วันอังคารที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2555

ตารางโง่ๆ ของ สพป.ราชบุรีเขต 1

เพื่อนครูเล่าให้ผมฟังเรื่อง สพป.ราชบุรี เขต 1 ได้จัดเรียงอันดับคะแนนเฉลี่ย O-NET ป.6 และ ม.3 ปีการศึกษา 2554 ของโรงเรียนในสังกัดทั้งหมด   ซึ่งผลที่เกิดขึ้น ทำให้ท่านผู้อำนวยการและครู ในโรงเรียนชื่อดังฯ หลายโรงเรียนรู้สึกเครียด แถมชื่อเสียงของโรงเรียนที่สั่งสมมานาน กลับถูกทำลายเพียงชั่วพริบตา ด้วยตารางการจัดอันดับ O-NET โง่ๆ  เพียง 2 ตาราง     

ที่มาของภาพ
http://www.skm21.org/
view.php?article_id=498
ผมได้เข้าไปสืบค้นรายงานการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET) ปีการศึกษา 2554 ของนักเรียนชั้น ป. 6 และ ม.3 ของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาราชบุรี เขต 1  ซึ่งจัดทำโดยกลุ่มนิเทศติดตามและประเมินผลการจัดการศึกษา จึงได้พบตารางการจัดอันดับ O-NET ตามที่ว่าจริงๆ ซึ่งผมเห็นด้วยว่า "ตารางนี้ คือตารางที่จัดทำขึ้นเพื่อการทำลายการศึกษามากกว่าจะพัฒนาการศึกษา"  

คิดได้อย่างไร
ตาราง 2 ตารางที่ว่านี้ อยู่ในบทที่ 3 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่

ตารางที่ 12 ผลสัมฤทธิ์ของนักเรียนจากการทดสอบระดับชาติขั้นพื้นฐาน  ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ปีการศึกษา 2554 เรียงลำดับตามคะแนนเฉลี่ย 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้  โดยเรียงจากมากไปหาน้อย ซึ่งมีโรงเรียนที่ถูกจัดเรียงลำดับทั้งสิ้น 186 โรงเรียน ยกตัวอย่างที่สำคัญ เช่น

  • ลำดับ 1 โรงเรียนบ้านโป่ง 
  • ลำดับ 31 โรงเรียนดรุณาวิเทศศึกษา (เอกชน)
  • ลำดับ 46 โรงเรียนนารีวิทยา (เอกชน)
  • ลำดับที่ 70 โรงเรียนอนุบาลราชบุรี 
  • ลำดับที่ 109 โรงเรียนดรุณาราชบุรี (เอกชน)
  • ลำดับที่ 121 โรงเรียนวัดเขาวัง (แสง ช่วงสุวนิช)
  • ลำดับสุดท้าย 186 โรงเรียนบ้านลำพระ


ตารางที่ 24  ผลสัมฤทธิ์ของนักเรียนจากการทดสอบระดับชาติขั้นพื้นฐาน  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ปีการศึกษา 2554 เรียงลำดับตามคะแนนเฉลี่ย 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้  โดยเรียงจากมากไปหาน้อย ซึ่งมีโรงเรียนที่ถูกจัดเรียงลำดับทั้งสิ้น 29 โรงเรียน ยกตัวอย่างที่สำคัญ  เช่น 
  • ลำดับที่ 1 โรงเรียนวัดป่าไก่
  • ลำดับที่ 20 โรงเรียนบ้านโป่งกระทิงบน
  • ลำดับที่ 22  โรงเรียนวัดเขาวัง (แสง ช่วงสุวนิช)
  • ลำดับที่ 23 โรงเรียนวัดดอนตลุง
  • ลำดับสุดท้าย  29 โรงเรียนบ้านลำพระ

การวิเคราะห์ตารางทั้ง 2 นี้ ผู้จัดทำตารางฯ  ได้เอาคะแนนเฉลี่ยแต่ละกลุ่มสาระของแต่ละโรงเรียนมารวมกันแล้วหารด้วย 8  จึงได้ออกมาเป็นค่าเฉลี่ย แล้วนำมาเรียงลำดับจากมากไปหาน้อย 

ซึ่งไม่ทราบว่า ผู้จัดทำต้องการผลการจัดอันดับ O-NET  นี้ไปใช้ทำอะไร 
จะใช้วัดว่าโรงเรียนไหนมีผลสัมฤทธิ์ของนักเรียนมากกว่ากันหรือ? 

