วันอังคารที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2564

อาการของคนหมดไฟในการทำงาน

สองวันมานี้ ผมรู้สึกมีอาการเศร้าหดหู่ เบื่อหน่ายสิ่งรอบ ๆ ตัว เบื่อกับงานที่กองสุมรอให้ทำ  คิดสงสัยว่าจะเป็นอาการเริ่มแรกของ "โรคซึมเศร้า" หรือปล่าว เลยลองค้นหาอาการดูจาก Google  ค้นไปค้นมา กลับพบว่าอาจเป็นอาการเริ่มแรกของ "ภาวะหมดไฟในการทำงาน" หรือ "Burnout syndrome"  ก็ได้ จึงพยายามค้นหาเรื่องราวมาปะติดปะต่อกัน พอสรุปได้ ดังนี้ 

ที่มาของภาพ https://social.tvpoolonline.com/news/113896


ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล (2562 : ออนไลน์) กล่าวว่า ภาวะหมดไฟในการทำงาน คือ ภาวะการเปลี่ยนแปลงด้านจิตใจที่เกิดจากความเครียดเรื้อรังในการทำงาน โดยมีอาการหลัก 3 อาการ ได้แก่ 
  1. มีความเหนื่อยล้าทางอารมณ์ รู้สึกสูญเสียพลังงานทางจิตใจ
  2. มองความสามารถในการทำงานของตนเองในเชิงลบ ขาดความรู้สึกประสบความสำเร็จ 
  3. มองความสัมพันธ์ในที่ทำงานไปในทางลบ รู้สึกเหินห่างจากคนอื่นไม่ว่าจะเป็นผู้ร่วมงาน หรือลูกค้า
ลักษณะงานที่อาจทำให้คนรู้สึกหมดไฟในการทำงานของตน มีดังนี้ 
  • ภาระงานหนัก และปริมาณงานมาก รวมถึงงานมีความซับซ้อน ต้องทำในเวลาเร่งรีบ
  • ขาดอำนาจในการตัดสินใจ และมีปัญหาการเรียงลำดับความสำคัญของงาน
  • ไม่ได้รับการตอบแทน หรือรางวัลที่เพียงพอต่อสิ่งที่ทุ่มเทไป
  • รู้สึกไร้ตัวตนในที่ทำงาน หรือไม่เป็นส่วนหนึ่งของทีม
  • ไม่ได้รับความยุติธรรม ขาดความเชื่อใจ และการเปิดใจยอมรับกัน
  • ระบบบริหารในที่ทำงานที่ขัดต่อคุณค่า และจุดมุ่งหมายในชีวิตของตนเอง
หากผู้บริหารองค์กรหรือเจ้านาย ปล่อยให้เกิดลักษณะงานอย่างนี้แก่ลูกน้อง อาจเสี่ยงต่อการทำให้ลูกน้องหมดไฟในการทำงานได้ 



