20-24) 

วันพุธที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2553

77 เคล็ดลับการเพิ่มการเดิน 2,000 ก้าว

ผมได้อ่านหนังสือเล่มหนึ่งของ กองออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข เรื่อง "77 เคล็ดลับกับการเพิ่ม 2,000 ก้าว" เห็นว่าเป็นเรื่องที่ดี หากลองปฏิบัติตาม ก็จะสามารถเปลี่ยนนิสัยของคนไทยให้หันมารักการเดินกันมากยิ่งขึ้น (ในประเทศที่เขาพัฒนาแล้ว จะเห็นว่าประชาชนส่วนใหญ่ของเขาจะชอบการเดิน) เพราะปัจจุบันนี้ คนไทยมักไม่ค่อยชอบเดิน ชอบใช้แต่ยานพาหนะ ซึ่งก่อให้เกิดความสิ้นเปลืองมากมายตามมา


ความนำการเดินมากขึ้น 2,000 ก้าวจากปกติ และลดอาหาร 100 แคลอรี่ต่อวัน สามารถควบคุมน้ำหนักไม่ให้เพิ่มขึ้นได้ การเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อยในกิจวัตรประจำวันจะช่วยเพิ่มการเดินอีก 2,000 ก้าว หรือเพิ่มระยะเวลาการเดินอย่างน้อย 10 นาทีในแต่ละครั้ง ท่านสามารถเพิ่มการเดินที่บ้าน ที่ทำงาน และช่วงเวลาว่าง จาก 77 เคล็ดลับต่อไปนี้ ให้ท่านเลือกเคล็ดลับที่ท่านชอบหลายๆ ประการในแต่ละวัน จะช่วยให้ท่านบรรลุเป้าหมายที่ต้องการ
ที่บ้าน
  1. เดินรอบบ้านหรือรอบหมู่บ้าน
  2. เดินเลยร้านขายของชำแล้ววกกลับมาซื้อของ
  3. ไปโรงเรียนที่อยู่ใกล้แล้วเดินในลู่วิ่งรอบสนาม 4 รอบเท่ากับประมาณ 2,000 ก้าว
  4. เดินขึ้น-ลงบันไดหลายๆ เที่ยว เพื่อทำงานบ้าน
  5. จอดรถไกลจากร้านอาหารหรือธนาคารเล็กน้อยแล้วเดินต่อ
  6. ระหว่างรอพบแพทย์หาโอกาสเดินไปมา
  7. ฟังเพลงขณะกำลังเดิน
  8. ชวนเพื่อนหรือสมาชิกในครอบครัวมาเดินด้วยกัน
  9. เดินไปส่งลูกที่โรงเรียน
  10. พาสุนัขไปเดินเล่น
  11. จัดตั้งชมรมเดินในชุมชนของท่าน
  12. เดินไปทำธุระที่ร้านค้า ไปรษณีย์ใกล้บ้าน
  13. พูดคุยกับครอบครัวระหว่างการเดินหลังอาหารเย็น
  14. เดินไปวัด โบสถ์หรือมัสยิด
  15. เดินรอบบ้านขณะคุยโทรศัพท์
  16. หาโอกาสเดินไปดูพระอาทิตย์ขึ้น
  17. เดินไปเยี่ยมเยี่ยนเพื่อนบ้าน
  18. พยายามเดินให้ได้ระยะทางไกลๆ
  19. จดบันทึกจำนวนก้าวและความรู้สึกดีๆ จากการเดิน
  20. เดินบนเครื่องสายพานในวันที่ฝนตก หรือข้างนอกมืดเกินไปที่จะเดิน
  21. เดินย่ำท้าวหรือเดินไปเดินมาขณะดูโทรทัศน์
  22. เข็นรถกลับไปคืนร้านค้า หลังจากท่านเก็บของเรียบร้อย
  23. เข้าร่วมเดินการกุศล
  24. เดินก่อนถึงเวลานอน 2-3 ชั่วโมง จะช่วยให้หลับสนิท
ที่ทำงาน
  1. เดินในที่ทำงานก่อนจะเริ่มงานในตอนเช้า
  2. ลงรถประจำทาง ก่อนถึงที่หมาย 1-2 ป้าย แล้วเดินต่อไป
  3. เดินไปทำงานถ้าที่พักอาศัยอยู่ไม่ไกล
  4. เดินไปชงกาแฟจากจุดที่อยู่ไกลโต๊ะทำงานที่สุด
  5. เดินเข้าห้องน้ำที่อยู่อีกฟากหนึ่งของตึก
  6. เดินระหว่างพักการประชุม
  7. เดินเร็วๆ 10 นาทีช่วงพักกลางวัน
  8. ขึ้นลงบันไดแทนการใช้ลิฟท์และบันไดเลื่อน
  9. จอดรถไว้ไกลๆ ในที่จอดรถ
  10. ออกไปเดินสัก 4-5 นาที เพื่อคลายเครียด
  11. เดินไปร้านค้าใกล้ๆ เพื่อซื้อของ
  12. จัดตั้งชมรมเดินในที่ทำงาน
  13. ชวนเพื่อนร่วมงานไปเดินก่อนทำงานและหลังเลิกงาน
  14. เดินไปคุยกับเพื่อนร่วมงานที่โต๊ะแทนที่จะโทรศัพท์หรือส่งอีเมล์
  15. กระตุ้นเพื่อนร่วมงานไปร่วมเดินกับท่านช่วงเวลาพัก
  16. เดินรอบที่ทำงาน
ช่วงเวลาว่าง
  1. เดินดูสินค้าตามร้านต่างๆ ภายในศูนย์การค้า
  2. เดินดูให้รอบศูนย์การค้าก่อนตัดสินใจซื้อสินค้า
  3. เข้าร่วมกลุ่มการเดินหรือแอโรบิกในน้ำ แรงต้านของน้ำจะช่วยให้กล้ามเนื้อแข็งแรง
  4. เดินเที่ยมชมพิพิธภัณฑ์ สวนสัตว์ หรืออุทยาน
  5. เดินวนรอบๆ งานแสดงสินค้าก่อนจะตัดสินใจซื้อ
  6. เริ่มด้วยการเดินช้าๆ แล้วเพิ่มความเร็วขึ้นตามที่ต้องการ แล้วผ่อนหยุดด้วยการเดินช้าๆ ในช่วงท้ายของการเดิน
  7. ร่วมกิจกรรมเดิน/วิ่งของชุมชน
  8. ท่องธรรมชาติด้วยการเดิน
  9. หาเส้นทางการเดินใหม่ๆ เพื่อสำรวจทิวทัศน์ที่แปลกออกไป
  10. เดินท่องเที่ยวโบราณสถาน
  11. อาสาสมัครพาผู้สูงอายุเดินเที่ยว
  12. จัดวันทำความสะอาดชุมชนร่วมกัน
  13. นัดเพื่อนกินอาหารกลางวันที่ร้านที่สามารถเดินไปได้
  14. เดินหาสินค้าราคาถูก บริเวณตลาดนัดใกล้บ้าน
  15. เดินไปเที่ยวชุมชนใกล้เคียง
  16. เดินส่องกล้องชมนก
  17. เข้าร่วมกลุ่มเต้นแอโรบิก
  18. ไปเที่ยวชายทะเลและเดินไปตามชายหาด
  19. เล่นกีฬาที่ชอบ
  20. ให้รางวัลตัวเองเมื่อเดินได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้
  21. เดินรอบสนามขณะที่ลูกเล่นกีฬา
  22. เดินออกรอบตีกอล์ฟโดยไม่ใช้รถกอล์ฟ
  23. เดินไปสวนสาธารณะกับลูก
  24. ออกกำลังกายที่ชอบ
กิจกรรมอื่นๆ
  1. เต้นรำยามค่ำคืนในคลับ
  2. ล่องแพ พายเรือคายัค หรือแคนู
  3. ขี่จักรยานท่องเที่ยวหรือไปทำธุระ
  4. เล่นสเกตแถวบ้าน
  5. กายบริหาร เช่น ฝึกชี่กง ไทเก็ก ยืดเหยียดกล้ามเนื้อ
  6. รำไม้พลองป้าบุญมี
  7. เรียนมวยไทยแอโรบิก
  8. กำจัดวัชพืช พรวนดินด้วยจอบ คราด ตัดแต่งกิ่งไม้ ตัดหญ้า
  9. ว่ายน้ำในสระ
  10. ดำน้ำชมปะการัง
  11. สลับทิศทางการเดิน-เริ่มเดิน จากจุดสิ้นสุดไปหาจุดเริ่มต้นแทน
  12. เล่นเกมไล่จับ รีๆ ข้าวสาร งูกินหาง มอญซ่อนผ้า กับลูก
  13. ล้างรถด้วยตนเอง
ที่มา : กองออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข.(2552). 77 เคล็ดลับกับการเพิ่ม 2,000 ก้าว. กรุงเทพฯ : องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก.

