วันอาทิตย์ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2550

Banana Teacher


คำกล่าวของอาจารย์ ในพิธีเปิดการประชุมวิชาการ ครั้งที่ 4
เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2550 เวลาประมาณ 09.30 น. ในพิธีเปิดการประชุมวิชาการ ครั้งที่ 4 หัวข้อ “การวิจัยในชั้นเรียน” ณ โรงแรมแอมบาสซาเดอร์ สุขุมวิท 11 กรุงเทพฯ ซึ่งจัดโดยสำนักเลขาธิการคุรุสภา ศ.ดร.เสริมศักดิ์ วิสาลาภรณ์ ราชบัณฑิตและประธานกรรมการคุรุสภา (อาจารย์ผมเอง) เป็นประธานเปิดการประชุม โดยมี ดร.จักรพรรดิ วะทา เลขาธิการคุรุสภา เป็นผู้กล่าวรายงาน
ศ.ดร.เสริมศักดิ์ฯ ได้ให้ข้อคิดแก่ ผู้บริหาร คณะครู บุคลากรทางการศึกษา ที่มาจากทั่วประเทศกว่า 1,500 คน ในพิธีเปิดการประชุม พอสรุป โดยสังเขปได้ ดังนี้

ท่านบอกว่าในต่างประเทศมีคำว่า “Banana Professor” แล้วท่านก็โยงมาถึง “Banana Teacher” ซึ่งพอจะอธิบายได้ความหมายได้คล้ายกัน คือ ต้นกล้วย (Banana) เวลาออกลูกออกผลแล้ว ต้นกล้วยก็ตาย โดยนัยยะของท่านแล้ว ท่านหมายถึง ไม่อยากให้คุณครูทุกคนเป็นอย่างต้นกล้วย เมื่อผลิตผลงานเพียงแค่ชิ้นสองชิ้นแล้วก็ตายไปจากความเป็นครู เช่น ผลงานวิจัยเพื่อเลื่อนฐานะ พอได้เลื่อนแล้ว แล้วก็หยุดนิ่ง ไม่ทำอะไรต่อเลย ครูต้องมั่นพัฒนาและต่อยอดองค์ความรู้อยู่เสมอ.....
ท่านกล่าวต่อว่า ครูในปัจจุบันมักจะมุ่งพัฒนาผู้อื่น จนลืมพัฒนาตัวเอง ครูควรตระหนักและต้องพัฒนาตัวเองบ้าง ก็เพราะว่า เด็กที่เข้ามาเรียนกับเราจะมีกองทุนติดตัวมาด้วยทุกคนแต่ไม่เท่ากัน กองทุนที่พูดถึงนี้ ไม่ใช่ทรัพย์สินเงินทอง แต่หมายถึง กองทุนความรู้ ซึ่งแต่ละคนจะมีกองทุนความรู้ที่แตกต่างกันไป เนื่องมาจากสาเหตุหลายประการ อาทิ วิธีการอบรมสอนสั่งของพ่อแม่ สภาวะแวดล้อมทางครอบครัว สังคมที่แตกต่างกัน ฯลฯ ดังนั้น ครูจึงต้องหมั่นฝึกฝนและพัฒนาตัวเองเพื่อหาวิธีการสั่งสอนลูกศิษย์ที่มีกองทุนแตกต่างกันเหล่านี้ อยู่เสมอ.....
ขอให้คุณครูเปลี่ยนวิธีคิดใหม่ คือ อย่าคิดแบบแยกส่วน ขอให้คิดแบบเรื่องเดียวกัน เช่น เด็กในห้องเรียนของเรา คนดี คือ ดีมาก/เลวน้อย คนไม่ดี คือ เลวมาก/ดีน้อย แล้วถามต่อว่า คนดีนั้น คือ ดีเรื่องอะไร? ไม่ว่าครูจะคิดอย่างไร ดีมากเลวน้อยหรือดีน้อยเลวมาก นั้น ล้วนแล้วขึ้นอยู่กับวิธีคิดและมุมมองของครู ว่าจะเอาอะไรมาวัดว่า “เป็นคนดี”