หากประสงค์เช่นนั้น  ผมเห็นว่าน่าจะไม่ถูกต้อง เพราะผิดด้วยหลักวิชาการ  เนื่องจากขาดข้อเท็จจริงบางประการ เพราะคะแนนเฉลี่ยกลุ่มสาระของแต่ละโรงเรียนนั้น   จะมีค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) ที่แตกต่างกันไป  การนำเฉพาะคะแนนเฉลี่ยอย่างเดียวมาคิดคำนวณ  จึงไม่ใช้ข้อเท็จจริงที่จะบ่งบอกถึงผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่แท้จริง ยกตัวอย่างเช่น 
  • โรงเรียน ก. มีเด็ก 2 คน คนหนึ่งได้ 80 คะแนน อีกคนหนึ่งได้ 20 คะแนน ค่าคะแนนเฉลี่ยก็คือ  50 คะแนน ( 80+20/2)
  • โรงเรียน ข. มีเด็ก 2 คน คนหนึ่งได้ 40 คะแนน อีกคนหนึ่งได้ 60 คะแนน ค่าคะแนนเฉลี่ยก็คือ 50 คะแนน (40+60/2) เช่นกัน
  • โรงเรียน ค. มีเด็ก 5 คน ทุกคนได้คะแนน 50  คะแนน ค่าคะแนนเฉลี่ยก็คือ 50 คะแนน (50+50+50+50+50/5) เช่นกัน
จากตัวอย่างนี้  โรงเรียนทั้ง 3 แห่งได้คะแนนเฉลี่ย 50 คะแนนเท่ากัน แต่หากดูค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) ของทั้ง 3 โรงเรียนจะมีความแตกต่างกัน อย่างนี้ 
"ท่านบอกได้หรือไม่ว่าโรงเรียนไหนมีผลสัมฤทธิ์ของนักเรียนมากกว่ากัน"

สพป.ราชบุรีเขต 1 จัดอันดับ O-NET เพื่ออะไร? 
ตารางจัดอันดับ O-NET นี้ ไม่ควรจัดทำมาตั้งแต่แรกแล้ว  เพราะไม่มีประโยชน์และผิดหลักวิชาการ   รังแต่จะทำให้หลายคนหลายฝ่ายไม่สบายใจมากกว่า  ผู้อำนวยการและครูหลายโรงเรียนที่ตั้งใจทำงาน อาจจะถึงกับท้อแท้  เพราะตารางโง่ๆ ทั้ง 2 ตารางนี้  และหากผู้บังคับบัญชา เอาตารางการจัดอันดับ O-NET ไปพิจารณาความดีความชอบด้วยแล้วนับว่าผิดมหันต์ เพราะเหตุผลง่ายๆ ก็คือ
  1. องค์ประกอบและบริบทของแต่ละโรงเรียนแตกต่างกัน
  2. จำนวนนักเรียนที่แตกต่างกัน (บางโรงเรียนแต่ละชั้นมีแค่  4-5 คน แต่บางโรงเรียนแต่ละชั้นอาจมีถึง 300-400 คน)
  3. สติปัญญาของมนุษย์ที่มีความแตกต่างกัน 

วัตถุดิบที่แตกต่างกัน
ถึงแม้จะมีกระบวนการผลิตที่เหมือนกัน
ผลผลิตที่ได้ย่อมแตกต่างกัน