วันอาทิตย์ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2551

วิธีการออกกำลังสมอง ป้องกันสมองเสื่อม

บทความเกี่ยวกับการออกกำลังสมองนี้ เพื่อนของผมฟอร์เวิร์ดเมล มาให้เหมือนเดิม แล้วบอกให้ช่วยเผยแพร่ต่อไปด้วย ผมจึงได้นำมาเขียนลงไว้ใน Blog เช่นเคย

สมองก็ เหมือนร่างกายที่ต้องการการออกกำลังให้แข็งแรง คล่องแคล่ว ฉับไว โดยเฉพาะเมื่อ อายุมากขึ้นยิ่งต้องให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ เพราะการทำงานของสมองเสื่อมลงจนอาจเกิดภาวะสมองเสื่อม สูญเสียความทรงจำ หรือเกิดโรคอัลไซเมอร์เซลล์สมองแข็งแรง

ในประเทศไทยพบว่าเมื่อปี 2548 มีผู้ป่วยโรคสมองเสื่อมสูงถึง 229,1000 คน และจะเพิ่มขึ้น เป็น 450,200 คนในอีก 20 ปีข้างหน้า
ดังนั้น เมื่ออายุมากขึ้น โอกาสเสี่ยงของการเกิดภาวะสมองเสื่อมยิ่งเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ การป้องกันที่ดีที่สุด คือการรักษาความดันโลหิตให้ปกติ อย่าให้มีไขมันในเลือดสูง ออกกำลังสมอง ไม่เครียด และเข้าร่วมสังคม จะช่วยกระตุ้นให้สมองทำงาน ไม่เสื่อมสภาพเร็ว
การออกกำลังสมอง หรือ "นิวโรบิกส์ เอ็กเซอร์ไซส์" (Neurobics Exercise) เป็นอีก หนึ่งทางเลือกที่จะช่วยได้
ศาสตราจารย์ แพทย์หญิงนันทิกา ทิวชาชาติ จากภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บอกเล่าถึงถึงวิธีการออกกำลังสมองว่า การออกกำลังสมองเปรียบเทียบได้กับการออกกำลังของร่างกาย ที่จะต้องเคลื่อนไหวเพื่อใช้กล้ามเนื้อหลาย ๆ ส่วนให้ทำงานเชื่อมโยงกัน ส่งผลให้ร่างกายเราแข็งแรงขึ้น ดังนั้นการออกกำลังสมองจึงเป็นเสมือนการฝึกให้สมองส่วนต่าง ๆ มีการทำงานที่ประสานสัมพันธ์ กัน ทำให้ระบบการทำงานของสมองแข็งแรงและมีพลังขึ้น เพราะเมื่อฝึกออกกำลังสมองบ่อย ๆ สมอง จะมีการหลั่งสารที่เรียกว่า นิวโรโทรฟินส์ (Neurotrophins) ที่เปรียบเหมือน "อาหารสมอง" ที่ ทำให้เซลล์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของ "เดนไดรต์" (Dendrite) ที่เชื่อมระหว่างเซลล์ประสาท ทำงานดีขึ้น จึงเป็นปัจจัยที่ทำให้เนื้อเซลล์เจริญเติบโต และ
"เมื่อเซลล์สมองส่วนใหญ่แข็งแรง ก็จะทำให้เกิด "พุทธิปัญญา" (Cognitive Function) ที่หมายถึงความจำ สมาธิ การรับรู้ ที่ทำให้เกิดพฤติกรรมการแสดงออก รวมไปถึง "การทำงานของ สมองระดับสูง" (Executive Function) คือ การคิด แก้ปัญหา การตัดสินใจ และการวางแผนที่ ดีขึ้น ทำให้การทำงานของสมองยังคงประสิทธิภาพดี แข็งแรง และชะลอความเสื่อม เรียกง่าย ๆ ว่า "สมองฟิต" เหมือนการออกกำลังให้ร่างกายนั่นแหล่ะ"
สำหรับหลักการของการออกกำลังสมอง หรือนิวโรบิกส์ เอ๊กเซอร์ไซส์ ศาสตราจารย์แพทย์หญิง นันทิกา อธิบายว่า เกิดจากการกระตุ้นให้ประสาทสัมผัสทั้ง 5 (Sensory Organs) อันได้แก่ การได้ยิน ได้มองเห็น การได้กลิ่น การลิ้มรส และการสัมผัส รวมไปถึงส่วนสำคัญส่วนที่ 6 คือ ส่วนของ "อารมณ์" (Emotional Sense) ได้ทำงานเชื่อมโยงกัน โดยใช้กิจกรรมในชีวิตประจำวันเดิมของเราเป็นตัวช่วย เพียงแต่ต้องเปลี่ยนวิธีการไปจากเดิม
