วันจันทร์ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2563

ด้วยความเสียสละของ อสม. ประเทศไทยจะรอดพ้นจากโควิด-19 ได้อย่างรวดเร็ว

ขณะที่ผมเขียนบทความนี้ มีผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 (โควิด-19) ทั่วโลกจำนวน 638,146  คน เสียชีวิตแล้ว 30,039  คน (ข้อมูล ณ 29 มี.ค.2563 : WHO)   ส่วนในประเทศไทย พบผู้ติดเชื้อแล้ว 1,388 คนราย เสียชีวิตแล้ว 7 ราย จำนวนผู้ติดเชื้อที่ประเทศไทยมีรายงานแค่เพียง 1,388 คน อาจไม่ใช่ตัวเลขที่แท้จริง เป็นเพียงตัวเลขที่ได้รับจากข้อมูลเดิมๆ  และจากการติดตามแกะรอยสังเกตุอาการจากผู้ที่เคยสัมผัสหรือติดต่อกับคนที่ติดเชื้อโควิด-19 แล้ว โดยนักระบาดวิทยาของกระทรวงสาธารณสุข  ซึ่งก็ยังไม่สามารถติดตามแกะรอยเพื่อสังเกตุอาการผู้ที่เคยสัมผัสหรือเคยติดต่อกับผู้ป่วยฯ ได้ทั้งหมด 

   

หากเราเพิ่มศักยภาพของทีมแกะรอยติดตามเพื่อสังเกตุอาการของผู้ที่เคยสัมผัส หรือเคยติดต่อกับผู้ที่ติดเชื้อฯ ได้ครอบคลุมและเร็วกว่านี้ เราอาจจะพบตัวเลขผู้ติดเชื้อที่มากกว่านี้ อย่างน่าตกใจ หรืออาจจะไม่พบเลยก็ได้


จำนวนผู้ติดเชื้อของไทยอาจจะเพิ่มมากขึ้นเป็นหมื่นหรืออยู่ในระดับพันก็ได้
ขึ้นอยู่ว่าเราจะมีประสิทธิภาพค้นหาผู้ที่อาจติดเชื้อไวรัสฯ ได้มีประสิทธิภาพเพียงใด


ผู้ติดเชื้อในต่างจังหวัดเริ่มเพิ่มมากขึ้นหลัง กทม.ประกาศปิดกิจการหลายอย่าง
จนกระทั่งคนต้องตกงาน เดินทางกลับบ้านเดิมที่ต่างจังหวัด

การติดตามอย่างเข้มข้นของจีน
ในรายงานการสอบสวนโรคระบาดจากไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 ในประเทศจีน ขององค์การอนามัยโรค (WHO) ระบุว่า ประเทศจีนมีนโยบายให้ความสำคัญในการติดตามหาผู้ที่ติดต่อ หรือเคยสัมผัสกับผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 อย่างเข้มข้น หลังจากที่ LOCK DOWN ทุกคนให้อยู่กับบ้านแล้ว ทางจีนได้จัดนักระบาดวิทยามากกว่า 1,800 ทีมละอย่างน้อย 5 คน ดำเนินการติดตามผู้ที่เคยติดต่อและเคยสัมผัสกับผู้ติดเชื้อฯ ได้วันละอย่างน้อยหมื่นคนต่อวัน เพื่อการสังเกตการณ์ทางการแพทย์ พบว่าจากรายชื่อของผู้ติดต่อและผู้ที่เคยสัมผัสกับผู้ติดเชื้อโควิด-19 ที่ติดตามนั้น พบว่ามีผู้ติดเชื้อโควิด-19 เพิ่มเติมระหว่าง 1% ถึง 5%



ทีมนักระบาดวิทยาของจีน  Walking,Knocking, and more Knocking
เคาะประตูทุกบ้าน เพื่อให้คำแนะนำและค้นหาผู้ป่วย



เอ็กซ์เรย์พื้นที่ ค้นหาผู้ติดเชื้อโควิด-19
รัฐบาลพยายามหามาตรการควมคุมและป้องกันการระบาดของไวรัสโควิด-19 อย่างหลากหลาย และในวันที่ 26 มี.ค.2563 ที่ผ่านมา ก็ประกาศ พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน จนทำให้ประชาชนเกิดความตื่นตระหนกกันทั้งประเทศ ปิดกิจกรรมทุกอย่างๆ ที่จะทำให้ประชาชนมารวมตัวกัน รณรงค์ให้ประชาชน อยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ  เข้มข้นกับมาตรการเว้นระยะห่างทางสังคม (Social Distancing) ทุกคนต่างเสพข่าวไวรัสโควิด-19 ทั้งข่าวจริง-ข่าวปลอม จนจิตวิตกกันไปหมด