*********************************

ชาติชาย คเชนชล : 12 มิ.ย.2555


ที่มาข้อมูล https://sites.google.com/site/superrb1/rayngan-phl-sxb-o-net  

วันอาทิตย์ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2555

ประเทศไทย...วันนี้ ไม่มีใครเชื่อใคร


ช่วงเดือนกว่าๆ มานี้ ผมไม่ค่อยมีเวลาติดตามข่าวสารบ้านเมืองแบบเจาะลึกมากนัก ดูผ่านๆ แบบพอรู้ เพราะติดภารกิจสำคัญในการสอนคนอย่างต่อเนื่อง เวลาว่างไม่พอให้เข้าถึงข่าวสารข้อมูล  แต่ผมก็มีความรู้สึกว่านักการเมืองกับผู้หลักผู้ใหญ่ในประเทศไทย บ้านของเรานี้ ทำไมชอบสร้างเรื่องราวให้วุ่นวายกันเสียเหลือเกิน

ที่มาของภาพ INNNEWS
เริ่มตั้งแต่รัฐบาลจะพยายามจะประชุมสภาในวาระ 3 เพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ และพยายามผลักดัน พ.ร.บ.ปรองดอง เข้าสภา จนกระทั่งมวลชนพันธมิตรและประชาชนอีกหลายกลุ่มต้องออกมาปิดล้อมรัฐสภา จนรัฐบาลต้องยอมเลื่อนการประชุม ศาลรัฐธรรมนูญก็สั่งให้รัฐสภาชะลอการประชุมแก้ไขรัฐธรรมนูญไปก่อน เพื่อรอคำวินิจฉัยว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ ตามที่มีผู้ยื่นคำร้องมา แต่ท่าทีทางพรรคเพื่อไทย ผู้ซึ่งกุมเสียงข้างมากในสภากำลังจะไม่เชื่อศาลรัฐธรรมนูญ ตะแบงจะประชุมกันให้ได้ แถมอัยการสูงสุดยังออกมาเข้าข้างรัฐบาล แถลงว่าศาลรัฐธรรมนูญไม่มีสิทธิ์สั่งชะลอการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะอัยการเองไม่ได้ยื่นคำร้องต่อศาล   ส่วนนักวิชาการและนักกฏหมายชื่อดังทั้งหลาย ก็ออกมาแสดงความเห็น แบบที่คนธรรมดาสามัญชนอย่างผมก็พอเข้าใจได้ว่า..เป็นพวกเห็บที่เห็นว่าสุนัขตัวไหนกำลังอ้วนและได้เปรียบ พวกฯ เหล่านี้ก็จะรีบไปเกาะ โดยไม่คำนึงถึงจรรยาบรรณในวิชาชีพของตัวเอง

แล้วมันจะเป็นอย่างไรกันต่อไปละครับ..ท่านผู้ทรงเกียรติทั้งหลาย

แก้ไขรัฐธรรมนูญสำเร็จแล้ว
คนไทยจะเป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง  ทุกคนจะมีความรักชาติ ศาสนา เทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ยิ่งชีวิต ข้าวปลาอาหาร และน้ำมันจะถูกลง การคอรัปชั่นจะหมดไป เด็กนักเรียนจะไม่ต้องมาอดข้าวประท้วงเพื่อให้ได้ที่นั่งเรียน ยาบ้า ยาไอซ์ ยาอี จะหมดไปจากประเทศไทย คดีอาชญากรรม เข่นฆ่ารายวันจะลดลง เกษตรกรและผู้ใช้แรงงานจะไม่ถูกเอารัดเอาเปรียบจากนายทุน เศรษฐกิจของประเทศไทยจะดีขึ้น คนไทยจะเป็นเจ้าของเศรษฐกิจเอง ไม่ใช่แค่ "ขี้ข้าทางเศรษฐกิจ"