หมดไฟเต็มที่ (Full scale of  Burnout) 
ระยะต่าง ๆ ในการทำงานซึ่งนำมาสู่ภาวะหมดไฟ (Miller & Smith, 1993) แบ่งได้ดังนี้
  1. ระยะฮันนีมูน (The honeymoon) เป็นช่วงเริ่มงาน คนทำงานมีความตั้งใจ เสียสละเพื่องานเต็มที่ พยายามปรับตัวกับเพื่อนร่วมงาน และองค์กร
  2. ระยะรู้สึกตัว (The awakening) เมื่อเวลาผ่านไป คนทำงานเริ่มรู้สึกว่าความคาดหวังของตนอาจไม่ตรงกับความเป็นจริง เริ่มรู้สึกว่างานไม่ตอบสนองกับความต้องการของตนทั้งในแง่การตอบแทน และการเป็นที่ยอมรับ คนทำงานอาจรู้สึกว่าชีวิตดำเนินอย่างผิดพลาด และไม่สามารถจัดการได้ ทำให้เกิดความขับข้องใจ และเหนื่อยล้า
  3. ระยะไฟตก (brownout) คนที่งานรู้สึกเหนื่อยล้าเรื้อรัง และหงุดหงิดง่ายขึ้นอย่างชัดเจน อาจมีการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตเพื่อหนีความขับข้องใจ เช่น ใช้จ่ายฟุ่มเฟือย ดื่มสุรา ส่งผลให้ความสามารถในการทำงานเริ่มลดลง อาจเริ่มมีการแยกตัวจากเพื่อนร่วมงาน มีการวิพากษ์วิจารณ์องค์กรของตนเอง
  4. ระยะหมดไฟเต็มที่ (Full scale of burnout) หากช่วงไฟตกไม่ได้รับการแก้ไข คนทำงานจะเริ่มรู้สึกสิ้นหวัง มีความรู้สึกว่าตนเองล้มเหลว สูญเสียความมั่นใจในตนเองไป มีอาการของภาวะหมดไฟเต็มที่
  5. ระยะฟื้นตัว (The phoenix phenomenon) หากคนทำงานได้มีโอกาสผ่อนคลาย และพักผ่อนอย่างเต็มที่ จะสามารถกลับมาปรับตนเอง และความคาดหวังต่องานให้ตรงกับความเป็นจริงมากขึ้น รวมถึงสามารถปรับแรงบันดาลใจ และเป้าหมายในการทำงานด้วย
หากเกิดภาวะหมดไฟในการทำงาน จะส่งผลกระทบในด้านต่าง ๆ ดังนี้
  • ผลด้านร่างกาย อาจพบอาการเหนื่อยล้าเรื้อรัง ปวดเมื่อย ปวดศีรษะ
  • ผลด้านจิตใจ บางรายอาจสูญเสียแรงจูงใจ หมดหวัง รู้สึกหมดหนทางที่จะช่วยให้ดีขึ้น ส่งผลให้มีอาการของภาวะซึมเศร้า และอาการนอนไม่หลับได้ อาจพบมีการใช้สารเสพติดเพื่อจัดการกับอารมณ์
  • ผลต่อการทำงาน  อาจขาดงานบ่อย ประสิทธิภาพการทำงานลดลง อาจคิดเรื่องลาออกในที่สุด
สัญญาณเตือนว่าเริ่มเกิดภาวะหมดไฟในการทำงาน
  • อาการทางอารมณ์ หดหู่ เศร้า อารมณ์เปลี่ยนแปลงง่าย หงุดหงิด ไม่พอใจในงานที่ทำ
  • อาการทางความคิด เริ่มมองงานหรือคนอื่นในแง่ร้าย ระแวงง่ายขึ้น โทษคนอื่น สงสัยความสามารถของตนเอง และอยากเลี่ยงปัญหา
  • อาการทางพฤติกรรม หุนหันพลันแล่น ผัดวันประกันพรุ่ง ทำกิจกรรมสร้างความสุขลดลง เริ่มมาทำงานสายบ่อยขึ้น บริหารจัดการเวลาแย่ลง
หากเกิดภาวะหมดไฟในการทำงาน ควรจัดการอย่างไร
