วันจันทร์ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2553

เลือกนายกฯและ สท.เมืองราชบุรีอย่างไรให้เมืองราชบุรีเจริญ

ในวันอาทิตย์ที่  26 กันยายน 2553 ที่จะถึงนี้เป็นวันเลือกตั้งนายกเทศมนตรีเมืองราชบุรี และสมาชิกสภาเทศบาลเมืองราชบุรี ซึ่งจะเป็นการกำหนดชะตากรรมของเขตเทศบาลเมืองราชบุรีไปอีก 4 ปี ดังนั้นจึงเป็นสิ่งที่มีความสำคัญสำหรับประชาชนชาวเขตเทศบาลเมืองราชบุรีเป็นอย่างยิ่ง ที่จะต้องตัดสินใจการเลือกตั้งในครั้งนี้ให้ถูกต้องมากที่สุด มากกว่าความถูกใจ....

ความถูกต้องที่ว่านี้ หมายถึง ความถูกต้องตามโครงสร้างเพื่อที่จะเป็นประโยชน์ต่อชาวเขตเทศบาลเมืองอย่างแท้จริง ไม่ควรจะตัดสินใจด้วยการขายสิทธิ์ตัวเองกับเงินเพียงไม่กี่บาท 

ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจในภาพรวมๆ เสียก่อน

นายกเทศมนตรีเมืองราชบุรี ประชาชนในเขตเทศบาลเมืองราชบุรีที่มีสิทธิเลือกตั้ง สามารถเลือกนายกเทศมนตรีเมืองราชบุรี ได้ 1 คน ซึ่งตอนนี้มีผู้สมัคร  5  คน โดยผมจะสมมติเป็น เบอร์ A, B, C, D และ E ตามลำดับ

สมาชิกสภาเทศบาลเมืองราชบุรี (สท.)  แบ่งออกเป็น 3 เขต ประชาชนในเขตเทศบาลเมืองราชบุรีที่มีสิทธิเลือกตั้งในเขตนั้นๆ จะเลือกตัวแทนเข้ามาเป็น สท.ได้ 6 คน เมื่อมาอยู่ในสภาฯ ก็จะรวมเป็น 18 คน (3 เขตๆ ละ 6 คน)

ดังนั้นประชาชนที่มีสิทธิเลือกตั้งก็จะเลือกนายกฯ ได้ 1 เบอร์ และ สท.ไม่เกิน 6 เบอร์

