วันอาทิตย์ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2552

บทบรรยาย การแสดง แสง สี เสียง เรื่อง “ตำนานสะพานจุฬาลงกรณ์”


บทบรรยายการแสดงแสงสีเสียง เรื่อง ตำนานสะพานจุฬาลงกรณ์ อ.เมือง จ.ราชบุรี นี้ ผมได้จัดทำไว้เมื่อกลางปี พ.ศ.2548 เนื่องจาก จังหวัดราชบุรี ดำริจะจัดให้มีการแสดงในช่วงเทศกาลลอยกระทง จนแล้วจนรอด ก็ไม่ได้แสดง..เพราะถึงเวลา ไม่มีใครเป็นเจ้าภาพจริง...ได้แต่พูดกันไป..เพื่อป้องกันการสูญหาย จึงได้นำมาไว้ใน Blog แห่งนี้ เพื่อว่าจะมีใครนำไปประยุกต์ใช้ในอนาคต เนื้อความที่เขียนยังไม่ได้มีการประชุมเพื่อปรับแต่ง อาจจะฟังยังไม่รื่นหูมากนัก



ฉากที่ 1 แม่กลอง…..สายน้ำแห่งชีวิต

กว่าหนึ่งพันปี ที่ลำน้ำสายใหญ่เบื้องหน้าทุกท่านในขณะนี้ ได้ทำหน้าที่หล่อเลี้ยงวิถีชีวิตผู้คนบนแผ่นดินสองฟากฝั่งให้อุดมไปด้วยพืชพันธุ์ ผลาหาร การค้า พาณิชย์ เปรียบเสมือนเส้นเลือดใหญ่ที่สำคัญของแผ่นดินนี้มาแต่อดีต จวบจนปัจจุบัน แม่น้ำสายนี้ยังคงเป็นเส้นเลือดแห่งวิถีชีวิตของชาวราชบุรี แม้กาลเวลาจะหมุนเวียนเปลี่ยนไป แต่แม่น้ำแม่กลองก็ยังคงคุณค่าไม่เคยเปลี่ยนแปลง


เมืองราชบุรี เป็นเมืองเก่าแก่ ถูกบันทึกอยู่ในหน้าประวัติศาสตร์มาแต่ครั้งสมัยทวารวดี เรื่อยมาจนกรุงสุโขทัย กรุงศรีอยุธยา กรุงธนบุรี จวบจนกระทั่วถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ในกาลปัจจุบัน ราชบุรีเป็นเมืองที่สุขสงบ วิถีชีวิตของผู้คนเรียบง่าย เอื้ออารี ผืนแผ่นดินอุดมไปด้วยทรัพย์ในดิน สินในน้ำ มีธรรมชาติที่สวยงาม จึงเป็นจุดหมายของผู้แสวงหาแผ่นดินที่อยู่อาศัย เพื่อความสงบสุขร่มเย็น จนกลายเป็นบ้านของกลุ่มชนถึง ๘ เผ่า จากต่างเชื้อชาติต่างวัฒนธรรม แต่ก็ผสมผสานกันได้อย่างลงตัว ไม่ว่าจะเป็นคนไทยภาคกลางพื้นถิ่น ชาวไทยจีน ชาวไทยญวน ชาวไทยมอญ ไทยกะเหรี่ยง ไทยลาวโซ่ง ไทยลาวตี้และไทยเขมร ที่คงอยู่อาศัยร่วมกันอย่างร่มเย็นเป็นสุขมาจนทุกวันนี้


แต่ใครจะรู้บ้างว่า สายน้ำที่ไหลเรื่อย สวยงาม และใสเย็นแห่งนี้ เคยผ่านความโชคร้ายทั้งจากธรรมชาติ และการกระทำของมนุษย์มามากมายเพียงไร หากแม่น้ำแม่กลองเอื้อนเอ่ยวาจาได้ คงอยากที่จะบอกเล่าเรื่องราวหลากหลายที่เกิดขึ้น ให้คนรุ่นหลังได้ร่วมรับรู้


ห้วงเวลานับจากนี้…………เราจะขอทำหน้าที่เป็นตัวแทนของลำน้ำแม่กลอง บอกเล่าหนึ่งในเรื่องราวที่หลากหลาย ความทุกข์ยาก และความสูญเสียจากสงคราม ซึ่งมนุษย์เป็นผู้ก่อขึ้น แม้ว่าประเทศไทยจะมิใช่คู่สงคราม แต่เราก็ถูกดึงเข้าไปร่วมอยู่ในเหตุการณ์โดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้ แม้ว่ารัฐบาลไทยในขณะนั้น จะได้พยายามอย่างดีที่สุด เพื่อรักษาเอกราช และอธิปไตยของชาติไว้ แต่ก็ต้องแลกด้วยความหายนะ และความสูญเสียของคนไทยในหลายๆ พื้นที่ ที่กองทหารญี่ปุ่นเข้าไปตั้งอยู่ ซึ่งจังหวัดราชบุรีก็เป็นหนึ่งในจำนวนผู้ที่ได้รับผลกระทบเหล่านั้น
ฉากที่ 2 สงครามมหาเอเชียบูรพา
เช้าตรู่ของวันจันทร์ที่ 8 ธันวาคม พุทธศักราช 2484 กองทัพแห่งพระเจ้าจักรพรรดิ์ บุกเข้า โจมตีฐานทัพเรือของสหรัฐที่อ่าวเพิร์ลฮาร์เบอร์ หมู่เกาะฮาวาย……นั่นหมายถึงสัญญาณการเริ่มต้นของสงครามโลกครั้งที่ 2