  • พัฒนาทักษะในการจัดการปัญหา และความยืดหยุ่นต่อสถานการณ์ต่าง ๆ รวมถึงทักษะการสื่อสาร เจรจาต่อรอง การยืนหยัดเพื่อรักษาสิทธิ์อันชอบธรรมของตนเอง
  • ยอมรับความแตกต่างของคน และเปิดใจรับฟังความคิดเห็นที่อาจไม่ตรงกัน ไม่ด่วนตัดสินคนอื่น
  • แสวงหาความช่วยเหลือ และอาจหาที่ปรึกษา (coach and mentor)
  • ร่วมกิจกรรมทางสังคม และกิจกรรมเพื่อสุขภาพ
เคล็ดลับแก้อาการหมดไฟในการทำงาน
  1. ค้นหาเหตุผลให้เจอ แล้วหาวิธีแก้
  2. สนุกไปกับเป้าหมายใหม่ๆ แม้จะทำงานเดิม ๆ
  3. นอนหลับให้เพียงพอ ชาร์ตพลังให้เต็มที่ แล้วมาสู้งานต่อไปในวันต่อไป
  4. หาเวลาเบรกระหว่างวัน  ผละออกจากงาน ไปคุยเล่น ๆ กับเพื่อนร่วมงานบ้าง 
  5. เปลี่ยนไปทำอะไรใหม่ ๆ หาประสบการณ์ใหม่ หารสชาดใหม่ ๆ ให้ชีวิต
ทางด้าน วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล (CMMU) ได้ทำการวิจัยด้านการตลาดในหัวข้อเรื่อง “BURNOUT IN THE CITY” โดยทำการสำรวจของคนวัยทำงานที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพมหานคร จำนวน 1,280 คน แบ่งเป็นผู้ชาย 34% และผู้หญิง 66% ทำการศึกษาคนที่อยู่ในทุก Generation ตั้งแต่ Baby Boomer, Gen X, Gen Y และ Gen Z  จากผลวิจัยดังกล่าว พบว่า คนกรุงเทพ 12% อยู่ในภาวะหมดไฟในการทำงาน 57% อยู่ในภาวะที่มีความเสี่ยงสูงที่จะหมดไฟในการทำงาน และ 31% ไม่อยู่ในภาวะหมดไฟ  สาเหตุของการเกิดภาวะหมดไฟมาจากสาเหตุหลัก 4 อย่าง ได้แก่ (Pang. 2563 : ออนไลน์)
  1. ปริมาณงานไม่สัมพันธ์กับจำนวนคนทำงาน
  2. การทำงานในยุคปัจจุบัน คนหนึ่งคนอาจจะต้องแบกภาระงานมากถึง 4 – 5 อย่างในตำแหน่งเดียว ทำให้เกิดภาวะหมดไฟได้
  3. ขาดอุปกรณ์และสภาพแวดล้อมไม่เป็นใจ การขาดอุปกรณ์ที่ช่วยให้งานสำเร็จได้ง่ายขึ้นหรือช่วยลดกระบวนการในการทำงาน ทำให้คนทำงานในยุคนี้ต้องใช้เวลาทำงานนานจนท้อ และรวมถึงเพื่อนร่วมงาน งานวิจัยพบว่า ถ้าคนทำงานยุคนี้มีความสัมพันธ์ที่ไม่ดีกับเพื่อนร่วมงานก็ส่งผลให้เกิดภาวะหมดไฟได้
  4. โครงสร้างองค์กรที่ยุ่งเหยิง และหัวหน้าที่ไม่ดีอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ส่งผลโดยตรงต่อการหมดไฟในที่ทำงานคือ หากองค์กรขาดความยืดหยุ่นในเชิงโครงสร้างการจัดการ รวมถึงหัวหน้าที่ขาดความรับผิดชอบ มากกว่านั้นหากมีการเลือกที่รักมักที่ชัง ก็จะส่งผลให้คนที่ทำงานเกิดปัญหาหมดพลังหรือหมดไฟในการทำงานได้ง่ายๆ
ที่มาของภาพ https://brandinside.asia/burnout-in-the-city/

