แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ความรู้รอบตัว แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ความรู้รอบตัว แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2555

คำค้นหายอดนิยมใน Google เกี่ยวกับ "นายกปู"

ไม่ทราบว่าจะเป็นเพราะในยุคนี้เป็น  "ยุคของการส่งสาร  ที่ทุกคนสามารถทำได้ง่ายๆ ในทุกสถานที่ ทุกเวลา" หรือปล่าว ไม่ว่าจะเป็นทั้งเสียง ทั้งภาพ ล้วนไม่เป็นอุปสรรค เหตุนี้กระมัง จึงทำให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร (ชื่อเล่น ปู) นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรก และคนที่ 28 ของประเทศไทย จึงเรตติ้งกระฉูดในเจ้าพ่อเทคโนโลยีแห่งการสืบค้นอย่าง Google

การค้นหาข่าวเกี่ยวกับ  "ข่าวนายกรัฐมนตรี" ก็เป็นเรื่องปกติโดยทั่วไป ค้นเมื่อไหร่ก็พบ แต่ผมลองค้นหาด้วยคำอื่นๆ ดูบ้างว่าจะค้นพบมากน้อยแค่ไหน ลองดูผลการค้นหาด้วยคำค้นอื่นๆ ดูนะครับ 

ผลการค้นหาจาก Google (คอมพิวเตอร์ของผมเอง)
  • คำค้น "ปู ว.5"   พบประมาณ 37,400,000 รายการ  ใน  0.31 วินาที 
  • คำค้น "ปูโง่"  พบประมาณ  5,810,000 รายการ  ใน 0.39 วินาที
  • คำค้น "ปูพูดผิด" พบประมาณ  2,970,000 รายการ ใน 0.33 วินาที
  • คำค้น "ปูเอาอยู่" พบประมาณ  1,640,000 รายการ ใน 0.34 วินาที 
  • คำค้น "ปูโฟร์ซีซั่น"   พบประมาณ 732,000 รายการ ใน 0.31 วินาที 
  • คำค้น "ปูไร้สมอง"   พบประมาณ 677,000 รายการ  ใน 0.38 วินาที 
  • คำค้น "ปูไม่มีสมอง"  พบประมาณ 567,000 รายการ  ใน  0.40 วินาที
ที่ค้นมานี้เป็นตัวอย่างนะครับ อย่าถือเป็นเรื่องจริงจังอะไรมากนัก บางคำค้น อาจจะมีการค้นพบรายการเป็นจำนวนมาก เป็นเพราะคำประกอบคำค้นต่างๆ ที่อยู่รวมกัน เช่น คำค้นว่า "ปู ว.5" อาจจะพบคำว่า "ปู ว.5" จำนวนหนึ่ง พบคำว่า "ปู" จำนวนหนึ่ง พบคำว่า "ว.5" จำนวนหนึ่ง จึงรวมเป็น 37,400,000 รายการ เป็นต้น

แต่ที่แน่ๆ คือผมใช่คำว่า "ปู" ซึ่งเป็นชื่อเล่นของนายกยิ่งลักษณ์ฯ บวกกับพฤติกรรมที่เกิดขึ้นกับตัวท่านเอง จึงได้ผลการค้นหาออกมาเช่นนั้น ท่านผู้อ่านลองใช้คำค้นอื่นๆ ดูบ้างก็ได้นะครับ แล้วมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันว่าคำไหนจะยอดนิยมมากกว่ากัน

ดังนั้นใครที่ชื่อเล่นว่า "ปู" โปรดเปลี่ยนชื่อเสียก็จะดี หรือใครกำลังจะตั้งชื่อลูกใหม่ก็อย่าตั้งชื่อเล่นว่า "ปู" เลย เพราะเจ้าพ่อเทคโนโลยีแห่งการสืบค้นอย่าง Google จะบันทึกว่า "คนชื่อ "ปู "จะมีพฤติกรรมเป็นเช่นนี้ไปตลอดกาล"

******************************************
ชาติชาย  คเชนชล : 14 ก.ย.2555


ปูผัดกระเพรา

     