และหาก พ.ร.บ.ปรองดองผ่านสภาแล้ว
คนไทยจะไม่แบ่งเป็นฝักเป็นฝ่ายอีก จะไม่มีคนของข้าหรือคนของเอ็ง คนไทยจะรักและสามัคคีกัน รวมกันปกป้องผลประโยชน์ของประเทศชาติ  ช่วยกันนำพาประเทศไทยสู่ความวัฒนาถาวร 

มันเป็นไปได้หรือครับ ผมไม่อยากให้ละเมอเพ้อพกกันไปเอง ประเทศไทยยังมีเรื่องเร่งด่วนให้ทำมากกว่านี้ตั้งหลายเรื่อง

ประเทศไทย...วันนี้ ไม่มีใครเชื่อใคร
ผมเคยกล่าวกับเพื่อนฝูง เวลาตั้งวงสนทนากันเสมอว่า "สักวันหนึ่งประเทศไทยจะไม่มีใครเชื่อใคร พอถึงจุดๆ หนึ่งประเทศไทยจะสูญเสียเอกราชทางเศรษฐกิจให้สังคมโลก" อย่างตัวอย่างประเทศในยุโรปที่เห็นกันอยู่ปัจจุบันนี้ และประเทศไทยของเราในวันนี้ ก็เห็นว่าได้ส่อเค้าลางให้เห็นแล้ว หนี้เงินกู้ล้นพ้นตัว จะใช้หนี้อีกกี่รัฐบาลถึงจะหมด เหตุผล ความถูกต้อง และความดีงาม ใช้ไม่ได้แล้วในสังคมไทย อำนาจบริหาร อำนาจนิติบัญญัติ และอำนาจตุลาการ ต่างกำลังไม่ยอมกันและไม่สามารถคานอำนาจกันได้  ตามที่คิดเอาไว้อย่างสวยหรูในอุดมคติ

เหตุเพราะกิเลสของคนมันหนา เพียงอยากได้ อยากมี อย่างเป็น มันก็ทำทุกอย่างเพื่อให้ได้มา โดยไม่คำนึงถึงหลักแห่งความชอบธรรม หลักแห่งความมีคุณธรรมแต่อย่างใด

นักการเมืองชั่วช้า               กินเมือง
โกงชาติโกรธเคืองแค้น      ยิ่งล้น
ปรวงราษฎร์ร่ำหมดเปลือง  ชีวิต วิญญาณ
แม้วมุ่งผลาญชาติปล้น       หม่ำสิ้นสยามสวรรค์ ฯ
(จาก สยามอย่าสิ้นชาติ อย่าประมาททักษิณ@ โดย อังคาร กัลยาณพงศ์)

วันนี้ในส่วนตัวแล้ว ผมรู้สึกว่าไม่มีผู้หลักผู้ใหญ่สักคนในบ้านในเมือง ที่พอจะเป็นตรรกศิลาอันแข็งแกร่งได้   ข้าราชการเกือบทุกกระทรวงทบวงกรม ทำงานเพื่อประโยชน์ของนักการเมือง เจ้านายและตัวเอง มากกว่าประโยชน์ของประชาชน สถาบันกองทัพถูกนักการเมืองแทรกแซงกัดกินจนผุก่อน นักการเมืองท้องถิ่นจำนวนมากมายไร้ทั้งความรู้และความสามารถ ส่วนใหญ่เป็นแค่นายหน้าสัมปทานอำนาจของนักการเมืองระดับชาติ ประชาชนคนไทยส่วนใหญ่คำนึงถึงแต่ผลประโยชน์เฉพาะหน้าของตัวเอง มากกว่าผลประโยชน์โดยส่วนรวมของประเทศชาติ

เหตุการณ์ที่วุ่นวายอยู่ในสภาและนอกสภาขณะนี้ เพราะไม่มีใครเชื่อใครอีกแล้ว
เพราะทุกคนมีความเชื่อที่ว่า

"ใครมีอำนาจ คนนั้นคือความถูกต้อง"

***********************
จุฑาคเชน : 10 มิ.ย.2555