หากเราต้องการจะกลับสู่ภาวะปกติได้อย่างรวดเร็ว เราอาจต้องใช้มาตรการเชิงรุก  คือ การค้นหาผู้ที่อาจติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ให้ครอบคลุม รวดเร็ว มากกว่าที่จะรอให้มันปรากฏอาการ อย่างที่ประเทศจีนสร้างทีมนักระบาดวิทยา 1,800 ทีม เคาะประตูตามบ้าน หลังจากทุกคนถูก LOCK DOWN กักตัวอยู่ในบ้านเรียบร้อยแล้ว

ปัจจุบันหลายคนก็พยายามทำตามคำแนะนำของรัฐบาล คือ อยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ แต่เขาเหล่านั้นก็ยังรู้สึกกังวลว่า จะรู้ได้อย่างไรว่าตัวเองติดเชื้อหรือไม่  การจัดทีมอาสาสมัครเข้าเยี่ยมเยียนและเคาะประตูบ้าน ทำการตรวจวัดอุณหภูมิ   และให้คำแนะนำในการป้องกันควบคุมไวรัสโควิด-19 น่าจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุดเพราะ
  1. หากมีการตรวจวัดไข้เบื้องต้นถึงบ้านแล้ว แต่ละคนพบว่าตัวเองปกติ ไม่มีไข้ ไม่มีอาการเสี่ยง เขาเหล่านั้นก็จะรู้สึกสบายใจ เมื่อเขารู้ว่าตัวเองไม่ติดเชื้อ ก็จะให้ความร่วมมือทำตามข้อแนะนำการป้องกันและควบคุมโรคของทางราชการอย่างเคร่งครัด 
  2. หากพบผู้ที่มีอาการเสี่ยง เช่น มีไข้สูง มีอาการไอแห้ง หรือมีอาการอื่นๆ ที่เข้าข่ายอาจมีความเสี่ยงติดเชื้อฯ ก็สามารถนำตัวส่งแพทย์ทันที  และติดตามเฝ้าระวังผู้ที่ใกล้ชิดและผู้ที่สัมผัสกับผู้ป่วยอย่างต่อเนื่อง
  3. หากบ้านใดไม่พบผู้ที่มีอาการป่วยก็ให้ความรู้และให้ข้อแนะนำในการป้องกันและควบคุมโรคไปในตัว 
หากทำเช่นนี้แล้ว เราจะสามารถหาผู้ป่วยที่อาจติดเชื้อไวรัสโควิด-19 และทำการรักษาได้อย่างรวดเร็ว และยังสามารถป้องกันไม่เกิดการระบาดต่อไปอย่างได้ผล

ใครที่จะทำหน้าที่นี้
อาสาสมัครสาธารณสุข (อสม.) เป็นกลุ่มคนที่มีศักยภาพเหมาะที่จะทำหน้าที่นี้ได้ เพราะมีพื้นฐานทางสาธารณสุขอยู่แล้ว  ปัจจุบันมี อสม. จำนวนกว่า 1 ล้านคนอยู่ทั่วประเทศ  รับผิดชอบอยู่ทุกพื้นที่ทั่วไทย อสม.จะสามารถปฏิบัติภารกิจนี้ได้อย่างรวดเร็ว  อสม. จะทำหน้าที่เคาะประตูบ้านทุกหลัง  เอ็กซ์เรย์พื้นที่เพื่อค้นหาผู้ติดเชื้อโควิด-19 และให้คำแนะนำในการป้องกันโรคในหมู่บ้านของตนเองที่รับผิดชอบ  เพียงแต่ทางกระทรวงสาธารณสุข ต้องดำเนินการเพิ่มเติม คือ 
  1. จัดอบรมให้ความรู้เรื่องการระบาดวิทยาเบื้องต้นของไวรัสโควิด-19 แก่ อสม.
  2. จัดหาอุปกรณ์วัดไข้และอุปกรณ์ประกอบให้ อสม.ใช้เดินวัดไข้ในขณะเยี่ยมบ้าน
  3. จัดหาอุปกรณ์ป้องกันตนเอง ที่เหมาะสมให้ อสม.
  4. จัดเอกสาร หรือสื่อประชาสัมพันธ์ เพื่อแจกจ่ายและให้คำแนะนำตามบ้าน
  5. จัดเบี้ยเสี่ยงภัยให้ อสม.ในขณะปฏิบัติหน้าที่เยี่ยมบ้าน
หากเราทำเช่นนี้ได้ ด้วยความเสียสละของ อสม. เราจะสามารถค้นหาเจ้าตัวไวรัสโควิด-19 นี้ ได้อย่างรวดเร็ว และชัดเจน เราจะสามารถวางแผนควบคุมไม่ให้การระบาดมีความรุนแรงไปมากกว่านี้  สถานการณ์ในประเทศไทยก็จะกลับเข้าสู่สภาวะปกติ กิจกรรมทางเศรษฐกิจก็จะฟื้นกลับได้โดยเร็ว

