วันพุธที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2556

ทำไม...มีผู้กล้าแค่ 500 คน

ผมเพิ่งประสบกับธาตุแท้ของข้าราชการบางคนในปัจจุบัน  ที่เปลือกนอกดูเหมือนจะเป็นคนที่มีอุดมการณ์อันสูงส่ง รักความถูกต้อง รักความยุติธรรม มีความซื่อสัตย์ สุจริต จงรักภักดีต่อแผ่นดินถิ่นเกิด แต่พอถึงคราวคับขันที่จะต้องเลือกระหว่าง  "ประโยชน์ของตนเอง" กับ "ประโยชน์ของส่วนรวม" แล้ว  เขากลับเลือกประโยชน์ของตนเองเป็นสำคัญ...

ที่มาของภาพ :
http://www.matichon.co.th/online/2013/05/13686932821368693325l.jpg

ผมนึกย้อนไปในอดีต...คราวเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 เมื่อ พ.ศ.2310 พระยาตาก นำพระเชียงเงิน หลวงพรหมเสนา หลวงราชเสน่หา หลวงพิชัยอาสา ขุนอภัยภักดี ขุนหมื่นพันทนาย พร้อมด้วยทหาร 500 นาย ตีฝ่าวงล้อมข้าศึกที่มีมากถึง 15,000 นาย ออกมาได้  เจตนารมย์ที่สำคัญของพระยาตากในวันนั้น ก็คือ "วันหนึ่งจะรวบรวมผู้คนกลับมากอบกู้กรุงศรีอยุธยาคืนจากข้าศึกให้จงได้"  ซึ่งหากวันนั้น เราไม่มีผู้นำที่เด็ดเดี่ยวกล้าตัดสินใจและทหารกล้าผู้เสียสละเช่นนั้น  หน้าประวัติศาสตร์ชาติไทยอาจไม่ได้เป็นเช่นปัจจุบันนี้ก็ได้... 

ทำไม...มีผู้กล้าแค่ 500 คน
ผมสงสัยว่า ณ วันนั้น ทำไม? จึงมีทหารผู้กล้าอาสาสมัครเพียง 500 คนที่ตัดสินใจตามพระยาตาก ฝ่าวงล้อมออกมา บรรดาขุนนางอำมาตย์และทหารหาญของกรุงศรีอยุธยาจำนวนมากมายที่เคยบอกว่ารักชาติ รักแผ่นดิน หายไปไหนกันหมด  ฤา...ทุกคนเมื่อถึงคราวคับขัน กลับรักตัวกลัวตายมากกว่ารักแผ่นดิน วันนั้น...กรุงศรีอยุธยา ยอมวางดาบ ศิโรราบให้แก่ข้าศึกอย่างเบ็ดเสร็จ.....ยกเว้นพระยาตากและผู้กล้าอีก 500 คนที่ฝ่าวงล้อมออกมา

ปัจจุบัน....รอยอดีตกำลังกลับปรากฏมาให้เห็น  ประเทศไทยกำลังถูกทุนนิยมสามาลย์เข้าครอบครอง ทางเศรษฐกิจ  อิสระภาพที่แท้จริงของคนไทยกำลังจะหมดไป เหลือแค่อิสระภาพจอมปลอม    รัฐบาล นักการเมือง ข้าราชการ พ่อค้า ต่างโกงกิน คอรัปชั่น ขึ้นภาษี หากินเพื่อผลประโยชน์ส่วนตนและพวกพ้อง  ประชาชนถูกมอมเมาให้เป็นหนี้เป็นสิน เป็นทาสของเงินอย่างโงหัวไม่ขึ้น เกิดข้าวยากหมากแพงขึ้นในแผ่นดิน โดยรัฐบาลไม่สนใจที่จะแก้ไข....ปัญหาบ้านเมือง ถูกแก้ไขแบบขอไปทีด้วยการโยนเศษเงินปิดปาก ซื้อเวลาไปเรื่อยๆ  ขาดการแก้ปัญหาอย่างถูกวิธี ...