ในยุคสังคมที่ค่อนข้างสับสนเสื่อมถอยทางคุณธรรมและจริยธรรม อย่างเช่นในปัจจุบันนี้ ฝากให้คุณครูสอนเด็ก ใน 3 เรื่อง คือ
1. สอนให้เด็กรู้จักตนเอง คนที่ไม่ค่อยรู้จักตนเอง มักเป็นคนที่ชอบสร้างปัญหาเสมอ
2. สอนให้เด็กรู้จักพอเสียบ้าง รู้จักว่าจะอุปโภคและบริโภคขนาดไหนที่พอดี อะไรคือความอยาก อะไรคือความจำเป็น
3. สอนให้เด็กรู้จักบุญคุณ แต่บุญคุณนี้ให้คิดในทางกลับกัน เช่น เมื่อเราให้เขา อย่าคิดว่าเรามีบุญคุณต่อเขา และเขาต้องตอบแทนบุญคุณให้เรา ต้องคิดใหม่ว่า หากไม่มีเขา เราจะให้ใคร นับเป็นบุญคุณอย่างยิ่งที่มีเขา

เรื่องสุดท้ายขอให้ครูทุกคน มองโลกในแง่ดีไว้เสมอแล้วเราจะดีเอง เช่น ทำไมมีน้ำให้ผมดื่มแค่ครึ่งแก้ว แล้วเกิดอารมณ์เสีย โมโห แต่หากเราคิดใหม่ว่า “ยังมีน้ำเหลืออยู่ให้ผมดื่มอีกตั้งครึ่งแก้ว นับเป็นโชคดีของผมเสียเหลือเกิน”

วันพุธที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2550

R = Q x A ผลสัมฤทธิ์ของการแก้ปัญหา

ผมได้อ่านหนังสือ What is Six Sigma Process Management? ซึ่งเขียนโดย Rowland Hayler และ Michael Nichols เมื่อปี ค.ศ.2005 แปลโดย ดร.ไพโรจน์ บาลัน มีตอนหนึ่งในหน้า 50 กล่าวถึงสมการง่ายๆ เกี่ยวกับการวัดผลสัมฤทธิ์ในการแก้ปัญหา ซึ่งน่าสนใจ จึงได้นำมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน สมการง่ายๆ ที่ Hayler เขียนไว้ มีดังนี้

R = Q X A

สมการนี้อธิบายได้ว่า ผลสัมฤทธิ์ (R : Results) เท่ากับ ผลคูณของ คุณภาพของการแก้ปัญหาของเรา (Q : Quality of Our Solution) คูณด้วย การยอมรับ ( A : Acceptance)

การใช้สมการผลสัมฤทธิ์นี้ อธิบายได้ตามตัวอย่างดังนี้
ตัวอย่างที่ 1 หากเรามีวิธีการแก้ปัญหาที่มีคุณภาพมากที่สุด โดยให้คะแนนเต็มสิบ (Q=10) แต่วิธีการแก้ปัญหาของเราได้รับการยอมรับจากคนในองค์กรน้อยมาก โดยให้คะแนนหนึ่งจากสิบ (A=1) ผลสัมฤทธิ์ ก็จะได้ดังนี้

R = Q x A = 10 x 1 = 10


ตัวอย่างที่ 2 ในทางกลับกัน หากวิธีการแก้ปัญหาของเราอาจมีคุณภาพไม่ดีนัก โดยให้คะแนนแปดจากสิบคะแนน (Q=8) แต่วิธีการแก้ปัญหาดังกล่าวเป็นที่ยอมรับจากคนในองค์กรมาก โดยให้คะแนนห้าจากสิบ (A=5) ผลสัมฤทธิ์ ก็จะได้ดังนี้

R = Q x A = 8 x 5 = 40

ด้านเศรษฐกิจ : รัฐบาลคิดวิธีการจัดการแก้ปัญหาที่คิดว่ามีคุณภาพ ในการจัดการปัญหาห้างค้าปลีกข้ามชาติบุกประเทศไทย ส่งผลให้ร้านโชห่วยกำลังจะล่มสลาย แต่วิธีที่รัฐบาลคิดนั้น ได้รับการยอมรับจากบรรดาเจ้าของร้านโชห่วย มากน้อยแค่ไหน? (ถ้าทราบ...ลองคูณกันดู)