สงครามแห่งความหายนะของมวลมนุษยชาติได้เปิดฉากขึ้นอย่างเต็มรูปแบบ พร้อมๆ กับสงครามมหาเอเชียบูรพาที่เริ่มอุบัติขึ้น ด้วยการที่กองทหารญี่ปุ่นจำนวนมาก บุกเข้าสู่หลายประเทศในเอเซีย รวมถึงประเทศไทยของเราก็ตกเป็นเป้าหมาย กองทัพญี่ปุ่นเคลื่อนทัพเข้าสู่ประเทศไทย 2 เส้นทาง โดยทางบกผ่านทางจังหวัดพระตะบอง และจังหวัดพิบูลสงครามของกัมพูชา และทางทะเล กองทหารญี่ปุ่นได้ยกพลขึ้นบกทางฝั่งทะเลตะวันออกตั้งแต่จังหวัดสมุทรปราการ ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฏร์ธานี นครศรีธรรมราช สงขลา และปัตตานี พร้อมๆ กัน ในคืนเดียว แม้ว่าประเทศฯไทย่จะผนึกกำลังต่อสู้อย่างเต็มความสามารถ จนเปิดเป็นวีรกรรมเล่าขานของยุวชนทหารผู้กล้า แต่ก็หาทัดทานกำลังของทหารญี่ปุ่นได้ไม่……สงครามแผ่ขยายไปเกือบทุกพื้นที่ทั่วโลก


กองทัพญี่ปุ่นยื่นข้อเสนอต่อรัฐบาลไทย ขอส่งทหารผ่านดินแดนไทยไปประเทศพม่า เพื่อเข้าสู่ประเทศอินเดีย ได้มีการเจรจาต่อรองกันหลายครั้ง จนในที่สุด เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม พุทธศักราช 2484 รัฐบาลไทยภายใต้การนำของ ฯพณฯ จอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีตกลงยอมรับข้อเสนอและเงื่อนไขของกองทัพญี่ปุ่น ยินยอมให้ใช้ประเทศไทยเป็นเส้นทางเดินทัพผ่านไปประเทศมลายู และพม่า เพื่อเข้าสู่ประเทศอินเดีย ด้วยเหตุผลที่ประชาชนชาวไทยในขณะนั้นไม่สามารถแข็งขืนได้ นั่นก็คือ เพื่อรักษาเอกราชและอธิปไตยของชาติให้คงไว้


ในสงครามครั้งนั้น จังหวัดราชบุรี ถูกกำหนดให้เป็นศูนย์กลางการเดินทัพของญี่ปุ่น เพื่อใช้ในการลำเลียงเสบียงอาหารและอาวุธยุทโธปกรณ์
ฉากที่ 3 ทางรถไฟสายยุทธศาสตร์

กองทัพญี่ปุ่นเริ่มดำเนินการก่อสร้างทางรถไฟสายไทย – พม่า ในวันที่ 8 ธันวาคม พุทธศักราช 2485 โดยใช้เชลยศึกของฝ่ายสัมพันธมิตรเป็นแรงงาน เริ่มต้นจากสถานีรถไฟบ้านหนองปลาดุก อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี มุ่งสู่ทิศตะวันตก เลียบลำน้ำแม่กลอง ตัดผ่านแม่น้ำแควน้อย จังหวัดกาญจนบุรี ผ่านเขตแดนไทยที่ด่านเจดีย์สามองค์ สุดทางที่สถานีธันบีอูซายิต ซึ่งอยู่ระหว่างเมืองมะละแหม่งกับเมืองตองยี ประเทศพม่า ระยะทาง 415 กิโลเมตร


ทางรถไฟสายนี้จะเป็นเส้นทางคมนาคมที่สำคัญสำหรับใช้ในการลำเลียงพลอาวุธยุทโธปกรณ์ สัมภาระและเสบียงอาหารของกองทัพญี่ปุ่น จากภาคใต้ของประเทศไทยมุ่งเข้าโจมตีต่อประเทศพม่า และประเทศอินเดีย

ฉากที่ 4 วิถีชีวิตชาวราชบุรีในช่วงสงครามเมื่อชาวราชบุรีต้องเผชิญกับสภาวะของสงครามที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ในเมืองที่เต็มไปด้วยทหารญี่ปุ่น ที่สถานีรถไฟราชบุรี ผู้คนมักจะได้พบเห็นภาพของการขนย้ายเชลยศึกจำนวนมากมายใส่ตู้รถไฟ มาจากทางภาคใต้ เพื่อนำไปเป็นแรงงานก่อสร้างทางรถไฟสายไทย – พม่า เนื่องจากรถไฟทุกขบวนจะต้องแวะเติมน้ำ เติมฟืนที่สถานีแห่งนี้ก่อนที่จะเดินทางต่อไป จนเกิดเป็นอาชีพของคนราชบุรีในครั้งนั้น คือการนำผลไม้ อาหารการกินไปแลกกับของใช้ที่เชลยศึกนำติดตัวมา เช่น สร้อย แหวน นาฬิกา และชาวราชบุรีบางคนก็ถูกจ้างให้เข้าไปทำงานให้กับค่ายทหารญี่ปุ่น บางส่วนก็อพยพหลบหนีไปอยู่ที่อื่น


ในภาวะสงคราม ความอดอยากยากแค้น ความขาดแคลนเกิดขึ้นทุกหย่อมหญ้า ทำให้เกิดการลักขโมย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการขโมยของจากค่ายทหารญี่ปุ่น อาทิเช่น น้ำมัน และยุทธปัจจัยต่างๆ เมื่อถูกจับได้ ญี่ปุ่นก็จะใช้วิธีการลงโทษอย่างรุนแรง เช่น ผู้ที่ขโมยน้ำมัน ก็จะให้กินน้ำมันด้วยการกรอกปาก ทุกฝ่ายต่างต้องอยู่ร่วมกัน ท่ามกลางกลิ่นไอสงคราม


จนในที่สุด ลางแห่งความพ่ายแพ้ของฝ่ายอักษะก็เริ่มขึ้น สงครามดำเนินไปจนถึงปลายปีพุทธศักราช 2487 กองทัพแห่งพระเจ้าจักรพรรติ เริ่มปราชัยในประเทศพม่า จำต้องถอยร่น กลับเข้าทางประเทศไทย กองทัพฝ่ายสัมพันธมิตรได้วางแผนในการทิ้งระเบิดตามเส้นทางคมนาคมและสะพานที่สำคัญๆ ในเขตประเทศไทย เพื่อสร้างความระส่ำระสาย และปิดเส้นทางการถอยทัพหนีของกองทัพญี่ปุ่น ดังนั้นสะพานจุฬาลงกรณ์ จึงเป็นเป้าหมายสำคัญแห่งหนึ่งที่กองทัพฝ่ายสัมพันธมิตรต้องทำลาย
ฉากที่ 5 อวสานสะพานจุฬาลงกรณ์เมื่อ 104 ปีล่วงแล้ว คือ พุทธศักราช 2444 สะพานจุฬาลงกรณ์ที่โดดเด่น สวยงาม ปรากฏต่อสายตาทุกท่านในขณะนี้ ได้ถือกำเนิดขึ้น จากพระมหากรุณาธิคุณ และพระปรีชาญาณรของล้นเกล้ารัชกาลที่ 5 ทรงโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้สร้างสะพานเชื่อมสองฝั่งลำน้ำแม่กลองเข้าหากัน เพื่อให้พสกนิกรของพระองค์ได้มีเส้นทางคมนาคมที่ทันสมัย เทียบเทียมนานาอารยประเทศ พร้อมกับพระราชทานพระนามของพระองค์ท่านเป็นชื่อสะพานแห่งนี้ด้วย สะพานจุฬาลงกรณ์นอกจากจะเป็นหัวใจของการคมนาคมของจังหวัดราชบุรีแล้ว ยังเป็นเส้นทางหลักของทางรถไฟสายใต้ของไทยอีกด้วย จึงตกเป็นเป้าการโจมตีของฝ่ายสัมพันธมิตร


จากบันทึกและคำบอกเล่าของผู้ซึ่งอยู่ในเหตุการณ์ครั้งนั้นเมื่อ 60 ปีที่แล้ว เล่าว่า ชาวราชบุรีต้องอกสั่นขวัญผวาและอพยพหนีภัยกันทุกครั้ง เมื่อได้ยินเสียงสัญญาณเตือนภัย เสียงเครื่องบินที่ดังกระหึ่มอยู่เหนือน่านฟ้าเมืองราชบุรี และเสียงระเบิดที่ดังกึกก้องในเขตเมืองราชบุรี


มีการทิ้งระเบิดเพื่อทำลายสะพานจุฬาลงกรณ์หลายครั้ง แต่พลาดเป้าไปทุกครั้ง จนในที่สุดฝ่ายสัมพันธมิตรต้องเปลี่ยนวิธีการใหม่ ด้วยการผูกลูกระเบิดด้วยโซ่ให้เป็นพวง เพื่อทิ้งให้ลงไปคล้องบริเวณสะพานไว้และตั้งเวลาให้ระเบิดในเวลาต่อมา


ในการทิ้งระเบิดโจมตีแต่ละครั้ง ความรู้สึกของชาวราชบุรีที่ต้องเผชิญ และไม่ลืมไปจากความทรงจำ นี่คือ............เริ่มต้นจากการได้ยินเสียงเครื่องบินแหวกอากาศมาจากทางด้านทิศตะวันตก แล้วก็ผ่านหายไป ต่อมาก็จะได้ยินเสียงสัญญาณเตือนภัยดังขึ้น ทุกคนก็จะพากันอพยพหลบหนีออกจากบ้านเรือนไปหลบอยู่ตามทุ่งนานอกเมือง จากนั้นไม่นานเสียงกระหึ่มของเครื่องบิน บี 24 กลับมาอีกครั้ง พร้อมๆ กับการปล่อยพลุไฟร่มชูชีพ ส่องสว่างเต็มท้องฟ้า ทำให้เมืองราชบุรีสว่างไสวราวกับเป็นเวลากลางวัน ต่อมาฝูงเครื่องบิน บี 24 จำนวน 5 ถึง 6 เครื่อง บินพุ่งเฉียดทิวไม้ กราดกระสุนปืนกลใส่ค่ายทหารญี่ปุ่นและปล่อยลูกระเบิดออกจากใต้ท้องเครื่องบินลงมาเป็นสายไม่ขาดระยะ เป็นเวลาเกือบหนึ่งชั่วโมงกว่าการโจมตีจะสิ้นสุดลง สัญญาณปลอดภัยดังขึ้น ความสงบกลับมาอีกครั้ง