นักการเมืองปัจจุบันล้วนกำลังช่วยกันสร้างโลงศพให้แก่ประเทศไทย แถมตอกตะปูปิดฝาโลง ด้วยการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้มีการเลือกตั้ง ส.ว. เหมือนกับการเลือกตั้ง ส.ส. เท่านี้ อำนาจทั้งหมดก็เบ็ดเสร็จเด็ดขาดอยู่ในมือของเหล่านายทุนตัวจริงที่ใช้พรรคการเมืองเป็นเครื่องมือในการยึดครองประเทศไทย....

วันนี้...จะมีผู้กล้าสักกี่คน
ถึงเวลานี้...จะมีใครที่กล้าเป็นผู้นำเยี่ยงพระเจ้าตาก นำพาข้าราชการและทหารผู้กล้า ตีฝ่าวงล้อมของระบอบเศรษฐกิจทุนนิยมออกไป  ปลดปล่อยประเทศไทยให้ไปสู่อิสระภาพที่แท้จริง  ไปสู่ความพอเพียง ผู้กล้ากลุ่มแล้วกลุ่มเล่าที่พยายามรวมตัวออกมาต่อสู้กับระบอบฯ  ต่อสู้กับทักษิณ ต่อสู้กับรัฐบาล ต่อสู้กับนักการเมืองฉ้อฉล ล้วนพ่ายแพ้ไปทุกครา  ที่เจ็บใจคือพ่ายแพ้ภายใต้ฝีมือของเหล่าข้าราชการ ทหารกล้าและตำรวจ ที่ไม่ได้รับใช้ประชาชนอย่างแท้จริง

หน้าประวัติศาสตร์ของประเทศไทยในอนาคตจะเป็นไปอย่างไร ไม่มีใครทราบได้  แต่สิ่งที่เราสามารถทำได้ในตอนนี้คือ หาผู้นำที่กล้าหาญอย่างพระเจ้าตาก พร้อมผู้กล้า อีกสัก 500 คน (ไม่รู้จะมีพอหรือปล่าว) ตีฝ่าวงล้อมเศรษฐกิจทุนนิยมออกไปให้ได้  หวังเพื่อกอบกู้ประเทศไทยให้พ้นจากมือของนายทุน  นำพาประเทศไทยให้กลับมาสงบสุขตามวิถีชีวิตดั้งเดิม นำพาความเจริญงอกงามอย่างยั่งยืนให้แก่ประเทศไทยด้วยปรัชญา "เศรษฐกิจพอเพียง" 

หวังว่า พวกเราจะหาคนๆ นั้นพบ ก่อนที่ประเทศไทยจะถูกตอกตะปูตัวสุดท้ายเพื่อปิดฝาโลง....

เราจะรู้ธาตุแท้ของตัวเราได้ 
ก็ในยามที่ตัวเราคับขัน...
และสิ่งที่เราต้องเลือกก็คือ "ตัวเรา" หรือ "ส่วนรวม"   

************************************
ที่มาของภาพ :
http://iprinciple.blogspot.com/2013/09/stop-corruption.html?view=magazine



















ที่มาข้อมูล

วันอาทิตย์ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2556

ผู้คนหมื่นแสน ทั่วแดนนับล้าน แต่ว่าแม่นั้น เห็นมีอยู่แค่ "คนเดียว"

ประเทศไทยของเรานี้ดีนะ..ที่ทุกปีมี  "วันแม่แห่งชาติ" ซึ่งตรงกับวันเฉลิมพระชนมพรรษาฯ พระราชินีของเรา เกือบทุกสถานที่ ทุกหน่วยงาน ทุกสถานศึกษา ช่วยกันจัดกิจกรรม ทำให้ทุกคนได้ระลึกถึง "พระคุณแม่ของตนเอง" แต่อีกหลายคนก็มักจะบอกว่า "อย่ารักแม่..เฉพาะวันแม่วันเดียว"  ผมก็เห็นด้วยนะครับ แต่บางทีของภาระงาน ภาระครอบครัว ก็อาจจะทำให้เราลืมเลือนแม่ของเราไปบ้าง...