ตีพิมพ์ใน น.ส.พ.สู่ชนบท ปีที่ 23 ฉบับที่ 401 ประจำเดือนตุลาคม พ.ศ.2555 หน้า 3


วันจันทร์ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2555

การอ่านคนจากน้ำเสียงและการพูดจา

การอ่านคนจากน้ำเสียงและลักษณะการพูดจานี้ ผมค้นหามาจากเว็บไซต์ http://www.pattanakit.net  ซึ่งเขียนเกี่ยวกับเรื่อง วิธีการอ่านและวิเคราะห์จิตใจคน   เหตุที่ผมค้นหาเรื่องนี้ เพราะผมสังเกตว่า การพูดจา การตอบคำถาม การให้สัมภาษณ์ต่างๆ ของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ดูแล้วแปลกๆ ทั้งสีหน้า ท่าทาง แววตา การมอง น้ำเสียง การจีบปากจีบคอ การดัดเสียง บางครั้งก็มีอาการโกรธ เกี้ยวกราด หรือประหวั่นพรั่นพรึง ไม่ค่อยนิ่ง ซึ่งมีความแตกต่างจากผู้นำท่านอื่นๆ ทั่วไป  จึงเป็นแรงจูงใจทำให้ผมลองค้นคว้าเรื่องนี้ดู  บทความนี้ไม่ได้มีเจตนาจะจับผิดต่อ น.ส.ยิ่งลักษณ์ฯ แต่ที่เลือกนำท่านมาเป็นตัวอย่างเพราะท่านเป็นบุคคลสาธารณะ จึงเลือกที่จะศึกษาท่าน  เพื่อเป็นความรู้ต่อไป      


โปรดดูคลิบวีดิโอตัวอย่างก่อนอ่านบทความต่อไป






การอ่านคนจากน้ำเสียง
ระดับความดังของเสียง
  • คนเสียงดังผิดปกติ แต่มีรูปร่างเล็ก จะเป็นคนชอบใช้อิทธิพล หรืออำนาจไปควบคุมผู้อื่น  ขาดความอดทน หรือ เป็นผู้ที่มีความมั่นใจสูง
  • เสียงเบาและมีโทนเสียงต่ำ จะเป็นผู้ที่มีความสงบภายใน และมั่นใจในตัวเอง
  • ข้อสังเกตุ : จุดที่เกิดการเปลี่ยนแปลง
    • จากปกติพูดเสียงเบา ---> เปลี่ยนเป็นพูดเสียงดังผิดปกติ  มีแนวโน้มว่าช่วงนั้นอาจเกิดการตื่นเต้น
    • จากปกติพูดเสียงดัง ---> เปลี่ยนเป็นพูดเสียงเบาผิดปกติ มีแนวโน้มว่าอาจมีปัญหาในชีวิต มีความทุกข์ทางกายหรือทางใจ
จังหวะของเสียง
  • พูดเร็วมากๆ แบ่งได้ออกเป็น 2 ขั้ว
    • เป็นคนใจร้อน  มุ่งมั่น หรือ
    • Self-esteem ต่ำ จะพูดเร็วแต่ไม่ค่อยชัดถ้อยชัดคำ หรือพูดติดอ่าง  เพราะตั้งใจให้คนฟังไม่ทัน
  • พูดช้ามากๆ แบ่งตามรูปร่าง
    • ถ้าเป็นผู้ที่มีรูปร่างเล็ก อาจป่วย หรือเป็นคนที่ Negative มากจนเกิดอาการอ่อนเพลีย
    • ถ้าเป็นผู้ที่มีรูปร่างสูงใหญ่ จะเป็นคนชอบดูถูกผู้อื่น คิดว่าตัวเองเก่งกว่า และมักมีสายตาเหยียดผู้ฟัง
  • ข้อสังเกต : จุดที่เกิดการเปลี่ยนแปลง
    • จากปกติพูดช้า ---> เปลี่ยนเป็นพูดเร็ว แสดงว่ากำลังโกรธ หรือกำลังโกหก
    • จากปกติพูดเร็ว ---> เปลี่ยนเป็นพูดช้า แสดงว่ากำลังคิดหาคำพูดที่จะสื่อความหมายให้ผู้ฟังเข้าใจยิ่งขึ้น
พูดจาติดๆ ขัดๆ
  • แนวโน้มนิสัย  แบ่งได้ 2 ขั้ว คือ
    • ไม่จริงใจ พยายามหาเหตุผลต่างๆ เพื่อเข้าข้างตัวเอง
    • จริงใจ คือพยายามสรรหาคำพูดเพื่อให้ผู้ฟังเข้าใจ
  • ข้อสังเกต : ให้สังเกตจากร่างกาย
    • ท่าทางไม่นิ่ง ขาแกว่งไปมา ไม่สงบตัวสั่น แสดงว่า ไม่จริงใจ
    • ท่าทางสงบ สายตานิ่งสงบ แสดงว่า จริงใจ
น้ำเสียงที่มีการดัด หรือไม่เป็นธรรมชาติ
  • แนวโน้มลักษณะนิสัย ต้องการแสดงให้ผู้อื่นเห็นว่าตัวเองเป็นคนสำคัญ มีปัญญาความสามารถสูงกว่าคนอื่นๆ ซึ่งความจริงไม่ใช่