"ยกตัวอย่างเช่น จากที่เคยชินกับ การใช้มือขวาซึ่งเป็นข้างที่ถนัดหยิบจับทุกอย่าง ก็เปลี่ยนมาใช้ มือซ้ายทำแทน เนื่องจากพฤติกรรมและการรับรู้ต่าง ๆ เกิดจากการทำงานประสานกันระหว่างสมองซีกซ้ายและขวา ถ้าเราใช้แต่มือข้างขวาทำทุกอย่าง สมองด้านซ้ายซึ่งบังคับมือขวาจะได้รับการกระตุ้นด้านเดียว แต่สมองส่วนขวาซึ่งบังคับมือซ้ายก็จะไม่ค่อยได้ทำงานและอาจจะเสื่อมไป ดังนั้นเมื่อเราฝึกทำ กิจกรรมต่าง ๆ ด้วยมือซ้าย ก็ช่วยให้สมองส่วนขวาได้รับการกระตุ้นและทำงานอย่างมีประสิทธิภาพขึ้น ด้วย"
การออกกำลังสมองไม่ยากอย่างที่คิด การออกกำลังสมองสามารถทำได้ด้วยตัวเองได้ มาลองทำดูกันนะคะ
ถ้าอยู่บ้าน ลองทำกิจกรรมเหล่านี้ดู
  • ปิดตาทำกิจกรรมต่าง ๆ เช่น ปิดตาอาบน้ำ ปิดตาดูทีวี เพื่อเปลี่ยนความเคยชินในการรับข้อมูล จากประสาทสัมผัสเดิม ๆ เช่น เมื่อเราปิดตาดูทีวี แทนที่จะ"มองเห็น" เราก็จะ "ฟัง" และกระตุ้น ความคิดว่า เรากำลังดูรายการอะไร หรือพิธีกรซึ่งเป็นเจ้าของเสียงนี้คือใคร
  • ปิดไฟในห้องแล้วใช้มือคลำ เพื่อกระตุ้นประสาทในส่วน "สัมผัส" เชื่อมโยงกับความจำว่าสวิตซ์ ไฟหรือสิ่งของภายในห้องอยู่ตรงไหน
  • สลับกับกิจกรรมที่เคยทำตั้งแต่ตื่นนอน จากที่เคยอาบน้ำก่อนกินข้าว ก็เปลี่ยนเป็นกินข้าวก่อนอาบ น้ำ (แต่จะแปรงฟันก่อนก็ได้) เนื่องจากสมองจะใช้พลังในการทำสิ่งใหม่ ๆ มากกว่าตอนที่ทำกิจกรรม เดิม ๆ ซึ่งเคยชิน
ระหว่างเดินทางก็ฝึกสมองได้
  • หากเปิดแอ ร์ระหว่างขับรถทุกวันก็ลองเปิดกระจกขับรถบ้าง แต่ก็ควรเลือกเส้นทางที่มีอากาศ บริสุทธิ์หน่อยนะคะ เพื่อเชื่อมโยงประสาทรับกลิ่นและเสียงภายนอกให้ทำงานประสานกันมากขึ้น
  • หากคุณต้องขับรถไปทำงานทุกวันก็ลองเปลี่ยนเส้นทางที่ใช้อยู่เดิมบ้าง อาจเป็นเส้นทางที่ใช้อยู่ เดิมบ้าง เส้นทางใหม่ที่ทราบอยู่แล้ว หรือเส้นทางทดลองขับก็ได้ เพราะทั้งวิวทิวทัศน์ กลิ่น และเสียง ของเส้นทางใหม่จะช่วยกระตุ้นทั้งสมองชั้นนอกและฮิปโปแคมปัสให้สร้าง แผนที่เส้นทางชุดใหม่ขึ้นใน สมอง
  • เปลี่ยนวิธีการเดินทางบ้าง เช่น จากที่เคยขับรถก็อาจนั่งรถเมล์หรือรถไฟฟ้ามาทำงานแทน ทำงานไปด้วย ฝึกสมองไปด้วยก็ได้
  • เปลี่ยนตำแหน่งสิ่งของบนโต๊ะทำงานโดยเฉพาะถังขยะ เพราะความเคยชินจากการรู้ว่าจะ หยิบจับอะไรตรงไหน ทำให้สมองเราทำงานน้อยลง พิสูจน์ได้จากเมื่อคุณย้ายตำแหน่งถังขยะในช่วงแรก ๆ คุณก็ยังทิ้งขยะลงที่เดิมซึ่งไม่ลงถังแล้ว นั่นเป็นเพราะสมองเคยชิน
  • พูดคุยกับเพื่อนร่วมงานใหม่หรือคนที่ไม่ค่อยคุยด้วย เพื่อเติมข้อมูลใหม่ ๆ ให้กับสมอง ทั้งการจำ ลักษณะใบหน้า เสียงพูดหรืออุปนิสัยส่วนตัวของเพื่อนร่วมงานคนนั้น
  • ชวนเพื่อนร่วมงานถกเถียง อภิปรายหรือพูดคุยในประเด็นที่ไม่เคยพูด เพื่อเปิดรับข้อมูลใหม่ ๆ
ลองฝึกดูนะคะ ค่อย ๆ ทำวันละเล็ก วันละน้อย ก็สามารถจะยืดอายุสมองของคุณให้แข็งแรงนานขึ้นค่ะ