ในกิจกรรมวันแม่แห่งชาติ 12 สิงหาคม ของทุกปี...

อย่างน้อยก็ทำให้เราได้คิดถึงพระคุณแม่ของเราบ้าง อย่างน้อยปีละครั้งก็ยังดี

หนึ่งเดียวคือแม่
มีบทเพลง ร้อยแก้ว ร้อยกรอง กาพย์ ฉันท์ โคลง กลอน ฯลฯ ที่ประพันธ์ขึ้นเกี่ยวกับพระคุณแม่จำนวนมากมาย ล้วนแล้วแต่ไพเราะจับใจเกือบทั้งสิ้น มีคำร้องของบทเพลงๆ หนึ่ง ชื่อว่า "หนึ่งเดียวคือแม่" ซึ่งนำมาร้องโดยไม่ใส่ดนตรี  ผมฟังแล้วรู้สึกน้ำตาไหลเลยทีเดียว  เห็นว่าคำร้องนี้ ตั้นฉบับแต่งโดย อาจารย์ดวงใจ สุริยา ศิลปินผู้ขับร้อง ชิซูกะ ชนันท์กานต์  ทำนองเพลงไทยเดิม  เรียบเรียงโดย กิตติศักดิ์ สายน้ำทิพย์ (หมู) และชล ปากช่อง เป็นผู้ผลิต แต่คนที่นำมาร้องในคลิบวีดีโอนี้ ผมไม่ทราบว่าใคร ผมฟังดูแล้วรู้สึกคิดถึงแม่...ขึ้นมาอย่างจับใจ  

"หลับตาฟังดูก็ได้ครับ ไม่ต้องดูภาพ 
แล้วลองจินตนาการถึงแม่ของคุณดู..."



ที่มา : Anakaric Dharma
 
อันพระคุณแม่ นับคณา เกินกว่า ยากหาไหน 
พสุธา ที่กว้างไกล ยังไม่...เท่าแม่นี้
รวมแผ่นฟ้า มหานที พระคุณแม่นี้ มากเสียยิ่งกว่า 
ยามแม่อุ้มท้อง แสนทรมาน
เมื่อลูกเกิดมา แม่นั้นยินดี......

ยามหนาวลูกนอน แม่ซ่อนอกไว้ 
ยามร้อนผิวกาย แม่ใช้พัดวี
ยามหิวคราใด  แม่ให้ห่วงหา 
ป้อนน้ำข้าวปลา ลูกแสนเปรมปรี 
พระคุณแม่นั้น อนันต์เหลือที่ 
ผู้ใดจะมี เสมอเหมือนได้ 
แม่ทนอ่อนล้า เลี้ยงมาจนใหญ่ 
แม่ยอมเหนื่อยกาย หาเงินส่งเสียให้เรียน.....

จงอย่าลืม คิดทดแทน คุณท่าน ก่อนบั้นปลาย 
แม่เปรียบดัง เหมือนร่มไทร ใบแก่ แผ่เหนือเศียร 
วัยผ่านผัน สักวันคงเปลี่ยน 
คอยหมั่นเพียร เยี่ยมเยียน เมื่อท่านชรา 
แม่คงชะแง้ อยากแลเห็นหน้า แม้ลูกไม่มา แม่คงเจ็บช้ำฤดี......

อย่าทิ้งให้แม่ ได้แต่หงอยเหงา 
มองหาลูกเต้า สักคนไม่มี 
อย่าคิดลืมแม่ เมื่อแก่ชรา 
ท่านเลี้ยงเรามา ช่วยชุบชีวี
เลือดในอกนั้น กลั่นจนล้นปรี่ น้ำนมแม่นี้ มีค่านับอนันต์ 
ผู้คนหมื่นแสน ทั่วแดนนับล้าน 
แต่ว่าแม่นั้น เห็นมีอยู่แค่ "คนเดียว".........  

*******************************