Walking, Knocking and More Knocking
ขยันเดิน ขยันเคาะ และเคาะให้มากขึ้นเรื่อยๆ ในทุกวัน

******************************** 
ชาติชาย คเชนชล : 30 มี.ค.2563

วันพฤหัสบดีที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562

Fake Report : รายงานเท็จที่ทุกคนควรใส่ใจ

ตอนนี้ หลายคนคงพอเข้าใจพิษสงของ  Fake  news หรือข่าวปลอม กันพอสมควรแล้วว่า มันเป็นภัยคุกคามตัวใหม่ที่สามารถทำลายได้สารพัดเรื่อง

ส่วน Fake Report  ซึ่งหมายถึง รายงานปลอม รายงานเทียม รายงานเท็จ หรือ รายงานลวง ยังไม่ค่อยมีใครพูดถึงเท่าใดนัก แต่จริงๆ แล้ว Fake Report มีมานานมากแล้ว และทำความเสียหายอย่างใหญ่หลวงโดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคราชการ



ตัวอย่าง Fake Report ที่ส่งผลต่อความเสียหายของราชการ
  • การรายงานผลการดำเนินกิจกรรมและโครงการต่างๆ ของหน่วยราชการ ที่บอกว่าสำเร็จตามเป้าหมาย มีตัวชี้วัด และผลการประเมินที่ชัดเจน  แต่ในเรื่องจริงกลับตรงกันข้าม
  • การประเมินผลการปฏิบัติราชการตามคำรับรองการปฏิบัติราชการของส่วนราชการ ที่มีตัวเลขที่ดีเลิศ
  • การายงานผลงานประจำปีของหน่วยงานราชการต่างๆ ที่ถูกปรุงแต่งขึ้นมา แต่กลับตรงกันข้ามกับข้อเท็จจริง   
  • การรายงานผลการประเมินคุณภาพการศึกษา ด้วยเอกสารที่ถูกปรุงแต่งขึ้นมารับตรวจ แต่ไม่ได้ปฏิบัติจริง
  • การจัดทำบัญชี และหลักฐานปลอม เพื่อใช้เบิกงบประมาณของทางราชการ
  • การรายงานตัวเลขทางเศรษฐกิจ และสังคม ที่หน่วยราชการผู้รับผิดชอบปรุงแต่งขึ้นให้ดูดี เอาใจผู้บริหาร แต่ไม่ได้อยู่บนพื้นฐานทางวิชาการและข้อมูลที่ถูกต้อง  
  • การรายงานผลการจัดซื้อ จัดจ้าง ที่ถูกปรุงแต่ง เพื่อให้บริษัทฯ ในเครือของตนชนะการประกวดราคา
  • การทำบัญชีบรรจุข้าราชการในหน่วยงานที่ได้รับสิทธิพิเศษ แต่ผู้ที่ได้รับการบรรจุไม่ได้ไปปฏิบัติราชการจริง
  • ฯลฯ
Fake Report  ที่ยกตัวอย่างมา ถือว่าเป็นการทุจริตและคอรัปชั่นในแวดวงราชการ ส่งผลเสียหายต่อการวางแผนพัฒนาประเทศในอนาคต  เพราะพื้นฐานข้อมูลที่มีอยู่เดิมเป็นเรื่องเท็จ  ข้าราชการที่ทำรายงานเท็จถือว่าผิดวินัยอย่างร้ายแรง     

รายงานเท็จผิดวินัยร้ายแรง
ใน พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน หมวด 4 วินัยและการรักษาวินัย มาตรา 90 ระบุว่า "ข้าราชการพลเรือนสามัญต้องไม่รายงานเท็จต่อผู้บังคับบัญชา การรายงานปกปิดข้อความซึ่งควรต้องแจ้ง ถือว่าเป็นการรายงานเท็จด้วย การรายงานเท็จต่อผู้บังคับบัญชา อันเป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรงเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง"

รายงานเท็จ (Fake Report) เป็นภัยคุกคามสำคัญที่ทุกคนควรหันมาใส่ใจ โดยเฉพาะข้าราชการที่ควรหันมาทำรายงานที่เป็นความจริง (Fact Report) มากกว่าที่จะทำรายงานเพื่อเอาดีใส่ตัว เพราะ Fact Report จะเป็นพื้นฐานสำคัญในการพัฒนาประเทศต่อไป

***********************************    
จุฑาคเชน :  14 พ.ย.2562