วันพฤหัสบดีที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2551

วิธีสังเกตอาการเบื้องต้นของมะเร็งชนิดต่างๆ

วิธีการสังเกตอาการเบื้องต้นของมะเร็งชนิดต่างๆ นี้ มีเพื่อนผมได้ฟอร์เวิร์ดเมล์มาให้ และบอกว่า อย่าได้เก็บไว้ เป็นส่วนตัวโดยเด็ดขาดให้เผยแพร่ต่อไปเพื่อเป็นธรรมทาน ผมจึงได้นำมาลงไว้ใน Blog นี้ เพื่อให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของผู้ที่ส่งมาต่อไป
วิธีสังเกตอาการเบื้องต้นของมะเร็งชนิด ต่างๆ
อาการของ การเกิดมะเร็งในอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกาย
1. มะเร็งปากมดลูก อาการ มีเลือดออกจากช่องคลอดทั้ง ๆ ที่ไม่ใช่เวลารอบเดือนปก ติของคุณอาการเจ็บปวดและมีเลือดออกหลังจากมีเพศ สัมพันธ์ หากพบว่ามีสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น การตรวจโดยขูด เนื้อเยื่อจากบริเวณดังกล่าวไปตรวจด้วยกล้องจุลทรรศน์จะรู้ ได้


***ตำรานี้ห้ามซื้อขาย หรือคิดเป็นเงินค่ารักษา และขออย่าได้เก็บไว้ เป็นส่วนตัวโดยเด็ดขาด หากท่านผู้อื่นรับทราบ ด้วยใจศรัทธาและกุศลจิตของท่าน

2. มะเร็งในมดลูก อาการ มีเลือดออกหลังการมีเพศสัมพันธ์ หรือบางครั้งอาจมีความรู้สึกว่ามีก้อนเนื้อหรือมีอาการบวมในช่อง ท้อง

3. มะเร็งรังไข่ อาการ ประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอหรือการมีอาการเจ็บปวดหลังการมีเพศ สัมพันธ์ มีปัญหา เกี่ยวกับลำไส้อาการท้องอืดอาหารไม่ย่อย น้ำหนักลดและมีอาการปวดหลัง