ผลการวิจัยยังพบวิธีการคลายเครียดที่คนทำงานในกลุ่มตัวอย่างที่ศึกษาเลือกใช้มีดังนี้ เล่น Social media พูดคุยกับครอบครัว พูดคุยกับเพื่อน ฟังเพลง ออกกำลังกาย เล่นเกม ทานอาหาร สวดมนต์ ดูภาพยนตร์

FRESH strategy 
งานวิจัยเรื่อง BURNOUT IN THE CITY ได้เสนอแนะกลยุทธ์ในการทำธุรกิจที่จะตอบโจทย์คนหมดไฟในการทำงานโดยเรียกชื่อกลยุทธ์ว่า “FRESH strategy” ซึ่งหมายถึงกลยุทธ์ที่มีความสดใหม่และเข้ามาเติมเต็มช่องว่างปัญหาของคนหมดไฟ โดยแบ่งได้ดังนี้
  • F = Fulfil Friend and Family การทำธุรกิจจะต้องเข้าถึงกลุ่มเพื่อน และครอบครัว ตัวอย่างธุรกิจในกลุ่มนี้เช่น คอร์สสอนทำอาหารเป็นกลุ่ม เพื่อเรียนกันเป็นครอบครัว หรือเรียนกับกลุ่มเพื่อน
  • R = Recharge your energy  ธุรกิจที่พร้อมเยียวยาคนหมดไฟอย่างเร่งด่วน เช่น คาเฟ่สุนัข เพื่อช่วยในการบำบัดความเครียด
  • E = Entertainment แน่นอนว่าคนที่เครียดก็ต้องการสิ่งบันเทิงในการบรรเทาความเครียด ธุรกิจอย่างภาพยนตร์ สตรีมมิ่ง หรือแอปพลิชันใช้ฟังเพลงจึงเป็นธุรกิจที่เติบโตในยุคนี้
  • S = start something new เพราะการทำงานแบบเดิมๆ ก่อให้เกิดความเบื่อหน่าย หรือก่อให้เกิดภาวะหมดไฟ ธุรกิจที่พาไปเปิดโลกใหม่จึงเป็นเทรนด์ธุรกิจที่น่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็นการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ การท่องเที่ยวเชิงสมบุกสมบันออกแนวผจญภัย หรือการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ
  • H= heal your health  แน่นอนว่าภาวะหมดไฟ นำไปสู่ภาวะซึมเศร้า ปัญหาเรื่องสุขภาพต่างๆ ดังนั้นเทรนด์ธุรกิจสุขภาพที่จะช่วยบำบัดจิตใจจึงน่าสนใจ อย่างในต่างประเทศมีบริการ chatbot ที่จะช่วยให้คนหมดไฟมาระบายปัญหา ความเครียด เพราะถึงที่สุดแล้ว หนทางหนึ่งในการแก้ปัญหาภาวะหมดไฟ คือการได้ระบายความในใจออกไป ไม่ว่าจะได้พูดคุยกับเพื่อน ครอบครัว หรือเทคโนโลยีที่เข้าใจอาการเหล่านี้ก็ตาม
ICD-11
องค์การอนามัยโลก (World Health Organization : WHO) ได้บรรจุ ภาวะหมดไฟในการทำงาน หรือ เบิร์นเอาต์ (burnout) ลงในบัญชีโรค และอาการผิดปกติต่างๆ ในคู่มือวินิจฉัยและจัดประเภทของโรคระหว่างประเทศ ฉบับ 11 (International Classification of Diseases : ICD-11) มีผลบังคับใช้ในปี พ.ศ.2565 โดยให้คำจำกัดความของ ภาวะหมดไฟในการทำงานว่า เป็นอาการที่เกิดจากความเครียดในการทำงานเรื้อรัง และไม่ได้รับการดูแล แบ่งลักษณะอาการได้สามกลุ่ม ได้แก่ (Patta.pond. 2562 : ออนไลน์)
  1. รู้สึกเหนื่อยล้า ไม่มีพลัง
  2. มีทัศนคติที่ไม่ดีต่องาน มีอาการต่อต้านการทำงาน
  3. ประสิทธิภาพในการทำงานลดลง

***************************************
ที่มาข้อมูล
  • ภาควิชาจิตเวชศาสตร์. (2562). ภาวะหมดไฟในการทำงาน (burnout syndrome).คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล. [Online]. Available: https://www.si.mahidol.ac.th/th/healthdetail.asp?aid=1385. [2564 มีนาคม 2]
  • Pang. (2563). รู้หรือไม่ คนกรุงเทพ 7 ใน 10 มีภาวะหมดไฟ ผลวิจัยเผย ธุรกิจอะไรที่จะตอบโจทย์คนเหล่านี้.Brandinside. [Online]. Available: https://brandinside.asia/burnout-in-the-city/.[2564 มีนาคม 2]
  • Patta.pond. (2562). องค์การอนามัยโลก ประกาศให้ "ภาวะหมดไฟในการทำงาน" เป็นภาวะทางการแพทย์. MangoZero. [Online]. Available: https://www.mangozero.com/burntout-as-a-disease/. [2564 มีนาคม 2]

วันจันทร์ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2563

ด้วยความเสียสละของ อสม. ประเทศไทยจะรอดพ้นจากโควิด-19 ได้อย่างรวดเร็ว

ขณะที่ผมเขียนบทความนี้ มีผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 (โควิด-19) ทั่วโลกจำนวน 638,146  คน เสียชีวิตแล้ว 30,039  คน (ข้อมูล ณ 29 มี.ค.2563 : WHO)   ส่วนในประเทศไทย พบผู้ติดเชื้อแล้ว 1,388 คนราย เสียชีวิตแล้ว 7 ราย จำนวนผู้ติดเชื้อที่ประเทศไทยมีรายงานแค่เพียง 1,388 คน อาจไม่ใช่ตัวเลขที่แท้จริง เป็นเพียงตัวเลขที่ได้รับจากข้อมูลเดิมๆ  และจากการติดตามแกะรอยสังเกตุอาการจากผู้ที่เคยสัมผัสหรือติดต่อกับคนที่ติดเชื้อโควิด-19 แล้ว โดยนักระบาดวิทยาของกระทรวงสาธารณสุข  ซึ่งก็ยังไม่สามารถติดตามแกะรอยเพื่อสังเกตุอาการผู้ที่เคยสัมผัสหรือเคยติดต่อกับผู้ป่วยฯ ได้ทั้งหมด 