ด้านสังคม : กระทรวงวัฒนธรรม คิดวิธีการแก้ไขปัญหาที่คิดว่ามีคุณภาพ เพื่อให้เด็กและเยาวชนของไทย หันมานิยมไทย ใช้ของไทย รักภาษาไทย รักประเพณีวัฒนธรรมไทย ภูมิใจในความเป็นไทย แต่วิธีการนั้น เด็กและเยาวชนไทยให้การยอมรับมากน้อยขนาดไหน ? (ถ้าทราบ...ลองคูณกันดู)

ตัวอย่างที่กล่าวมาเป็นเพียงบางส่วนเท่านั้น ที่นำมาเขียน จริงๆ แล้วยังมี โครงการ แผนงาน แนวทาง กิจกรรม อีกมากมาย ที่ถูกคิดขึ้นเพื่อแก้ไขปัญหาทั้งในระดับชาติ ระดับภูมิภาค ระดับจังหวัด และระดับท้องถิ่น ที่ข้าราชการ นักการเมือง หรือผู้รู้ คิดขึ้นภายใต้งบประมาณของแผ่นดิน ซึ่งเขาเหล่านั้นคาดหวังว่ามันจะสัมฤทธิ์ผลตามที่คิดไว้

จากตัวอย่างทั้งสองจะเห็นได้ว่า “แม้ว่าวิธีการแก้ปัญหาของเราจะมีคุณภาพน้อย แต่ได้รับการยอมรับจากคนภายในองค์กรมาก ค่าของผลสัมฤทธิ์จะสูงกว่า การมีวิธีการแก้ปัญหาที่มีคุณภาพมาก แต่ได้รับการยอมรับจากคนในองค์กรน้อย”


หากเราเข้าใจสมการดังกล่าวแล้ว ลองกลับมามองดูการบริหารจัดการบ้านเมืองของประเทศไทยเรา แล้วนำมาลองเทียบเคียงดู อาทิ

ด้านการเมือง : รัฐบาลเชื่อว่า วิธีการแก้ไขปัญหาการซื้อสิทธ์ขายเสียงของประชาชนคนไทยในการเลือกตั้ง ที่คิดขึ้นเป็นวิธีการแก้ปัญหาที่มีคุณภาพที่สุด แต่รัฐบาลทราบหรือไม่ว่า วิธีการนั้นได้การยอมรับจากประชาชนมากน้อยแค่ไหน? (ถ้าทราบ...ลองคูณกันดู)

ด้านการศึกษา : นายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และบรรดานักวิชาการการศึกษาทั้งหลายฯ เชื่อว่า วิธีการแก้ปัญหาคุณภาพการศึกษาของไทยที่เขาคิด เป็นวิธีการที่มีคุณภาพ แต่เขาเคยคิดหรือไม่ว่าวิธีการนั้นได้รับการยอมรับจากครู อาจารย์ และนักบริหารการศึกษา มากน้อยแค่ไหน? (ถ้าทราบ...ลองคูณกันดู)


พวกเรามักคิดเข้าข้างตัวเองอยู่เสมอว่า วิธีการแก้ปัญหาที่เราคิดขึ้นเป็นวิธีการที่ดีมีคุณภาพ เปรียบเสมือนการให้คะแนน Q =10 แต่พวกเรามักจะลืมให้คะแนนเรื่องการยอมรับของประชาชน คือ A ซึ่งอาจจะเท่ากับศูนย์ก็ได้ หากเป็นดังนั้นจริง ค่าของ ผลสัมฤทธิ์ ที่ได้ ก็คือ R = Q x A = 10 x 0 = 0 (ศูนย์)
___________

อ้างอิง

ไพโรจน์ บายัน.(2549).การจัดการกระบวนการตามหลัก Six Sigma. แปลจาก Rowland Hayler and
Michael Nichols.(2005).What is Six Sigma Process Management?. กรุงเทพฯ:อี.ไอ.สแควร์
พับลิซซิ่ง.