4. มะเร็งในเม็ดเลือด (ลูคีเมีย) อาการเหนื่อยง่ายและมีอาการซีดเซียวกว่าปกติมักเกิดอาการฟกช้ำดำเขียว หรือมีเลือดออกทางผิวหนังได้ง่ายโดยไม่ทราบสาเหตุ และมักจะเกิดร่วมกับอาการ ปวด ตามข้อต่าง ๆ ทั่วร่างกายบางครั้งจะท้องอืดและเมื่อคลำดูจะพบว่ามีก้อนบวมที่ด้านซ้ายของ ช่องท้อง

5. มะเร็ง ปอด อาการ มักมีอาการไอบ่อย ๆ มีเลือดออกและมีเสมหะปนมากับน้ำลายน้ำหนักลดอย่าง ฮว บฮาบ เจ็บ หน้าอกและหายใจลำบาก หรืออาจมีอาการหอบปนอยู่ด้วยทั้ง ๆ ที่ไม่เ คยเป็นมาก่อน

6. มะเร็งตับ อาการ ปวดในช่องท้อง เบื่ออาหาร น้ำหนักลดตา และผิวเป็นสีออกเหลืองและเหลืองจัด จนเห็นได้ ชัด

7. มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ อาการ มีเลือดปนออกมากับปัสสาวะ

8. มะเร็งสมอง อาการ ปวดศีรษะนาน ๆ และมักมีอาการอื่นร่วมด้วยเช่นอาเจียนหรือการผิดปกติของการมองเห็น ตาพร่า และเห็นแสงเขียว ๆ แดง ๆ ลอยไปมาเวลาปวดศีรษะ อ่อนเพลียไม่มีแรง หรือ การเป็นลมโดยกะทันหันอวัยวะบางส่วนของร่างกายหยุดทำงาน เช่น มีอาการชาและเป็น อัมพาตชั่วคราว ควรให้ความระวังเป็นพิเศษหากคุณเคยมีประวัติการปวดหัวที่มีอาการ เหล่านี้ประกอบอยู่ด้วย

9. มะเร็งในช่องปาก อาการมีก้อนบวมอยู่ในปาก หรื อทีลิ้นเป็นเวลานานมีแผลเปื่อยที่ปากที่ไม่ได้รับการรักษา หรือเป็นแผลเรื้อรังที่เหงือกเนื่องจากการกดทับของฟันปลอมที่ใส่ไว้ประจำหรือ เป็นเวลานาน

10. มะเร็งในลำคอ อาการ เสียงแหบพร่าไปทันที มีก้อนบวมในทันที ทำให้รู้สึกว่ากลืนอาหารได้ลำ บาก หรือมีการขยายตัวของต่อมในลำคอที่โตขึ้นจนสามารถจับและรู้สึก ได้

11. มะเร็งในกระเพาะอาหาร อาการน้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็ว อาเจียนออกมาเป็นเลือด ท้องอืดหรืออาหารไม่ย่อย บ่อย รู้สึกเหมือนมีก้อนเนื้องอกในช่องท้องหรือรู้สึกตื้อ แม้เพิ่งจะรับประทานอาหารไปได้ไม่กี่คำ

12. มะเร็งทรวงอก อาการมีเลือดหรือของเหลวบางอย่างไหลออกมาจากหัวนม บวม หรือผิวเนื้อ ทรวงอกหนา ขึ้นมีก้อนบวมจนจับได้เมื่อคลำบริเวณใต้รักแร้บางครั้งอาจมีตุ่มหรือสิวเกิด ขึ้น ที่เต้านมเป็นเวลานานควรระวังเพราะผู้หญิง 9 ใน 10 คนจะมีอาการบวมของก้อนเนื้อบริเวณทรวงอกโดยไม่ทราบสาเหตุเมื่อมีอายุมากขึ้น เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนทำให้เกิดเป็นถุงน้ำใต้ผิวหนังที่เรียกว่า ซีสต ์ซึ่งควรต้องค้นหาสาเหตุของอาการบวมนั้นให้ชัดเจนเสียก่อนว่าคืออะไรกัน แน่

13. มะเร็งลำไส้ อาการ น้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็วมีอาการปวดท้องอย่างมากและระบบการย่อยผิดปกติ มีเลือดออกปนมากับอุจจาระ ซึ่ง มีวิธีสังเกตของผู้ที่มีอาการเกี่ยวกับริดสีดวงทวารอยู่แล้ว คือ ถ้าใช้กระดาษทิช ชูซับแล้วเลือดมีสีแดงสดนั่นคืออาการของริดสีดวงทวารแต่ถ้าเลือดมีสีดำคล้ำนั่น คือ อาการของโรคมะเร็งในลำไส้

14. มะเร็งต่อมน้ำเหลือง อาการมีก้อนบวมเกิดขึ้นที่ใต้รักแร้หรือใต้ขาหนีบโดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าไม่ได้ เกิดอาการติดเชื้อในบาง ส่วนของร่างกายมะเร็งผิวหนัง อาการมีแผลหรือแผลเปื่อยพุพองที่ไม่ได้รับการรักษาอยู่เป็นเวลานานตลอดจนไฝ หรือหูดที่โตขึ้นและมีการเปลี่ยนสีหรือรูปร่าง ขนาด นอกจากนี้อาการอันตรายอีกอย่างหนึ่งที่ เรียกว่าเมลาโนมา ( Melanoma ) คือ เนื้องอกที่ประกอบด้วยเซลล์ที่มีเมลานินสะสมอยู่ เช่น กระจุดด่าง หรือไฝถ้าคุณมีไฝมากกว่า 50 เม็ดทั่วร่างกายหรือมีคนในครอบครัวที่มีประวัติ