   

หากเราเพิ่มศักยภาพของทีมแกะรอยติดตามเพื่อสังเกตุอาการของผู้ที่เคยสัมผัส หรือเคยติดต่อกับผู้ที่ติดเชื้อฯ ได้ครอบคลุมและเร็วกว่านี้ เราอาจจะพบตัวเลขผู้ติดเชื้อที่มากกว่านี้ อย่างน่าตกใจ หรืออาจจะไม่พบเลยก็ได้


จำนวนผู้ติดเชื้อของไทยอาจจะเพิ่มมากขึ้นเป็นหมื่นหรืออยู่ในระดับพันก็ได้
ขึ้นอยู่ว่าเราจะมีประสิทธิภาพค้นหาผู้ที่อาจติดเชื้อไวรัสฯ ได้มีประสิทธิภาพเพียงใด


ผู้ติดเชื้อในต่างจังหวัดเริ่มเพิ่มมากขึ้นหลัง กทม.ประกาศปิดกิจการหลายอย่าง
จนกระทั่งคนต้องตกงาน เดินทางกลับบ้านเดิมที่ต่างจังหวัด

การติดตามอย่างเข้มข้นของจีน
ในรายงานการสอบสวนโรคระบาดจากไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 ในประเทศจีน ขององค์การอนามัยโรค (WHO) ระบุว่า ประเทศจีนมีนโยบายให้ความสำคัญในการติดตามหาผู้ที่ติดต่อ หรือเคยสัมผัสกับผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 อย่างเข้มข้น หลังจากที่ LOCK DOWN ทุกคนให้อยู่กับบ้านแล้ว ทางจีนได้จัดนักระบาดวิทยามากกว่า 1,800 ทีมละอย่างน้อย 5 คน ดำเนินการติดตามผู้ที่เคยติดต่อและเคยสัมผัสกับผู้ติดเชื้อฯ ได้วันละอย่างน้อยหมื่นคนต่อวัน เพื่อการสังเกตการณ์ทางการแพทย์ พบว่าจากรายชื่อของผู้ติดต่อและผู้ที่เคยสัมผัสกับผู้ติดเชื้อโควิด-19 ที่ติดตามนั้น พบว่ามีผู้ติดเชื้อโควิด-19 เพิ่มเติมระหว่าง 1% ถึง 5%



ทีมนักระบาดวิทยาของจีน  Walking,Knocking, and more Knocking
เคาะประตูทุกบ้าน เพื่อให้คำแนะนำและค้นหาผู้ป่วย



เอ็กซ์เรย์พื้นที่ ค้นหาผู้ติดเชื้อโควิด-19
รัฐบาลพยายามหามาตรการควมคุมและป้องกันการระบาดของไวรัสโควิด-19 อย่างหลากหลาย และในวันที่ 26 มี.ค.2563 ที่ผ่านมา ก็ประกาศ พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน จนทำให้ประชาชนเกิดความตื่นตระหนกกันทั้งประเทศ ปิดกิจกรรมทุกอย่างๆ ที่จะทำให้ประชาชนมารวมตัวกัน รณรงค์ให้ประชาชน อยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ  เข้มข้นกับมาตรการเว้นระยะห่างทางสังคม (Social Distancing) ทุกคนต่างเสพข่าวไวรัสโควิด-19 ทั้งข่าวจริง-ข่าวปลอม จนจิตวิตกกันไปหมด


หากเราต้องการจะกลับสู่ภาวะปกติได้อย่างรวดเร็ว เราอาจต้องใช้มาตรการเชิงรุก  คือ การค้นหาผู้ที่อาจติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ให้ครอบคลุม รวดเร็ว มากกว่าที่จะรอให้มันปรากฏอาการ อย่างที่ประเทศจีนสร้างทีมนักระบาดวิทยา 1,800 ทีม เคาะประตูตามบ้าน หลังจากทุกคนถูก LOCK DOWN กักตัวอยู่ในบ้านเรียบร้อยแล้ว