การทิ้งระเบิดครั้งสุดท้าย ในคืนวันที่ 11 กุมภาพันธ์ พุทธศักราช 2488 เป็นการทิ้งระเบิดโดยการร้อยโซ่เป็นพวง และเป็นระเบิดชนิดกำหนดเวลา นับเป็นความสำเร็จของฝ่ายสัมพันธมิตร เมื่อเสียงระเบิดดังกึกก้องขึ้นในตอนเช้าตรู่ของวันที่ 12 กุมภาพันธ์ พุทธศักราช 2488 เวลาประมาณ 6 นาฬิกา 30 นาที พร้อมๆ กับอวสานของสะพานจุฬาลงกรณ์
ฉากที่ 6 ตำนานหัวรถจักรไอน้ำเมื่อเส้นทางคมนาคมที่สำคัญถูกตัดขาด กองทัพญี่ปุ่นยังคงใช้ความพยายามในการสร้างสะพานไม้เป็นสะพานเบี่ยง เพื่อให้สามารถลำเลียงพลและสัมภาระข้ามแม่น้ำแม่กลองให้จงได้ แต่เนื่องจากไม้ที่ใช้ในการสร้างสะพานนั้นเป็นไม้เนื้ออ่อน จึงไม่สามารถรองรับน้ำหนักของยวดยานต่างๆ ได้ ในที่สุดสะพานไม้นั้นก็หักลง จนทำให้หัวรถจักรไอน้ำตกลงไปนอนสงบนิ่งอยู่ใต้ท้องน้ำอันเยือกเย็นแห่งนี้ มาจนกระทั่งถึงบัดนี้
ฉากที่ 7 อวสานสงครามโลกครั้งที่ 2ในที่สุดฉากสุดท้ายของสงครามโลกครั้งที่ 2 ก็มาถึง เมื่อฝ่ายสัมพันธมิตร ซึ่งประกอบด้วยสหรัฐอเมริกา อังกฤษ ฝรั่งเศส มีชัยชนะเหนือฝ่ายอักษะ คือ เยอรมันนี ญี่ปุ่น อิตาลี มหันตภัยสงครามครั้งสุดท้าย คือการที่กองทัพสหรัฐ ตัดสินใจทิ้งระเบิดปรมาณู ถล่มเมืองฮิโรชิมา และเมืองนางาซากิ ของญี่ปุ่น สร้างความสูญเสียอย่างมหาศาล สมเด็จพระจักรพรรดิญี่ปุ่นจึงประกาศยอมแพ้ต่อกองทัพสัมพันธมิตร เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม พุทธศักราช 2488 นับเป็นการสิ้นสุดของสงครามโลก ครั้งที่ 2 และสงครามมหาเอเชียบูรพา ที่ยาวนานมาถึง 4 ปี


วิถีชีวิตของชาวราชบุรี กลับสู่ความสงบสุขดังเดิมอีกครั้ง พร้อมๆ กับการฟื้นฟูสภาพความเสียหายของอาคารสถานที่ สิ่งปลูกสร้างต่างๆ


น้ำตาแห่งความระทมทุกข์และสูญเสียต่างๆ ค่อยๆ เหือดแห้งไป คงเหลือไว้แต่เพียงความทรงจำ เพื่อเป็นบทเรียนให้อนุชนคนรุ่นหลังได้รับรู้ถึงความโหดร้ายของสงคราม เพื่อช่วยกันหยุดยั้งไม่ให้เกิดขึ้นอีก


ในวันที่ 20 ตุลาคม พุทธศักราช 2488 สะพานจุฬาลงกรณ์ได้ถูกซ่อมแซมบูรณะขึ้นใหม่ โดยกองทหารจากประเทศอินเดีย ใช้แรงงานของทหารญี่ปุ่น ผู้พ่ายแพ้สงคราม เป็นกรรมการทำการซ่อมสร้างกันทั้งกลางวันและกลางคืน ใช้เวลาเกือบ 2 เดือน จึงเปิดใช้การได้อีกครั้งในวันที่ 5 ธันวาคม ปีพุทธศักราช 2488
ฉากที่ 8 บทสรุปท่านผู้มีเกียรติที่เคารพ การแสดงแสง สี เสียง “ตำนานสะพานจุฬาลงกรณ์” ที่ผ่านสายตาทุกท่านไปแล้วนั้น เป็นการเปิดหน้าประวัติศาสตร์ของเมืองราชบุรี เพื่อเตือนใจให้ชาวราชบุรีและอนุชนรุ่นหลังได้รับรู้ว่า ใต้ท้องน้ำเบื้องหน้าของทุกท่าน ณ ที่นี้ มีซากประวัติศาสตร์ครั้งสงครามโลก ครั้งที่ 2 นอนสงบนิ่งอยู่ สิ่งต่างๆ เหล่านั้น ถูกกำหนดจุดแสดงตำแหน่งที่อยู่ไว้ด้วยทุ่นสัญญาณลูกยาวสีแสดที่ลอยอยู่เหนือผิวน้ำ ซึ่งประกอบด้วย หัวรถจักรไอน้ำ ลูกระเบิดที่ยังคงสภาพสมบูรณ์อยู่ จำนวน 3 ลูก เศษวงล้อ กระจังหน้า และรางรถไฟ
เพื่อให้ทุกคนตระหนักในความเลวร้ายของสงคราม “ ประวัติศาสตร์ราชบุรีจะคงคุณค่า.....เมื่อชาวราชบุรีเห็นคุณค่าของประวัติศาสตร์ ”

บทบรรยายเรื่อง "เฉลิมพระชนม์ 80 พรรษาพระภูมี ฉลองราชบุรีศรีราชบัลลัง"



บทบรรยายเรื่อง "เฉลิมพระชนม์ 80 พรรษาพระภูมี ฉลองราชบุรีศรีราชบัลลัง"
ประกอบการแสดงแสง เสียง และสื่อผสม เมื่อวันที่ 6-7 เม.ย.2550 เวลา 19.00-21.00 น.
ณ สวนสาธารณจักรีอนุสรณ์สถาน เชิงเขาแก่นจันทร์ อ.เมือง จ.ราชบุรี
องค์ที่ ๑ “สืบสายธาร อารยะ ชยราชปุรี”วงแหวนแห่งกาลเวลา เคลื่อนผ่านตามสายกระแสแห่งแม่น้ำราชบุรี หรือแม่น้ำแม่กลองซึ่งเป็นสายน้ำแห่งชีวิต จิตและวิญญาณ ของผู้คนในชุมชนก่อนประวัติศาสตร์ ซึ่งแอบอิงกับสองฟากฝั่งความอุดม และสั่งสมอารยธรรมมานานนับพันปี โดยมีหลักฐานทางโบราณคดี และโบราณสถานที่สำคัญ นั่นคือ เมืองโบราณคูบัว อันเปรียบเหมือนศูนย์กลางของชุมชนโบราณของแผ่นดินนี้ในยุควัฒนธรรมทวารวดี และสันนิษฐานว่าเป็นท่าจอดเรือสมัยโบราณ รวมทั้งหลักฐานโบราณสถานวัดโขลงสุวรรณคีรี และแหล่งโบราณคดีบนเทือกเขางู อันแสดงถึงอารยะของแผ่นดินถิ่นนี้ ที่ปรากฏภาพพระพุทธรูปแกะสลักในถ้ำต่างๆ
สืบยุคสู่วัฒนธรรมเขมรโบราณในพุทธศตวรรษที่ ๑๖,๑๘ จึงเกิดเมือง “ชยราชบุรี” ที่สันนิษฐานว่าเป็นเมืองราชบุรีที่มีวัดมหาธาตุเป็นศูนย์กลาง อีกทั้งยังมีเมืองโบราณโกสินารายณ์ โบราณสถาน จอมปราสาท และพระโพธิสัตย์อวโลกิเตศวรเปล่งรัศมี และอีกนานับความเรืองค่า ที่แสดงถึงความเรืองงามของบรรพชนคนราชบุรี ซึ่งสืบทอดสร้างสรรค์ชุมชนบนผืนแผ่นดินนี้ จากรุ่นสู่รุ่น จากยุคสู่ยุค อันจารึกไว้คู่วันเวลา
วันเวลาแห่งสายน้ำแม่กลอง จึงสะท้อนสู่คืนวันแห่งแผ่นดินที่ปวงบรรพชนคนราชบุรีทั้งสิ้น ได้สืบสานสั่งสมกันมาด้วยอารยะแห่งจิตวิญญาณ โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มแม่น้ำแม่กลอง อันประกอบด้วย จังหวัดกาญจนบุรี ราชบุรี และสมุทรสงคราม เป็นต้นกำเนิดของวัฒนธรรมสุวรรณภูมิ ซึ่งเป็นชุมชนสมัยประวัติศาสตร์แรกเริ่มของไทย โดยใช้สองฝั่งของแม่น้ำแม่กลองเป็นแกนหลัก จะมีเรื่องราวของสุวรรณภูมิโดยเฉพาะตั้งแต่เขตอำเภอบ้านโป่งลงมาตลอดลำน้ำแม่กลองไปถึงอัมพวา ซึ่งเป็นดินแดนแห่งราชนิกูลของกรุงรัตนโกสินทร์ โดยใช้ชื่อโครงการว่า “ลุ่มแม่น้ำแม่กลอง : นิเวศวัฒนธรรมสุวรรณภูมิ” ซึ่งจะมีเส้นทางที่เกี่ยวข้อง กับวัฒนธรรมสุวรรณภูมิ
องก์ที่ ๒“คุณความดี รังสฤษฎ์ สถิตหล้า”เสียงเพลงพิษฐานบอกกล่าววันชื่นคืนสุขแห่งวิถีชีวิตของคนราชบุรี ที่พร้อมปกป้องรักษาผืนแผ่นดิน จนล่วงผ่านสู่คืนวันแห่งแผ่นดินแตก กรุงศรีอยุธยาถูกกองทัพพม่าข้าศึกโจมตีจนเสียกรุงครั้งที่ ๒

ราชบุรีครานั้น มีนายทองด้วง เป็นหลวงยกบัตร และมีภรรยาชื่อ นาก ซึ่งทั้งคู่พยายามรวบรวมผู้คนไม่ให้หลบหนีเข้าป่า และป้องกันการข่มเหงจากกองทัพพม่า อีกทั้งยังให้น้องชายชื่อ บุญมา ไปร่วมกับกองทัพพระเจ้าตากสินในการกู้ชาติประกาศอิสรภาพได้สำเร็จในปี พ.ศ. ๒๓๑๐
คนราชบุรีมีความยินดี ปิติยิ่งนัก เมื่อรู้ว่านายทองด้วงและนายบุญมาได้กลายเป็นทหารเอกของพระเจ้าตากสิน

ในปี พ.ศ.๒๓๑๗ ได้เกิดศึกสำคัญอันประจักษ์คู่เมืองราชบุรี นั่นคือ การสู่รบที่สมรภูมิ “บ้านนางแก้ว” อำเภอโพธาราม นายทองด้วงและนายบุญมาในขณะนั้นดำรงตำแหน่งเจ้าพระยาจักรีและเจ้าพระยาสุรสีห์ ซึ่งได้ทำการร่วมรบเคียงคู่กันจนสามารถได้ชัยชนะเหนือกองทัพพม่า ยังความปลาบปลื้มปิติปรีดาแก่ชาวราชบุรี