ถึงท่าน ผู้โชคดี ขอให้ท่านนำเรื่องนี้ไปบอกต่อเป็นวิทยาทาน ท่านจะโชคดีมีความสุขตลอดกาล ตำรานี้ใช้แก้โรคมะเร็ง ผู้เป็นมะเร็งจะหายโดยไม่คาดคิด สำหรับมะเร็งจะหายภาย ใน 6 วัน

วันเสาร์ที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2551

ยามหัศจรรย์

ตำรายามหัศจรรย์นี้ มีเพื่อนผมได้ส่งอีเมล์มาให้ และบอกให้ช่วยส่งต่อไปด้วย ซึ่งผมก็ไม่ได้ส่ง จึงได้นำมาไว้บน Blog แห่งนี้ เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้เป็นวิทยาทาน สำหรับทุกคนที่อ่าน ใครที่อ่านแล้วจะ COPY หรือส่งต่อไปก็ได้ แค่นี้ก็ได้บุญแล้ว โดยเฉพาะหากมีญาติพี่น้องที่เป็นแล้ว รีบส่งให้เลย นะครับ

ยามหัศจรรย์
ในหนังสือ "ยามหัศจรรย์สำหรับคุณ" ได้เขียนบรรยายสรรพคุณของพืชผักแต่ละชนิดว่ามีคุณประโยชน์ต่อการรักษาได้อย่างไร เช่น
1. ปวดหัว กินปลามากๆ ทั้งปลาทะเล ปลาน้ำจืด น้ำมันจากปลามีสรรพคุณป้องกันการปวดหัว กินพร้อม ๆ กับขิง จะช่วยบรรเทาอาการปวดหัวลง
2. แพ้ละออง เป็นแพ้ทั้งฝุ่นและเกสรดอกไม้ ให้กินโยเกิร์ต หรือนมเปรี้ยว
3. โรคหัวใจ ดื่มชาเขียว เป็นประจำ สารในชาเขียวช่วยป้องกันไม่ให้ไขมันไปจับตัวตามผนังหลอดเลือด
4. โรคนอนไม่หลับ ดื่มน้ำผึ้ง เป็นประจำ สารในน้ำผึ้งมีฤทธิ์เป็นยากล่อมประสาททำให้นอนหลับฝันดี
5. โรคหืดหอบ กินหอม ต้นหอม หรือ หัวหอม ก็ได้มีตัวยาทำให้หลอดลมปลอดโปร่ง
6. โรคไขข้ออักเสบ กินปลาเท่านั้น แก้ไขเป็นปกติได้ ได้แก่ ปลาแซลมอน ปลาทูน่า (ปลาโอ) ปลาแมคเคอเรล ปลาซาดีนส์ ( ปลากระป๋อง ) น้ำมันปลาทำให้โรคไขข้ออักเสบบรรเทาลง
7. ท้องผูก ท้องอืด ให้กินกล้วย หรือ ขิง กล้วยทำให้ไม่ท้องผูก และขิงทำให้อาการคลื่นไส้ในตอนเช้าหายไป
8. ติดเชื้อในถุงกระเพาะปัสสาวะ ให้ กินน้ำคั้นจากลูกแคนเบอรี (ไม้เมืองหนาว) กรดเข้มข้นในลูกไม้ฆ่าแบคทีเรียได้
9.โรคหงุดหงิด ฟุ้งซ่าน โดยเฉพาะเกิดในผู้หญิงสูงอายุด้วย ให้กินข้าวโพดช่วยบรรเทาอาการเครียด วิตกกังวล และความคิดสับสนได้
10.โรคกระดูกพรุน ทั้งกระดูกเปราะและแตกง่าย แก้ไขได้โดยให้กินสับปะรด ซึ่งมีสารแมงกานีสอยู่มาก ช่วยให้กระดูกแข็งแรงได้
11. ความจำเสื่อม แก้ไขโดย กินหอยนางรม หอยแครงหรือหอยอื่น ๆ ซึ่งในเนื่อหอยมีสารสังกะสีช่วยบำรุงสมองได้ดี
12. เป็นหวัด กินกระเทียม ทำให้จมูกโปร่ง สมองโล่ง กระเทียมช่วยลดไขมันในเลือดได้อีกด้วย
13. ไอ จาม กินพริกแดง สารที่นำมาทำยาแก้ไอนั้นสกัดมาจากพริกแดง
14. มะเร็งเต้านม กินข้าวสาลี รำข้าว และกะหล่ำปลีจะช่วยป้องกันได้ดี โดยเฉพาะรำข้าวกะหล่ำปลี ช่วยให้ร่างกายผลิตฮอร์โมนเพศหญิงเอสโตรเจนได้ในปริมาณที่เหมาะสม ข้อสำคัญอย่ากินไก่มาก เพราะใช้ฮอร์โมนเอสโตรเจนในการเร่งการเจริญเติบโต ช่วยให้อาการปั่นป่วนในท้องเมื่อเชื้อโรคบิดเล่นงานทุเลาลง ที่มีอยู่ในผลไม้ชนิดนี้ทำลายไขมันเลว ' คลอเลสเตอรอล ' ได้ ทำให้ระดับความดันเลือดลดลง ซึ่งมีอินซูลินทำให้น้ำตาลในเลือดสมดุลได้
15. มะเร็งปอด กินส้ม และ ผักใบเขียว มีวิตามินเอ อยู่มากจะช่วยป้องกันการก่อพิษของสารเบต้าแคโรทีน
16 แผลในกระเพาะอาหาร กินกะหล่ำปลี ซึ่งมีสารเคมีช่วยทำให้แผลเรื้อรังในกระเพาะอาหาร และลำไส้เล็กหายขาดได้
17. โรคท้องร่วง กินแอปเปิ้ลสดทั้งเปลือก
18. เส้นเลือดตีบ กินผลอโวคาโด แก้ได้เพราะไขมันดี 'โมโรอันแซตเทอเรต'
19. ความดันโลหิตสูง กินผลโอลีฟ และผักขึ้นฉ่ายพืชทั้งสองชนิดนี้มีสารเคมี
20. น้ำตาลในเลือดไม่สมดุล กินผักบร็อกโรลี่ และถั่วลิสง คุณประโยชน์ของพืชสมุนไพร