ปัจจุบันหลายคนก็พยายามทำตามคำแนะนำของรัฐบาล คือ อยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ แต่เขาเหล่านั้นก็ยังรู้สึกกังวลว่า จะรู้ได้อย่างไรว่าตัวเองติดเชื้อหรือไม่  การจัดทีมอาสาสมัครเข้าเยี่ยมเยียนและเคาะประตูบ้าน ทำการตรวจวัดอุณหภูมิ   และให้คำแนะนำในการป้องกันควบคุมไวรัสโควิด-19 น่าจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุดเพราะ
  1. หากมีการตรวจวัดไข้เบื้องต้นถึงบ้านแล้ว แต่ละคนพบว่าตัวเองปกติ ไม่มีไข้ ไม่มีอาการเสี่ยง เขาเหล่านั้นก็จะรู้สึกสบายใจ เมื่อเขารู้ว่าตัวเองไม่ติดเชื้อ ก็จะให้ความร่วมมือทำตามข้อแนะนำการป้องกันและควบคุมโรคของทางราชการอย่างเคร่งครัด 
  2. หากพบผู้ที่มีอาการเสี่ยง เช่น มีไข้สูง มีอาการไอแห้ง หรือมีอาการอื่นๆ ที่เข้าข่ายอาจมีความเสี่ยงติดเชื้อฯ ก็สามารถนำตัวส่งแพทย์ทันที  และติดตามเฝ้าระวังผู้ที่ใกล้ชิดและผู้ที่สัมผัสกับผู้ป่วยอย่างต่อเนื่อง
  3. หากบ้านใดไม่พบผู้ที่มีอาการป่วยก็ให้ความรู้และให้ข้อแนะนำในการป้องกันและควบคุมโรคไปในตัว 
หากทำเช่นนี้แล้ว เราจะสามารถหาผู้ป่วยที่อาจติดเชื้อไวรัสโควิด-19 และทำการรักษาได้อย่างรวดเร็ว และยังสามารถป้องกันไม่เกิดการระบาดต่อไปอย่างได้ผล

ใครที่จะทำหน้าที่นี้
อาสาสมัครสาธารณสุข (อสม.) เป็นกลุ่มคนที่มีศักยภาพเหมาะที่จะทำหน้าที่นี้ได้ เพราะมีพื้นฐานทางสาธารณสุขอยู่แล้ว  ปัจจุบันมี อสม. จำนวนกว่า 1 ล้านคนอยู่ทั่วประเทศ  รับผิดชอบอยู่ทุกพื้นที่ทั่วไทย อสม.จะสามารถปฏิบัติภารกิจนี้ได้อย่างรวดเร็ว  อสม. จะทำหน้าที่เคาะประตูบ้านทุกหลัง  เอ็กซ์เรย์พื้นที่เพื่อค้นหาผู้ติดเชื้อโควิด-19 และให้คำแนะนำในการป้องกันโรคในหมู่บ้านของตนเองที่รับผิดชอบ  เพียงแต่ทางกระทรวงสาธารณสุข ต้องดำเนินการเพิ่มเติม คือ 
  1. จัดอบรมให้ความรู้เรื่องการระบาดวิทยาเบื้องต้นของไวรัสโควิด-19 แก่ อสม.
  2. จัดหาอุปกรณ์วัดไข้และอุปกรณ์ประกอบให้ อสม.ใช้เดินวัดไข้ในขณะเยี่ยมบ้าน
  3. จัดหาอุปกรณ์ป้องกันตนเอง ที่เหมาะสมให้ อสม.
  4. จัดเอกสาร หรือสื่อประชาสัมพันธ์ เพื่อแจกจ่ายและให้คำแนะนำตามบ้าน
  5. จัดเบี้ยเสี่ยงภัยให้ อสม.ในขณะปฏิบัติหน้าที่เยี่ยมบ้าน
หากเราทำเช่นนี้ได้ ด้วยความเสียสละของ อสม. เราจะสามารถค้นหาเจ้าตัวไวรัสโควิด-19 นี้ ได้อย่างรวดเร็ว และชัดเจน เราจะสามารถวางแผนควบคุมไม่ให้การระบาดมีความรุนแรงไปมากกว่านี้  สถานการณ์ในประเทศไทยก็จะกลับเข้าสู่สภาวะปกติ กิจกรรมทางเศรษฐกิจก็จะฟื้นกลับได้โดยเร็ว

Walking, Knocking and More Knocking
ขยันเดิน ขยันเคาะ และเคาะให้มากขึ้นเรื่อยๆ ในทุกวัน

******************************** 
ชาติชาย คเชนชล : 30 มี.ค.2563