จนกระทั่งได้เสด็จขึ้นครองราชย์เป็นพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ก็ทรงได้เป็นจอมทัพบัญชาการร่วมกับสมเด็จพระอนุชาธิราชรบกับกองทัพพม่าของพระเจ้าปดุงใน “สมครามเก้าทัพ” ที่สมรภูมิทุ่งเขางู อำเภอเมืองราชบุรี จนกองทัพพม่าแตกพ่าย และยังความสุขสงบร่มเย็นแก่ผืนแผ่นดินราชบุรีสืบมา
องก์ที่ ๓“คุณค่าคน คุณค่ารัก จำหลักฟ้า”อาทิตย์ ทองทอทาบอาบขอบฟ้า วันเวลาของ “คนราชบุรี” ล่วงผ่านสู่ยุคต้นรัตนโกสินทร์อันเป็นช่วงแห่งกาลประจักษ์ถึงคุณค่าของผู้คนที่ไหลรินเข้ามาร่วมชีวิตกันเป็นหนึ่งเดียว ณ ผืนแผ่นดินแห่งนี้ ซึ่งประกอบด้วยชาวไทยพื้นถิ่น, ชาวไทยกะเหรี่ยง และชาวไทยทรงดำ

สายแสงแห่งความสุข ทอทอดกลุ่ม ๘ ชาติพันธ์ ส่องทอให้เห็นประวัติความเป็นมาของแต่ละชาติพันธุ์, วัฒนธรรมประเพณี, การแต่งกาย, ภาษา, การละเล่นพื้นบ้าน และการร่วมอยู่อาศัยกันในผืนแผ่นดินแห่งนี้อย่างมีความสุขของทุกชาติพันธุ์
ความสุขในทุกรอยยิ้มแต่งแต้มสีสันของทุกกลุ่มชาติพันธุ์ ประดุจสายรุ้งที่ทอประกายเหนือโค้งคุ้งฟ้าราชบุรี และไม่มีวันเลือนลับไปจากแผ่นดินนี้
“ผืนแผ่นดินแห่งความรัก และความเป็นหนึ่งวิถีแห่งห้วงหัวใจคนราชบุรี”
องก์ที่ ๔“คุณค่าเมือง เรืองสง่า พระบารมี”จันทร์ทอแสงสืบสายคุณค่าสู่คน “คุณค่าเมือง” เสมือนความเรืองรองของพระอาทิตย์ที่สืบสายสู่พระจันทร์ “คุณค่าเมือง” จึงเรืองอนันต์นับแต่คืนวันแห่งการวางศิลาฤกษ์ฝังหลักเมืองในช่วงรัชกาลที่ ๒ การสร้างเขาวังในช่วงรัชกาลที่ ๔ และที่สำคัญในช่วงรัชกาลที่ ๔ คือปี พ.ศ. ๒๔๐๙ ได้ทรงกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) ขุดคลองดำเนินสะดวก ซึ่งได้กลายเป็นชุมชนใหญ่ และเป็นหนึ่งในคุณค่าสำคัญประจำเมือง
ในช่วงรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ราชบุรีได้รับการยกขึ้นเป็น “มณฑลราชบุรี” และพระองค์ได้เสด็จพระราชดำเนินเมืองราชบุรีถึง ๑๐ ครั้ง และหนึ่งในนั้นคือ การเสด็จพระราชดำเนินเพื่อทรงเปิดสะพานรถไฟ “จุฬาลงกรณ์” ข้ามแม่น้ำแม่กลองในปี พ.ศ. ๒๔๔๔ และเคยเสด็จพระทับที่จวนผู้ว่าราชการจังหวัด อีกทั้งยังทรงจัดตั้งกรมทหารต่างๆ เป็นแบบอย่างชาวยุโรปและหนึ่งในนั้น อันก่อเกิดและสถิตอยู่คู่เมืองราชบุรี คือ กรมการทหารช่าง และจังหวัดทหารบกราชบุรี “ค่ายภาณุรังษี” ตามพระนาม จอมพลสมเด็จพระราชปิตุลาบรมพงศาภิมุข เจ้าฟ้าภาณุรังสีสว่างวงศ์ กรมพระยาภาณุพันธ์วงศ์วรเดช
สืบรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ ทรงสืบทอดการสร้างสรรค์พัฒนา และเสด็จพระราชดำเนินมายังเมืองราชบุรีหลายครั้ง เพื่อกิจการซ้อมรบเสือป่า และได้ทรงเปิดโรงเรียนเบญจมราชูทิศ เมื่อวันที่ ๒๑ กันยายน ๒๔๕๖ พร้อมทั้งทรงรับไว้เป็นโรงเรียนหลวง ในยุคนี้ได้มีสโสรเสือป่า, อาคารศาลากลางจังหวัด, อาคารศาลแขวงอันเป็นสถาปัตยกรรมคู่เมือง และที่สำคัญอันสถิตอยู่คือเมืองคือ การพระราชทานตราสัญลักษณ์ประจำจังหวัดซึ่งเดิมใช้สัญลักษณ์ “เขางู” ก็ได้เปลี่ยนมาเป็นตราสัญลักษณ์รูปเครื่องราชกกุธภัณฑ์ คือ พระแสงขรรค์ชัยศรี และฉลองพระบาทคู่ประดิษฐานบนพานทองอันแสดงถึงความหมายแห่งชื่อเมืองราชบุรีว่า “เมืองแห่งพระราชา”
องก์ที่ ๕“ยุคสงคราม งามน้ำใจ ไม่รู้สิ้น”เสียงหวูดรถไฟ เป็นหนึ่งในเสียงแห่งลมหายใจของชาวจังหวัดราชบุรี เพราะเป็นเส้นทางรถไฟสู่สายใต้