ขณะนี้มีผู้สมัคร สท.แต่ละเขต ดังนี้
เขต 1  (รวม 15 คน)
  • ผู้สมัครกลุ่มของนายกฯ เบอร์ A  จำนวน 6 คน
  • ผู้สมัครกลุ่มของนายกฯ เบอร์ B  จำนวน 6 คน
  • ผู้สมัครกลุ่มของนายกฯ เบอร์ C ไม่มี
  • ผู้สมัครกลุ่มของนายกฯ เบอร์ D จำนวน 3 คน
  • ผู้สมัครกลุ่มของนายกฯ เบอร์ E ไม่มี
เขต 2 (รวม 14 คน)
  • ผู้สมัครกลุ่มของนายกฯ เบอร์ A จำนวน 6 คน
  • ผู้สมัครกลุ่มของนายกฯ เบอร์ B จำนวน 6 คน
  • ผู้สมัครกลุ่มของนายกฯ เบอร์ C ไม่มี
  • ผู้สมัครกลุ่มของนายกฯ เบอร์ D จำนวน 2 คน
  • ผู้สมัครกลุ่มของนายกฯ เบอร์ E ไม่มี
เขต 3 (รวม 16 คน)
  • ผู้สมัครกลุ่มของนายกฯ เบอร์ A จำนวน 6 คน
  • ผู้สมัครกลุ่มของนายกฯ เบอร์ B จำนวน 6 คน
  • ผู้สมัครกลุ่มของนายกฯ เบอร์ C ไม่มี
  • ผู้สมัครกลุ่มของนายกฯ เบอร์ D จำนวน 3 คน
  • ผู้สมัครกลุ่มของนายกฯ เบอร์ E ไม่มี
  • ผู้สมัครอิสระ(ไม่ขึ้นกับกลุ่มใด) จำนวน 1 คน
ความคาดหวังของผู้สมัครนายกฯ และ สท.ในการเลือกตั้งครั้งนี้
  1. นายกฯ เบอร์ A + สท.ของกลุ่ม A ทั้งหมด(18 คน) หรือถือเสียงข้างมาก (อย่างน้อย 10 คน)
  2. นายกฯ เบอร์ B  + สท.ของกลุ่ม B ทั้งหมด (18 คน) หรือถือเสียงข้างมาก (อย่างน้อย 10 คน)
  3. นายกฯ เบอร์ C + สท.กลุ่มใดก็ได้
  4. นายกฯ เบอร์ D + สท.ของกลุ่ม D (8 คน) + สท.กลุ่มใดก็ได้ (ที่เหลืออีก 10 คน)
  5. นายกฯ เบอร์ E + สท.กลุ่มใดก็ได้ 
  • ในทัศนะของผมแล้ว หากผลการเลือกตั้ง เป็นไปตาม ข้อ 1 เมืองราชบุรีก็จะเป็นเหมือนเดิมๆ เพราะทุกท่านก็เคยเห็นฝีมือในการบริหารบ้านเมืองของกลุ่มการเมืองกลุ่มนี้มาแล้วเมื่อ 8 ปีก่อน
  • หากผลการเลือกตั้งออกมาตาม ข้อ 2  ก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าจะเป็นอย่างไร เพราะสมัยที่ผ่านมากลุ่มการเมืองนี้ มี สท.เสียงข้างน้อย นโยบายหลายอย่างจึงไม่ค่อยเป็นไปตามที่เคยหาเสียงไว้ แต่ก็มีข่าวเชิงลบหลายกระแสเกี่ยวกับเรื่องการบริหารงานแบบครอบครัวและวงศาคณาญาติ ทำให้กลุ่มการเมืองกลุ่มนี้ ลดกระแสความนิยมลง ส่วนภาพรวมของเมืองราชบุรี ในสมัยที่ผ่านมาก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปในทางยั่งยืน ที่เห็นได้เด่นชัดและเป็นรูปธรรมมากนัก
  • หากผลการเลือกตั้งออกมาเป็นตามข้อ 3 และ ข้อ 5 แล้ว นายกฯ ก็ไม่สามารถบริหารงานให้เป็นไปตามนโยบายของตนเองได้  ขึ้นอยู่กับ สท.ของกลุ่มใดจะถือเสียงข้างมากกว่า  นายกฯ คงเป็นเพียงแค่หุ่นเชิด
  • หากผลออกมาเป็นตามข้อ 4 ก็ขึ้นอยู่กับว่า สท.ที่เหลืออีก 10 คน จะมีท่าทีอย่างไร หากรวมกลุ่มกันต่อต้านนายกฯ เบอร์ D การบริหารเมืองราชบุรีก็ล้มเหลว แต่หากมีหลายกลุ่มแตกกันไปรวมกับ สท.ของกลุ่ม D เพื่อเป็นเสียงข้างมากแล้ว นายกเบอร์ D ก็ยังพอที่จะบริหารงานต่อไปได้ แต่จะบริหารงานดีหรือไม่นั้น ไม่อาจทราบได้เพราะไม่เคยเห็นฝีมือในการบริหารมาก่อน
ผลการเลือกตั้งออกมารูปแบบใด น่าจะดีสำหรับเมืองราชบุรี
ในทัศนะส่วนตัวแล้วผมเห็นว่า ไม่ว่านายกเทศมนตรีเมืองราชบุรีจะเป็นใครก็ตาม จำนวนสมาชิกสภาเทศบาลเมืองราชบุรี (สท.) เป็นปัจจัยสำคัญ สท.ไม่ควรให้มีการผูกขาดในการถือเสียงข้างมากให้กลุ่มการเมืองใดการเมืองหนึ่ง ควรที่จะมีโครงสร้างในการคานอำนาจซึ่งกันและกันระหว่าง สท.กลุ่ม A, สท.กลุ่ม B, สท.กลุ่ม D และ สท.ที่เป็นอิสระ เพื่อจะได้มุ่งไปที่ประโยชน์ของชาวเทศบาลเมืองราชบุรีอย่างแท้จริง

สท.เมืองราชบุรี จำนวน  18 คน ควรมีสัดส่วนดังนี้
  1. สท.กลุ่ม A จำนวน 6 คน  (เขตละ 2 คน)
  2. สท.กลุ่ม B จำนวน 6 คน (เขตละ 2 คน)
  3. สท.กลุ่ม D จำนวน 5 คน (เขต 1 จำนวน 2 คน, เขต 2 จำนวน 2 คน, เขต 3 จำนวน 1 คน)
  4. สท.อิสระ จำนวน 1 คน (เขต 3 จำนวน 1 คน)
หาก สท.สัดส่วนในสภาฯ เป็นเช่นนี้แล้ว ก็จะไม่มีการผูกขาดอำนาจในสภาเทศบาลเมืองราชบุรี  ให้แก่ผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งเป็นนายกเทศมนตรีเมืองราชบุรี ไม่ว่าจะเป็นท่านใดก็ตาม..เพราะไม่มีกลุ่มการเมืองใดมีเสียงข้างมาก ผลประโชน์ต่างๆ ก็จะได้รับแก่ชาวเมืองราชบุรีอย่างทั่วถึงกันและมีประสิทธิภาพ เพราะ สท.แต่ละกลุ่มก็จะมีความคิดเห็นที่หลากหลาย การจัดทำนโยบายแบบแบ่งเค๊กก็จะกระทำกันได้ยากขึ้น