การอ่านคนจากลักษณะการพูดจา
วิธีการตอบคำถาม
  • นิ่ง แสดงว่า ผู้ที่ถูกกล่าวหาแล้วนิ่งให้สงสัยไว้ก่อนว่า มีส่วนในความผิดนั้นจริง
  • พูดยืดยาว แสดงว่า  จริงๆ แล้วเขาไม่รู้เรื่องนั้น
พูดจาหยาบคาย หรือชอบสาบานตลอดเวลา
  • เป็นคนที่ควบคุมตัวเองไม่ได้ หรือตื่นเต้นตกใจง่าย
  • จิตใจโหดร้าย ขอบข่มขู่ผู้อื่น
การเปลี่ยนเรื่องพูด อาจมีสาเหตุดังนี้
  • เบื่อเรื่องที่กำลังสนทนาอยู่
  • ปกปิดความจริงเกี่ยวกับเรื่องนั้น จึงไม่อยากพูด
  • ข้อสังเกต : ความเกี่ยวโยงของเรื่องที่เปลี่ยนนั้น หากไม่มีความเกี่ยวโยงกับเรื่องเดิม แสดงว่ากำลังปกปิดความจริง
คนที่เปิดเผยตัวมาก
  • แสดงว่าเขาสนใจในตัวเราจึงยอมเปิดเผยข้อมูลเยอะ หรือ
  • อาจต้องการสรางภาพ
คนที่ชอบพูดจาว่า "ลุย"
  • เป็นคนค่อนข้างก้าวร้าว

หากท่านดูคลิบวีดิโอตัวอย่างที่นำมาให้ชมข้างต้น แล้วนำมาวิเคราะห์ประกอบกับหลักการการอ่านคนจากน้ำเสียงและลักษณะการพูดจาที่เขียนมา ท่านอาจจะพอมองเห็นได้ว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศไทย เป็นคนเช่นไร? นอกจากนี้ ท่านยังสามารถใช้หลักการนี้อ่านนักการเมืองท่านอื่นๆ ได้อีกหลายท่าน เช่น ร.ต.อ.เฉลิม  อยู่บำรุง เป็นต้น 


***************************************
จุฑาคเชน : 23 ม.ค.2555  

วันพุธที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2554

ข้อแตกต่างระหว่าง อภัย: ศานติชัยในพม่า กับฝ่ามืออากง

ตามที่นายอำพล ตั้งนพคุณ หรือ "อากง" อายุ 61 ปี ถูกตัดสินจำคุก 20 ปี คดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ตามประมวลกฏหมายอาญามาตรา 112 และพ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2551 มาตรา 14 (2) และ (3) จนก่อให้เกิดการรณรงค์แคมเปญ "ฝ่ามืออากง" เพื่อให้เกิดการปล่อยตัวอากง และยกเลิกกฏหมายอาญามาตรา 112

ซึ่งแคมเปญ "ฝ่ามืออากง" นี้ ริเริ่มโดยนายปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ นักวิชาการจากสถาบันเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษาแห่งสิงคโปร์ ผ่านทางเฟซบุ๊ค โดยให้สัมภาษณ์ว่าได้แรงบันดาลมาจากงานของ  JAMES MACKAY ช่างภาพสารคดีชาวอังกฤษที่สร้างผลงานชิ้นหนึ่งในประเทศพม่าที่ชื่อว่า "ABHAYA BURMA'S FEARLESSNESS"


งานของ James Mackay
เจมส์ แมคคาย นักข่าวช่างภาพสารคดีชาวอังกฤษที่อุทิศเวลากว่า 5 ปีในการตามถ่ายภาพอดีตนักโทษการเมืองของพม่าโดยเดินทางไปทั่วพม่าและประเทศต่างๆ ทั่วโลกที่อดีตนักโทษเหล่านี้อาศัยอยู่ ซึ่งเจมส์สนใจศึกษาพระพุทธศาสนา และเรื่องอภัยมุทราซึ่งมีความหมายว่าปราศจากความกลัว  ตั้งแต่สมัยที่เขาทำวิทยานิพนธ์ที่อังกฤษ

เจมส์ แมคคาย กล่าวว่า สิ่งที่เป็นหัวใจสำคัญในผลงานชิ้นนี้ของเขา คือ
  • การเขียนชื่อนักโทษการเมือง (ที่ยังถูกคุมขังอยู่) ต้องเขียนบนมือขวาเท่านั้น ด้วยลายมือของเจมส์ฯ เอง
  • ผู้ถูกเขียนชื่อและถ่ายภาพต้องเป็นอดีตนักโทษการเมืองเท่านั้น และเจมส์ฯ จะป็นผู้ถ่ายภาพด้วยตนเองทุกภาพ   
  • เวลาถ่ายภาพมือขวาต้องอยู่ในตำแหน่งการยืนในท่าอภัยมุทรา (ซึ่งคล้ายกับพระพุทธรูปปางประทานอภัย)
  • เจมส์ถือว่าการยืนในท่าอภัยมุทราเป็นหัวใจสำคัญสำหรับงานของเขา  เพราะพระพุทธศาสนามีบทบาทสำคัญมากในพม่า และเขาต้องการเชื่อมโยงงานของเขากับอัตลักษณ์นี้ของพม่า 
เจมส์ กล่าวว่า งานของเขาไม่ใช่การรณรงค์ทางการเมือง แต่งานของเขาเป็นสารคดีที่ต้องการบันทึกเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ และบอกเล่าเรื่องราวเหล่านี้สู่สายตาชาวโลกผ่านฝีมือการถ่ายภาพของเขาเท่านั้นเอง


ความแตกต่างของ "ฝ่ามืออากง"
  • การเขียนชื่อ "อากง" เขียนบนมือซ้าย มือขวา เขียนที่ไหนหรือบนอะไรก็ได้ จะเขียนเองก็ได้หรือให้คนอื่นเขียนให้ก็ได้
  • อากง ไม่ใช่นักโทษการเมือง เป็นเพียงคนที่ทำผิดกฏหมายมาตรา 112
  • ผู้รณรงค์เป็นใครก็ได้ (ของเจมส์ฯ ต้องเป็นอดีตนักโทษการเมือง) 
  • การถ่ายภาพไม่ต้องอยู่ในตำแหน่งการยืนในท่าอภัยมุทรา  ถ่ายท่าอะไรก็ได้ตามสะดวก
  • ภาพที่ถ่ายใครจะถ่ายก็ได้ แล้วส่งผ่านมาทาง Facebook   (แต่เจมส์ฯ  ถ่ายด้วยตัวเองทุกภาพ)
  • ฝ่ามืออากงมีการเขียนหรือเพ้นไว้บนร่างกาย  แต่ของเจมส์ฯ ไม่มี
  • งานของเจมส์ฯ เป็นงานสารคดีทางประวัติศาสตร์  แต่ฝ่ามืออากงเป็นงานรณรงค์ทางการเมือง

ฝ่ามืออากง

ข้อแตกต่างระหว่าง
อภัย: ศานติชัยในพม่า (ABHAYA BURMA'S FEARLESSNESS) กับฝ่ามืออากง ก็คือ
"ปรัชญาของเรื่องราวที่ต้องการนำเสนอนั้น แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง"

คนไทยเรามักจะชอบ COPY มาเฉพาะเปลือกนอก แก่นแท้ที่สำคัญกลับไม่นำมา
บ้านเราจึงมักมีเรื่องราวอะไรต่อมิอะไร ที่มันผิดเพี้ยนให้เห็นอยู่เสมอ....

ชมคลิบวีดีโอประกอบ




*************************
จุฑาคเชน : 14 ธ.ค.2554

อ่านเพิ่มเติม ตั้งสติ ใช้ปัญญา..มาตรา 112 ควรยกเลิกหรือไม่?
ที่มาข้อมูล

วันจันทร์ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

ความหมายของเลขประจำตัวประชาชนทั้ง 13 หลัก

บางทีผมก็ไม่เคยได้ใส่ใจมันเท่าไหร่นัก แต่ก็เคยสงสัยเหมือนกัน ว่าความหมายของเลขประจำตัวประชาชนทั้ง 13 หลัก นั้นมีความหมายว่าอย่างไรบ้าง แต่ผมก็ไม่ได้ขวนขวายค้นหามัน  จนเมื่อวานนี้ มี Mail ที่ส่งต่อกันมา ผมเลยคัดลอกนำมาเผยแพร่ไว้ในบล็อกนี้ เพื่อเป็นการแบ่งปันความรู้อีกช่องทางหนึ่ง

ตัวอย่างหมายเลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก

3 2498 00008 34 1

หลักที่ 1 หมายถึง ประเภทบุคคลซึ่งมี 8 ประเภท คือ
  • เลข 1 หมายถึง คนที่เกิดและมีสัญชาติไทย ได้แจ้งเกิดภายในกำหนดเวลา (ตั้งแต่ 1 มกราคม 2527)
  • เลข 2 หมายถึง คนที่เกิดและมีสัญชาติไทย ได้แจ้งเกิดเกินกำหนดเวลา (ตั้งแต่ 1 มกราคม 2527)
  • เลข 3 หมายถึง ได้แก่ คนไทยและคนต่างด้าวที่มีใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าว และมีที่อยู่ในทะเบียนบ้าน ในสมัยเริ่มแรก (1 มกราคม - 31 พฤษภาคม 2527)
  • เลข 4 หมายถึง คนไทยและคนต่างด้าวที่มีใบสำคัญคนต่างด้าวแต่แจ้งย้ายเข้า โดยยังไม่มีเลขประจำตัวประชาชนในสมัยเริ่มแรก (1 มกราคม - 31 พฤษภาคม 2527)
  • เลข 5 หมายถึง คนไทยที่ได้รับอนุมัติให้เพิ่มชื่อเข้าในทะเบียนบ้านในกรณีตกสำรวจหรือกรณีอื่น ๆ
  • เลข 6 หมายถึง ได้แก่ ผู้ที่เข้าเมืองโดยไม่ชอบด้วยกฏหมาย และผู้ที่เข้าเมืองโดยชอบด้วยกฏหมาย แต่จะอยู่ในลักษณะชั่วคราว
  • เลข 7 หมายถึง บุตรของบุคคลประเภทที่ 6 ซึ่งเกิดในประเทศไทย
  • เลข 8 หมายถึง คนต่างด้าวที่เข้าเมืองโดยถูกต้องตามกฏหมาย คือ ได้รับใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าว คนที่ได้รับการแปลงสัญชาติเป็นสัญชาติไทย และคนที่ได้รับการให้สัญชาติไทย

หลักที่ 2 ถึงหลักที่ 5 หมายถึงรหัสของสำนักทะเบียนที่ท่านมีชื่อในทะเบียนบ้านในขณะให้เลข สำหรับเด็กเกิดใหม่จะหมายถึงถิ่นที่เกิดเลยทีเดียว
  • โดยหลักที่ 2 และ 3 หมายถึงจังหวัด
  • หลักที่ 4 และ 5 หมายถึงอำเภอ หรือเทศบาล

หลักที่ 6 ถึงหลักที่ 10 หมายถึงกลุ่มที่ของบุคคลแต่ละประเภทตามหลักแรก หรือหมายถึงเล่มที่ ของสูติบัตร แล้วแต่กรณี

หลักที่ 11 และ 12 หมายถึงลำดับที่ของบุคคลในแต่ละกลุ่มประเภท หรือหมายถึงใบที่ของสูติบัตรแต่ละเล่ม แล้วแต่กรณี

หลักที่ 13  คือ ตัวเลขตรวจสอบความถูกต้องของเลข 12 หลักแรก


****************************

วันศุกร์ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2554

วิดีโอ Infographic-รู้จักน้ำท่วมให้มากขึ้น โดยกลุ่ม "รู้ สู้! Flood"

วิดีโอ Infographic เกี่ยวกับน้ำท่วมที่ออกเผยแพร่   ทางช่อง roosuflood   ในช่วงที่ประเทศไทยกำลังผจญอยู่กับมหาอุทกภัยครั้งยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์อยู่ในขณะนี้  ออกเผยแพร่ทาง Youtube เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2554  ในเวลาเพียงไม่ถึง 4 วัน (28 ต.ค.2554 เวลา 13:56 น.)  มีคนเช้าชมสูงถึง 645,363 คน      

วิดีโอนี้สร้างสรรค์โดยกลุ่มอาสาสมัครทำสื่อวิดีโอสร้างสรรค์  ที่ใช้ชื่อว่า "รู้ สู้! Flood"  ผมคิดว่า เขาสร้างเข้าใจง่าย  เหมาะสำหรับการเรียนรู้สำหรับคนทุกเพศทุกวัย และทุกระดับความรู้  โดยเฉพาะเด็กๆ นักเรียนของเรา  โทรทัศน์หลายช่องก็นำไปเปิดให้ประชาชนได้ชม ผมจึงได้นำมารวบรวมเอาไว้ในบล็อกนี้เพื่อสะดวกในการค้นหา และเป็นช่องทางช่วยเผยแพร่อีกทางหนึ่ง และขอชื่นชมกลุ่มอาสาสมัครฯ  กลุ่มนี้จริงๆ ครับ ผู้อ่านสามารถดูต้นฉบับได้โดยตรงที่ http://www.youtube.com/roosuflood 

 


ตอนที่ 1 รู้จักน้ำท่วมให้มากขึ้น
ที่มา :
http://youtu.be/b8zAAEDGQPM




ตอนที่ 2 สามคำถามยอดฮิต
ที่มา : http://youtu.be/LY7a88olbek




ตอนที่ 3 เตรียมตัวก่อนน้ำมาถึง
ที่มา : http://youtu.be/cAKhNcAeYp0




ตอนที่ 4 การรับมือในภาวะน้ำท่วม
ที่มา : http://youtu.be/9BmDfRqFnNQ



ตอนที่ 5 ใจเย็นยามอพยพ
ที่มา : http://youtu.be/6Y5J1LApdpU



ตอนที่ 6 ตุนอย่างมีสติ
ที่มา : http://youtu.be/28h5i7Dz0bc


*****************************

วันจันทร์ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2554

รวมนวัตกรรมการดำรงชีพระหว่างน้ำท่วม 2554 "ภูมิปัญญาประชาชน"

ในขณะที่ประเทศไทยของเราต้องประสบกับมหาอุทกภัยครั้งประวัติศาสตร์ในหลายจังหวัด ตั้งแต่ช่วงปลายเดือนกรกฏาคม พ.ศ.2554 ที่ผ่านมาจนกระทั่งปัจจุบัน (ณ วันที่เขียนบล็อกนี้ 24 ต.ค.2554) มวลน้ำมหาศาลหลากมาจากทางภาคเหนือ ลงมาภาคกลาง กำลังจะไหลทะลักเข้าท่วมกรุงเทพมหานคร เมืองหลวงของประเทศไทย 

มหาอุทกภัยครั้งนี้ ประชาชนส่วนใหญ่ที่อยู่บริเวณลุ่มแม่น้ำและพื้นที่ต่ำต่างๆ ล้วนต้องผจญกับน้ำท่วมอย่างแสนสาหัส บางส่วนถึงขั้นต้องอพยพจากบ้านเรือนไปอาศัยอยู่ที่ศูนย์พักพิงชั่วคราว ที่ทางราชการได้จัดไว้ให้จำนวนหลายแห่ง   

คนไทยไม่เคยทิ้งกัน
การบริจาคทรัพย์สิน ข้าว ปลา อาหาร สิ่งของเครื่องใช้จำเป็น ให้แก่ผู้ประสบอุทกภัย เป็นไปอย่างต่อเนื่อง    นอกจากนั้นยังมีนวัตกรรมต่างๆ ที่เป็น "ภูมิปัญญาประชาชน" ช่วยกันคิดขึ้นมาเพื่อช่วยให้ผู้ประสบภัยสามารถดำรงชีพในระหว่างน้ำท่วมอยู่หลายรายการ  ซึ่งผู้เขียนได้ไปพบตามสื่อต่างๆ ทั้งทางโทรทัศน์ อินเตอร์เน็ต เว็บไซต์ เว็บบล็อก และเครื่อข่ายสังคมออนไลน์ จึงได้นำมารวบรวมไว้ เพื่อเป็นความรู้แก่ผู้อ่าน และอาจจะเป็นช่องทางช่วยเผยแพร่ไปยังผู้ประสบภัยน้ำท่วมอีกช่องทางหนึ่ง  นวัตกรรมต่างๆ ที่เสนอไว้นี้ ยังไม่หมดเสียทีเดียว หากผู้อ่านท่านใดไปพบเจอสามารถเพิ่มเติมไว้ได้ในท้ายบทความนี้ เพื่อจะได้เป็นประโยชน์ต่อไป 


นวัตกรรมระหว่างน้ำท่วม 2554 "ภูมิปัญญาประชาชน"

นวัตกรรมแรกที่เอามาดูเล่นๆ กัน  ในยามที่รถยนต์ รถมอเตอร์ไซต์ ใช้การไม่ได้ นายกระบือ (ควาย) นี่แหละจะเป็นพระเอกเลยทีเดียว


















การเตรียมตัวก่อนน้ำมาถึงพื้นที่


























จุดเฝ้าระวังป้องกันน้ำเข้าบ้าน


 ส้วมฉุกเฉิน


สุขาเคลื่อนที่รักษ์สิ่งแวดล้อม


สุขากระดาษ


ส้วมฉุกเฉินสามแบบ

ถุง"จัดหนัก"
(ผลิตโดยศิษย์เก่าสถาปัตย์ จุฬา และ เพื่อนๆ นิเทศ หอการค้า แจกจ่ายฟรีครับ อ่านเพิ่มเติม http://men.mthai.com/content/5855 )


วิธีการทำน้ำสะอาด


ผ้าอนามัยยามฉุกเฉิน


ทำถุงยังชีพเป็นเสื้อชูชีพ


รองเท้าถุงพลาสติก



การเก็บอาหารไว้ให้นานเมื่อไม่มีตู้เย็น






ตะเกียงฉุกเฉิน



ของใช้จำเป็นยามน้ำท่วม


โมบายขวดน้ำสื่อความหมาย



ไม้เช็คไฟฟ้ารั่ว

เครื่องช่วยกรอกทรายใส่ถุง


สร้างเรือจากฟิวเจอร์บอร์ด


สร้างแพจากขวดน้ำดื่ม


สร้างแพจากลังใส่ขวดน้ำอัดลม


สร้างเรือและแพแจกท่อพีวีซี


เรือแบบต่างๆ


แพทำจากต้นกล้วย


เรือจากท่อ PVC


แพแสวงเครื่อง


















แพพิทักษ์ที่พักชั่วคราว


แพพึ่งพิงพร้อมผลักดันน้ำ


การห่อรถยนต์กันน้ำ



การสร้างทำนบกั้นน้ำ





5 วิธีป้องกันอุบัติเหตุที่มากับน้ำ

พิสูจน์ทราบงูที่มากับน้ำท่วม



เตือนภัยระวังไฟดูด ระหว่างน้ำท่วม


รวมเบอร์โทรศัพท์เพื่อขอความช่วยเหลือ



****************************************

วันอาทิตย์ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

ถึงเวลาเปลี่ยนคำขวัญ จ.ราชบุรีหรือยัง?

“คนสวยโพธาราม คนงามบ้านโป่ง เมืองโอ่งมังกร วัดขนอนหนังใหญ่ ตื่นใจถ้ำงาม ตลาดน้ำดำเนิน เพลินค้างคาวร้อยล้าน ย่านยี่สกปลาดี”
 
คำขวัญจังหวัดราชบุรี นี้แต่งขึ้นมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2532  ในโอกาสที่จังหวัดราชบุรีเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาเยาวชนแห่งชาติ ครั้งที่ 5 และงานมหกรรมของดีเมืองราชบุรี มาถึงปัจจุบันนี้ก็ 21 ปี แล้ว (อ่านรายละเอียดที่มา) 

และก็ไม่มีใครรู้ว่าจะใช้คำขวัญนี้ไปอีกนานเท่าใด? เพราะหลายสิ่งหลายอย่างในวันนี้เปลี่ยนไปแล้ว เช่น ปลายี่สก เป็นต้น ก็ไม่มีจะให้จับ ให้ชม ให้รับประทาน ได้แต่ให้เด็กนักเรียนท่องจำไปวันๆ   และถึงวันนี้ คำที่กำลังเป็นที่นิยมและชอบยกกันขึ้นมาพูดเสมอ คือคำว่า "เศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์" (creative economy) ยิ่งทำให้ผมเห็นว่าหลายคำที่ประกอบกันเป็นคำขวัญราชบุรี อาจมีความจำเป็นต้องเปลี่ยน เพราะไม่ได้ช่วยสร้างเศรษฐกิจหรือตัวตนของจังหวัดราชบุรีแต่อย่างใด อย่างเช่น คำว่า

"คนสวยโพธาราม คนงามบ้านโป่ง"  ก็ไม่ได้แสดงให้เห็นอะไรเลยที่ประจักษ์ว่ามันเป็นเช่นนั้น เพราะมันเป็นเพียงแค่คำที่ชื่นชมในสมัยก่อน หากพูดถึงเชิงเศรษฐกิจแล้ว โพธาราม อาจต้องเปลี่ยนเอาคำว่า "ไชโป้วหวาน"  "ตุ๊กตาผ้า"  มาแทน ส่วนบ้านโป่ง อาจเอาคำว่า "แหล่งต่อรถบัส" มาแทน เป็นต้น

ส่วนที่ อ.บางแพ ก็เป็นแหล่งเลี้ยงกุ้งก้ามกราม  อ.ปากท่อ เป็นแหล่งเลี้ยงสุกร ที่มากที่สุดในประเทศไทย ก็แทบจะไม่มีอยู่ในคำขวัญของจังหวัดราชบุรีเลย  ทั้งๆ ที่คำพูดเหล่านี้ สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจโดยรวม และแสดงความเป็นตัวตนให้จังหวัดราชบุรีอย่างเห็นเด่นชัด นี่ยังไม่รวมถึง สัปปะรดหวานบ้านคา และแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์ที่สำคัญอีกเช่น ตะนาวศรี สวนผึ้ง   

การเปลี่ยนคำขวัญไม่ใช่เรื่องที่กระทำไม่ได้  หลายบริษัทฯ หลายองค์กร ก็มักเปลี่ยนกันอยู่บ่อยๆ เพื่อสร้างภาพลักษณ์ใหม่ๆ ให้ตนเอง  การเปลี่ยนคำขวัญของจังหวัดนั้น จึงเป็นเรื่องที่ต้องช่วยกันคิดให้รอบด้านและรอบคอบว่า จะเปลี่ยนเป็นคำว่าอะไร? ถึงจะแสดงให้เห็นตัวตนที่แท้จริงของจังหวัดราชบุรี และช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มและค่าตอบแทนทางเศรษฐกิจ ให้เห็นได้อย่างชัดเจน...

เขียนโดย : จุฑาคเชน 11 ก.ค.2553

อ่านเพิ่มเติม
ย่านยี่สกปลาดี คำขวัญราชบุรีที่กำลังถูกลบทิ้ง
คำขวัญจังหวัดราชบุรี

ที่มาของภาพ : http://gotoknow.org/file/suthi94/100_3342.jpg