สงครามโลกครั้งที่ ๒ เกิดขึ้น และนำไปสู่สิถีชีวิตซึ่งบอบช้ำจากผลของสงคราม แต่ก็นำไปสู่คุณค่า “ความมีน้ำใจ” ของคนราชบุรี เมื่อฝ่ายไทยยอมให้ญี่ปุ่นเข้ามาตั้งฐานทัพ และวันที่ ๕ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๘๕ หน้าประวัติศาสตร์ได้บันทึกไว้ว่าเป็นวันที่หน่วยทหารซากาโมโตแห่งกองพลทหารรถไฟที่ ๙ ของกองทัพญี่ปุ่น ได้ลงมือปักหลักหินบอกเลขกิโลเมตรที่ ๐ ของทางรถไฟสายไทย – พม่า หรือที่รู้จักกันดีในนาม “ทางรถไฟสายมรณะ” ลง ณ สถานีหนองปลาดุก ในเขตอำเภอบ้านโป่ง แต่ก่อนหน้านั้นในราวสองเดือนชาวหนองปลาดุกต่างมีโอกาสต้อนรับอาคันตุกะร่างเตี้ยที่เข้ามาตัดฟันต้นไม้ต้นไร่ในสวนของตน เพื่อเตรียมพื้นที่สร้างค่ายทหาร ซึ่งนอกจากจะมีค่ายพักและค่ายกักกันแล้วยังมีโรงเรือนขนาดใหญ่เพื่อใช้เป็นโรงซ่อมบำรุงหัวรถจักรที่ขนมาเตรียมไว้ใช้ เป็นพาหนะลำเลียงเหล่าทหารและยุทธภัณฑ์ไปยังพม่า
เหตุการณ์ครั้งนั้นได้ประจักษ์ถึงความรักแผ่นดินของชาวราชบุรี ในการร่วมกับขบวนการเสรีไทยเข้าต่อต้านกองทัพญี่ปุ่น รวมทั้งการมีน้ำใจต่อเชลยศึกที่มาก่อสร้างทางรถไฟสายมรณะ ทั้งที่สถานีรถไฟหนองปลาดุก และวัดนักบุญยอเซฟ บ้านโป่ง ซึ่งทำให้เชลยศึกชาวต่างชาติซาบซึ้งในน้ำใจชาวราชบุรีที่ดูแล รักษาไข้ ให้อาหารและนำเสื้อผ้าไปแจก แม้จนกระทั่งถึงวันที่สิ้นสุดสงคราม ทหารญี่ปุ่นตกเป็นเชลยฝ่ายสัมพันธมิตร ชาวราชบุรีก็ไม่ได้คิดแก้แค้นกลับสงสารและเห็นใจเชลยศึกญี่ปุ่นที่แออัดยัดเยียดอยู่ ณ สถานีรถไฟหนองปลาดุก จึงได้แสดงน้ำใจดูแลจนทหารญี่ปุ่นซาบซึ้งใจ

ความรักความผูกพันในสายใยแห่งน้ำใจ จึงทำให้คนราชบุรีได้รับการยกย่องว่ามีจิตใจงดงามและมีความรักที่บริสุทธิ์ ที่พร้อมจะมอบให้คนทั้งโลกที่ได้มาเยือน “ถิ่นคนงาม นามราชบุรี”
องก์ที่ ๖ “แสงแผ่นดิน แสกเวลา ฟ้าเปลี่ยนสี”สายลมแห่งความรัก พัดพาสู่คืนวันภายใต้ร่มฟ้าพระมหาบารมีในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช และได้เกิดเหตุการณ์สำคัญอันนำมาซึ่งความซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณที่พร้อมจะดับทุกข์ให้กับชาวราชบุรี
วันที่ ๙ กันยายน ๒๔๙๗ ได้เกิดอัคคีภัยครั้งใหญ่ขึ้นที่ตลาดบ้านโป่ง อำเภอบ้านโป่ง ไฟได้ลุกลามเผาไหม้อาคารบ้านเรือนของราษฎรอย่างรวดเร็วเป็นเวลาหลายชั่วโมง อาคารบ้านเรือนถูกไฟไหม้เสียหายเกือบทั้งตลาด ราษฎรจำนวนหลายร้อยหลังคาเรือนไม่มีที่อยู่อาศัย เกิดความเดือนร้อนอย่างมหันต์แก่ผู้ประสบภัยครั้งนี้ ความได้ทรงทราบฝ่าละอองธุรีพระบาท พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถได้เสด็จฯ เยี่ยมราษฎรผู้ประสบภัยเป็นการส่วนพระองค์ โดยทรงขับรถยนต์พระที่นั่งด้วยพระองค์เองเมื่อวันที่ ๑๓ กันยายน พ.ศ.๒๕๙๗ และได้ทอดพระเนตรสถานที่เกิดเหตุ ณ ว่าที่การอำเภอบ้านโป่ง พร้อมได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานสิ่งของเครื่องนุ่งห่มแก่ผู้ประสบอัคคีภัยยังความปลาบปลื้มปิติในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น
สายแห่งพระมหากรุณาธิคุณยังส่องทอความห่วงใย ทั้งในเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ราชบุรีและวิกฤตการณ์น้ำเสียในลำน้ำแม่กลอง ในปี พ.ศ. ๒๕๑๒ รวมทั้งการแก้ไขปัญหาวิกฤตให้แก่เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมจังหวัดราชบุรี อันนำไปสู่การพระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์ และก้าวไปสู่การเป็นสหกรณ์โคนมหนองโพราชบุรี จำกัด ในพระบรมราชูถัมภ์ อันนำมาซึ่งความสถาพร และยั่งยืนของความเป็นดินแดนแห่งโคนมในปัจจุบัน รวมถึงโครงการอนุรักษ์ป่า ซึ่งเป็นโครงการในพระราชดำริของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เพื่อการอนุรักษ์ไว้ซึ่งความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติให้ยั่งยืน นอกจากนั้นได้ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อเมืองราชบุรีอเนกอนันต์ และเสด็จราชดำเนินเมืองราชบุรีหลายครั้ง ทั้งที่อำเภอจอมบึง เยี่ยมราษฎรอันเนื่องจากอุทกภัย ถวายพระกฐินต้น ณ วัดโชติทายการาม อำเภอดำเนินสะดวก พระราชทานพระพุทธรูปสี่มุมเมืองและอื่นๆ อันจารึกไว้คู่แผ่นดินราชบุรี ทำให้คืนวันของราชบุรีก้าวเข้าสู่ความเรืองรองผ่องอำไพ อันสนิทแนบแน่นในดวงใจแห่งการถวายความจงรักภักดีของชาวราชบุรีนิรันดร์กาล
องก์ที่ ๗“เอกลักษณ์ ประจักษ์ค่า โรจน์รวี”ดาวทองแสงระยิบระยับประดับฟ้า ส่องทอคุณค่าแห่งมรดกเมืองเรืองอำไพ
ทั้งคุณค่าของมรดกแห่งวิถีชีวิต ศิลปะ วัฒนธรรม ประเพณี ทั้งมรดกทางอารยธรรมล้ำค่า ทั้งทางทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งสืบทอดตกสู่ผู้คนชาวราชบุรีในปัจจุบัน สมดั่งคำขวัญจังหวัดที่ว่า