ดังนั้นประชาชนในเขตเทศบาลเมืองราชบุรีที่มีสิทธิเลือกตั้ง ควรจะวางแผนเลือกนายกฯ และ สท.เมืองราชบุรี โดยเฉพาะเพื่อให้สภาเทศบาลเมืองราชบุรี เป็นสภาที่มีคุณภาพ มิใช้ตรายางสำหรับนายกฯ ท่านใดก็ตามที่พยายามจะมี สท.เป็นเสียงข้างมากในสภา

การเลือกนายกเทศมนตรีเมืองราชบุรี ใครก็ได้ที่ท่านชอบ
การเลือกสมาชิกสภาเทศบาลเมืองราชบุรี จำนวน 6 คน ควรเลือกคนที่ท่านคิดว่าดีที่สุดในแต่ละกลุ่มการเมืองในเขตของท่าน อย่าเลือกแบบยกทีม ดังนี้
  • เขต 1 เลือก สท.กลุ่ม A,B และกลุ่ม D กลุ่มละ 2 คน รวมเป็น 6 คน
  • เขต 2 เลือก สท.กลุ่ม A,B และกลุ่ม D กลุ่มละ 2 คน รวมเป็น 6 คน
  • เขต 3 เลือก สท.กลุ่ม A และ B กลุ่มละ 2 คน,กลุ่ม D จำนวน 1 คน และผู้สมัครอิสระ จำนวน 1 คน รวมเป็น 6 คน
หากวางแผนเลือกแบบนี้แล้วเราก็จะได้ สท. เป็นไปตามสัดส่วนที่สามารถคานอำนาจกันเองได้ ไม่มีการผูกขาดกันในสภาฯ ไม่ว่านายกเทศมนตรีเมืองราชบุรีจะเป็นใครก็ตาม ผลประโยชน์ก็ตกแก่ประชาชนโดยแท้จริง...จงเลือกแบบมีแผน อย่าเลือกเพราะเงิน

เขียนโดย ชาติชาย คเชนชล 13 ก.ย.2553

อ่านเพิ่มเติม : ให้เงินมากาเบอร์อื่น เป็นความคิดที่ถูกหรือผิด

วันอังคารที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2553

เสียงสะท้อนจากคนไทยคนหนึ่งในการปฏิรูปประเทศไทย

ผมได้รับบทความเรื่องนี้ทางอีเมลล์จากเพื่อนคนไหนจำไม่ได้แล้ว ในรูปแบบของ Power Point ดาวน์โหลดมาหลายวันแล้ว วันนี้ว่างจึงมาเปิดดู...พออ่านแล้วรู้สึกว่าเป็นบทความที่ดีมาก จึงนำมาลงไว้ในบล็อกนี้เพื่อแบ่งปันกันต่อๆ ไป โดยแปลงจากรูปแบบสไลด์มาเป็นข้อความ ลองอ่านดูนะครับ หากดีก็ส่งเมล์ต่อๆ กันไปได้เลยนะครับ 

ความแตกต่างระหว่างประเทศที่พัฒนาแล้วกับประเทศด้อยพัฒนา

ไม่ได้อยู่ที่การไม่เคยเสียเอกราชให้ใคร สามารถดูได้จากประเทศ ญี่ปุ่น เยอรมัน แม้จะแพ้สงครามโลก แต่ก็กลับมายิ่งใหญ่ในเศรษฐกิจโลก

ไม่ได้อยู่ที่ความเก่าแก่ของอารยธรรมของประเทศนั้นๆ สามารถดูได้จากประเทศ อินเดีย อียิปต์ ซึ่งมีอารยธรรม มานานกว่า 3,000 ปี แต่คนส่วนใหญ่ก็ยังยากจน ในขณะที่ประเทศเกิดใหม่ เช่น สิงคโปร์ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ที่เป็นประเทศเล็กๆ ไม่มีศักยภาพอะไรเลย เมื่อ 100 ปีที่แล้ว แต่วันนี้กลับพัฒนาจนกลายเป็นประเทศพัฒนาแล้ว ที่ร่ำรวยได้

และความแตกต่างระหว่างประเทศที่พัฒนาแล้ว กับประเทศด้อยพัฒนา ก็ไม่ได้อยู่ที่ทรัพยากรของประเทศอีกนั่นล่ะ