อาการของการเกิดมะเร็งในอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกาย
1. มะเร็งปากมดลูก อาการ มีเลือดออกจากช่องคลอดทั้ง ๆ ที่ไม่ใช่เวลารอบเดือนปกติของคุณ อาการเจ็บปวดและมีเลือดออกหลังจากมีเพศสัมพันธ์ หากพบว่ามีสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น การตรวจโดยขูด เนื้อเยื่อจากบริเวณดังกล่าวไปตรวจด้วยกล้องจุลทรรศน์จะรู้ได้ มีก้อนบวมในทันทีทำให้รู้สึกว่ากลืนอาหารได้ลำบากหรือมีการขยายตัวของต่อมใน ลำคอที่โตขึ้นจนสามารถจับและรู้สึกได้ อาการน้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็วอาเจียนออกมาเป็นเลือดท้องอืดหรืออาหารไม่ย่อย บ่อย รู้สึกเหมือนมีก้อนเนื้องอกในช่องท้องหรือรู้สึกตื้อ แม้เพิ่งจะรับประทานอาหารไปได้ไม่กี่คำ
2. มะเร็งในมดลูก อาการ มีเลือดออกหลังการมีเพศสัมพันธ์ หรือบางครั้งอาจมีความรู้สึกว่ามีก้อนเนื้อหรือมีอาการบวมในช่องท้อ
3. มะเร็งรังไข่ อาการ ประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอหรือการมีอาการเจ็บปวดหลังการมีเพศสัมพันธ์ มีปัญหาเกี่ยวกับลำไส้อาการท้องอืดอาหารไม่ย่อย น้ำหนักลดและมีอาการ ปวดหลัง
4. มะเร็งในเม็ดเลือด (ลูคีเมีย) อาการเหนื่อยง่ายและมีอาการซีดเซียวกว่าปกติมักเกิดอาการฟกช้ำดำเขียว หรือมีเลือดออกทางผิวหนังได้ง่ายโดยไม่ทราบสาเหตุและมักจะเกิดร่วมกับอาหารปวดตามข้อต่าง ๆ ทั่วร่างกายบางครั้งจะท้องอืดและเมื่อคลำดูจะพบว่ามีก้อนบวมที่ด้านซ้ายของช่องท้อง
5. มะเร็งปอด อาการ มักมีอาการไอบ่อย ๆ มีเลือดออกและมีเสมหะปนมากับน้ำลายน้ำหนักลดอย่างฮวบฮาบ เจ็บหน้าอกและหายใจลำบากหรืออาจมีอาการหอบปนอยู่ด้วยทั้ง ๆที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
6. มะเร็งตับ อาการ ปวดในช่องท้อง เบื่ออาหาร น้ำหนักลดตาและผิวเป็นสีออกเหลืองและเหลืองจัดจนเห็นได้ชัด
7. มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ อาการ มีเลือดปนออกมากับปัสสาวะ
8. มะเร็งสมอง อาการ ปวดศีรษะนาน ๆ และมักมีอาการอื่นร่วมด้วยเช่น อาเจียนหรือการผิดปกติของการมองเห็น ตาพร่า และเห็นแสงเขียว ๆ แดง ๆ ลอยไปมาเวลาปวดศีรษะ อ่อนเพลียไม่มีแรง หรือ การเป็นลมโดยกะทันหันอวัยวะบางส่วนของร่างกายหยุดทำงานเช่นมีอาการชาและเป็นอัมพาตชั่วคราว ควรให้ความระวังเป็นพิเศษหากคุณเคยมีประวัติการปวดหัวที่มีอาการเหล่านี้ประกอบอยู่ด้วย
9. มะเร็งในช่องปาก อาการ มีก้อนบวมอยู่ในปาก หรือทีลิ้นเป็นเวลานานมีแผลเปื่อยที่ปากที่ไม่ได้รับการรักษาหรือเป็นแผลเรื้อรังที่เหงือกเนื่องจากการกดทับของฟันปลอมที่ใส่ไว้ประจำหรือเป็นเวลานาน
10. มะเร็งในลำคอ อาการ เสียงแหบพร่าไปทันที
11. มะเร็งในกระเพาะอาหาร12. มะเร็งทรวงอก ไปที่ร้านยาจีน ซื้อหัวเตย 1 ตำลึง หัวขิง 1ตำลึง ก้อนเกลือ 3 ก้อน นำมารวมกันแล้วแช่น้ำทิ้งไว้ 1 วัน ในน้ำ 1 ชาม จากนั้นให้ดื่มจนหมดชาม สรรพคุณในการรักษา - หลังจากดื่มยานี้แล้วควรดื่มน้ำตามมาก ๆ นำส่วนที่เหลือมารับประทาน ยานี้จะขับเอาของเสียออกทางอุจจาระหรือปัสสาวะไม่ต้องตกใจ เป็นการขับของเสียออกหมดแล้วจะปกติ อาการมีเลือดหรือของเหลวบางอย่างไหลออกมาจากหัวนมบวมหรือผิวเนื้อทรวงอกหนาขึ้นมีก้อนบวมจนจับได้เมื่อคลำบริเวณใต้รักแร้ บางครั้งอาจมีตุ่มหรือสิวเกิดขึ้นที่เต้านมเป็นเวลานานควรระวังเพราะผู้หญิง 9 ใน 10 คนจะมีอาการบวมของก้อนเนื้อบริเวณทรวงอก โดยไม่ทราบสาเหตุเมื่อมีอายุมากขึ้น เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนทำให้เกิดเป็นถุงน้ำใต้ผิวหนังที่เรียกว่าซีสต์ ซึ่งควรต้องค้นหาสาเหตุของอาการบวมนั้นให้ชัดเจนเสียก่อนว่าคืออะไรกันแน่
13. มะเร็งลำไส้ อาการ น้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็วมีอาการปวดท้องอย่างมากและระบบการย่อยผิดปกติมีเลือดออกปนมากับอุจจาระ ซึ่งมีวิธีสังเกตของผู้ที่มีอาการเกี่ยวกับริดสีดวงทวารอยู่แล้วคือถ้าใช้กระดาษทิชชูซับแล้วเลือดมีสีแดงสดนั่นคือ อาการของริดสีดวงทวารแต่ถ้าเลือดมีสีดำคล้ำนั่นคือ อาการของโรคมะเร็งในลำไส้
14. มะเร็งต่อมน้ำเหลือง อาการมีก้อนบวมเกิดขึ้นที่ใต้รักแร้หรือใต้ขาหนีบโดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าไม่ได้ เกิดอาการติดเชื้อในบางส่วนของร่างกาย
15. มะเร็งผิวหนัง อาการมีแผลหรือแผลเปื่อยพุพองที่ไม่ได้รับการรักษาอยู่เป็นเวลานานตลอดจนไฝหรือหูดที่โตขึ้นและมีการเปลี่ยนสีหรือรูปร่าง ขนาด นอกจากนี้อาการอันตรายอีกอย่างหนึ่งที่ เรียกว่าเมลาโนมา (Melanoma)คือ เนื้องอกที่ประกอบด้วยเซลล์ที่มีเมลานินสะสมอยู่ เช่น กระจุดด่างหรือไฝ ถ้าคุณมีไฝมากกว่า 50 เม็ด ทั่วร่างกายหรือมีคนในครอบครัวที่มีประวัติว่าเคยเป็นโรคนี้มาก่อนคุณจะมีอัตราเสี่ยงสูงกว่าคนอื่นๆ ขอให้ท่านนำเรื่องนี้ไปบอกต่อเป็นวิทยาทาน ท่านจะโชคดีมีความสุขตลอดกาล

ตำรานี้ใช้แก้โรคมะเร็งผู้เป็นมะเร็งจะหายโดยไม่คาดคิด สำหรับมะเร็งจะหายภายใน 6 วัน วิธีรักษา (ข้อความหายไป ไม่ได้ส่งมา)

พืชผักที่กินเป็นอาหารประจำวันนั้นนอกจากจะอิ่มท้องแล้วยังมีสรรพคุณช่วยสร้างความสมดุลภายในร่างกายช่วยป้องกันและรักษาโรคภัยไข้เจ็บชนิดต่างๆได้ถ้าได้เรียนรู้ที่จะรู้จักเลือกกินให้เหมาะกับตนเอง โดยเฉพาะพืชสมุนไพรไทยนั้นนับเป็นหนึ่งในความภาคภูมิใจของคนไทยเป็นภูมิปัญ ญาชาวบ้านในท้องถิ่นอันควรปกป้องหวงแหนและอนุรักษ์ไว้ให้เป็นมรดกแก่ลูกหลาน ไทยขอให้ช่วยกันป้องกันไม่ให้ตกไปอยู่ในมือของคนต่างชาติที่จ้องฉกฉวยผลประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติของ เราไปเป็นของตนทุกวิถีทาง ดังนั้นอนุชนรุ่นหลังจึงควรที่จะได้นำมาศึกษา ค้นคว้า และคิดค้นตามแนวทางที่บรรพบุรุษของเราท่านได้วางพื้นฐานไว้ให้เพื่อนำมาใช้ ให้เป็นประโยชน์ในด้านโภชนาการของคนไทยต่อไป.

***ตำรานี้ห้ามซื้อขาย หรือคิดเป็นเงินค่ารักษา และขออย่าได้เก็บไว้เป็นส่วนตัวโดยเด็ดขาด หากท่านผู้อื่นรับทราบด้วยใจศรัทธาและกุศลจิตของท่าน ท่านและครอบครัวจะประสบแต่ความสุข ความสมหวังทุกประการ