“คนสวยโพธาราม คนงามบ้านโป่ง เมืองโอ่งมังกร วัดขนอนหนังใหญ่ ตื่นใจถ้ำงาม ตลาดน้ำดำเนิน เพลินค้างคาวร้อยล้าน ย่านยี่สกปลาดี ”

นอกจากนี้มรดกทางวัฒนธรรม ปูชนียวัตถุสำคัญคู่บ้านคู่เมือง ทั้งพระพุทธรูปสี่มุมเมืองหลวงพ่อแก่นจันทร์, ศาลเจ้าพ่อหลักเมือง, พระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช และปูชนียสถานสำคัญคู่บ้านคู่เมือง แหล่งท่องเที่ยว แหล่งเกษตรกรรม แหล่งภูมิปัญญาพื้นบ้านและอื่นๆ อีกมากมาย

ด้วยความหลากหลายทางด้านวัฒนธรรม ในอนาคตจังหวัดราชบุรีได้วางแนวทางโครงการ“เวนิสเอเชีย” โครงการเปิดจุดผ่อนปรน เส้นทางอันดามันโทลเวย์ เพื่อการฟื้นฟูชีวิตชนบท วัฒนธรรมไทยริมน้ำ และการสัญจรทางน้ำ เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงนิเวศและวิถีชุมชน
คุณค่ามรดกอันเป็นเอกลักษณ์ของจังหวัดราชบุรี จึงเรืองงามคู่วัน คู่เวลาและก้าวสู่ความเรืองรองรุ่งฟ้าตามแผนพัฒนา และวิสัยทัศน์ของจังหวัดราชบุรี ภายใต้การบริหารงานอย่างมุ่งมั่นของท่านผู้ว่าราชการจังหวัดราชบุรี พร้อมทั้งคณะทำงานของจังหวัด ของเอกชน ของประชาชนทุกคน เพื่อให้บ้านเมืองนี้ดำรงรากเหง้าแห่งวิถีชนที่งดงามและพร้อมที่จะก้าวสู่กระแสโลกาภิวัฒน์อย่างมีเอกลักษณ์
องก์ที่ ๘“เฉลิมพระชนม์ ๘๐ พรรษาพระภูมี ฉลองราชบุรีศรีราชบัลลังก์”
วงแหวนแห่งกาลเวลา เคลื่อนผ่านสู่ปัจจุบัน ในวโรกาสฉลองสิริราชสมบัติครบ ๖๐ ปี ของพระราชาผู้ทรงธรรม จังหวัดราชบุรีในฐานะเมืองแห่งพระราชาซึ่งผ่านวันเวลาคู่ราชบัลลังก์มาแต่อดีตสืบปัจจุบัน จึงล้อมรักผนึกใจชาวราชบุรีทั้งมวล ร่วมเฉลิมพระเกียรติสืบทอดคุณค่าแห่งใต้ฟ้าบารมีและร่วมถวายความจงรักภักดี เนื่องในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเจริญพระชนมายุ ๘๐ พรรษา ๕ ธันวาคม ๒๕๕๐ พร้อมทั้งตั้งจิตปณิธานในการสืบสานธำรงรักษา คุณค่าคน คุณค่าเมือง และคุณค่าของจิตใจ ให้เรืองรองรุ่งฟ้าเปล่งปรากฏเป็นความภาคภูมิใจอันยิ่งใหญ่ของชาวจังหวัดราชบุรีทั้งมวล ในการที่ได้เกิดมาในเมืองแห่งพระราชา นามว่า “จังหวัดราชบุรี”