ญี่ปุ่น ที่มีพื้นที่เกษตรกรรมน้อยมาก 80% ของพื้นที่เป็นภูเขา ไม่เหมาะในการทำเกษตรกรรม แต่ญี่ปุ่นกลับเป็นประเทศที่ส่งออกอาหาร และ สินค้าเกษตรที่สำคัญของโลก

สวิสเซอร์แลนด์ อากาศหนาวจัดจนใน 1 ปี ทำการเกษตรได้เพียง 4 เดือนและ ไม่มีการทำไร่โกโก้เลย แต่กลับทำช็อคโกแลตส่งออกรายใหญ่ของโลก และยังนำเอาความซื่อสัตย์ ความตรงเวลาความมีระเบียบของคน มาใช้ประโยชน์ จนได้รับการยอมรับให้เป็นธนาคารของโลก 

สีผิว และ เผ่าพันธุ์ก็ไม่ใช่เหตุผลอีกแหละ เพราะเมื่อแรงงานที่เคยขี้เกียจในประเทศของตนย้ายไปอยู่และหากินในประเทศที่เจริญแล้วกลับกลายเป็นแรงงานที่ขยันด้วยซ้ำไป แล้วอะไรที่ทำให้แตกต่าง ?

สิ่งที่แตกต่าง คือ ทัศนคติ ที่ฝังรากลึกมานานปี ผ่านระบบการศึกษา และการอบรมปลูกฝัง

จากการวิเคราะห์พฤติกรรมของคนในประเทศที่พัฒนาแล้ว พบว่าคนส่วนใหญ่ดำเนินชีวิตอยู่บนหลักปรัชญา ได้แก่
  1. ใช้จริยธรรมนำทางชีวิต (Ethics as the basic principle)
  2. ความซื่อสัตย์ (Integrity)
  3. ความรักในงาน (Work Loving)
  4. ความรับผิดชอบในหน้าที่ (Responsibility)
  5. จิตใจมุ่งมั่น สู่ความเป็นที่หนึ่ง ( Will of super action)
  6. การเคารพต่อกฏระเบียบ (Respect to the law and rules)
  7. การเคารพต่อสิทธิของผู้อื่น (Respect to the rights of other citizens)
  8. การตรงต่อเวลา (Punctuality)
  9. การออมและความสนใจในการลงทุน (Strive for saving and investment)

แต่น่าเสียดายที่ในประเทศด้อยพัฒนา มีคนเพียงจำนวนน้อยที่ใช้หลักปรัชญาเหล่านี้ในการดำเนินชีวิต ประเทศไทยของเรายังเป็นประเทศด้อยพัฒนา ไม่ใช่เพราะเราขาดทรัพยากร หรือมีภัยธรรมชาติเป็นปัญหาแต่เพราะเราขาดทัศนคติ และแรงผลักดันที่สอดคล้องไปตามหลักปรัชญาการดำเนินชีวิตที่กล่าวมา

ปรมาจารย์ ขงจื๊อ (551-479 ปีก่อนปีคริสตกาล) สอนไว้ว่า
  • หากเจ้าวางแผนไว้ 1 ปี จงปลูกข้าว
  • หากเจ้าวางแผนไว้ 10 ปี จงปลูกต้นไม้
  • หากเจ้าวางแผนไว้ 100 ปี จงให้ความรู้ แก่บุตรหลาน
ถ้าคุณไม่ส่งต่อเมลล์นี้ คุณจะไม่ล้มป่วย คุณจะไม่ทะเลาะกับแฟน คุณจะไม่ถูกไล่ออกจากงาน คุณจะไม่ถูกสาปแช่งใดๆ

แต่ถ้าคุณรักประเทศไทย และอยากเห็นประเทศไทยของเราเปลี่ยนเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว ขอให้เริ่มจากตัวคุณเอง พัฒนาสังคมใกล้ตัวคุณ จากที่บ้าน ที่ทำงาน และอย่าลืมช่วยกันส่งข้อความนี้ต่อให้คนรอบข้างคุณให้มากที่สุด

หวังว่าจะได้เป็นส่วนช่วยผลักดันให้คนไทยได้คิด วิเคราะห์พฤติกรรมการใช้ชีวิตของเรา เพื่อนำประเทศไทยไปสู่ การปฏิรูปประเทศไทย ให้เป็นประเทศที่พัฒนาแล้วในอนาคต

ใน Power Point ดังกล่าวได้ขอบคุณผู้ให้การสนับสนุนไว้ท้ายเรื่องดังนี้
  • http://www.Gearmag.info นิตยสารเกียร์ แหล่งรวมสาระความรู้ด้าน เทคโนโลยี วิศวกรรม นวัตกรรม การบริหาร
  • http://www.sciMag.info นิตยสารซายแมก สาระความรู้เกี่ยวกับการดูแลสุขภาพ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี