วันอังคารที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

บทเรียนแห่งความไม่ใส่ใจ@อย่าทำอย่างผม

วันนี้ (31 พ.ค.2559) ผมไปยังสรรพากรเขตพื้นที่ราชบุรี เพื่อให้ช่วยคำนวณภาษีให้ ซึ่งเลยกำหนดเวลายื่นภาษีเงินได้มาแล้ว 2 เดือน หากไม่ไปติดต่อจะถูกหมายเรียก ขึ้นโรงขึ้นศาล ผลปรากฎว่าผมต้องหาเงินมาชำระภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด.91) เพิ่มเติมอีกจำนวน 251,241.69 บาท  มันรู้สึกหนักเอาการอยู่ครับ โดยต้องไปติดต่อชำระเงินที่สรรพากร อ.เมืองราชบุรี ภายในวันที่ 3 มิ.ย.2559 ซึ่งเหลือเวลาอีก 3 วันเท่านั้น...

รู้สึกแย่จัง แล้วมนุษย์เงินเดือนอย่างผม จะไปหาเงินที่ไหน....
ยังคิดไม่ตกเลย?



เหตุที่เป็นเช่นนี้เพราะผมต้องเสียภาษีฯ ย้อนหลังตั้งแต่ปี พ.ศ.2555-2558 ซึ่งผมไม่เคยยื่นภาษีเลย ปล่อยให้เจ้าหน้าที่การเงินหักภาษีจากเงินเดือนๆ ละ 2,400 บาทมาโดยตลอด ปีหนึ่งภาษีที่หักไว้ ณ ที่จ่ายก็ประมาณ 28,800 บาท รวมแล้วน่าจะพอ ที่ไหนได้ อ่วมอรทัยเลยครับ  

รายละเอียดก็มี ดังนี้ ครับ
  • ปี 2558 ภาษีที่ต้องเสีย 78,542.36 บาท หักไว้ 28,800 บาท ต้องชำระเพิ่ม 49,742.36 บาท
  • ปี 2557 ภาษีที่ต้องเสีย 87,160.00 บาท หักไว้ 28,800 บาท ต้องชำระเพิ่ม 58,306.00 บาท 
  • ปี 2556 ภาษีที่ต้องเสีย 68,392.28 บาท หักไว้ 28,800 บาท ต้องชำระเพิ่ม 39,592.28 บาท  
  • ปี 2555 ภาษีที่ต้องเสีย 74,357.60 บาท หักไว้ 28,800 บาท ต้องชำระเพิ่ม 45,557.60 บาท
รวมแล้วที่ต้องชำระเพิ่มเติมจำนวน 193,198.24 บาท รวมค่าเงินเพิ่ม (ค่าดอกเบี้ยย้อนหลังนั่นแหละครับ แต่สรรพากร เรียกว่าเงินเพิ่ม) อีกจำนวน 58,043.45 บาท เบ็ดเสร็จจึงรวมเป็น 251,241.69 บาท

ทำอย่างไรละที่นี้
เงินเดือนแต่ละเดือนที่เหลือ (หลังจากหักภาษีแล้ว) ก็มีแผนรายจ่ายทั้งหมด  รวมทั้งหนี้สิ้นที่เคยก่อเอาไว้ก็มากมาย ไม่เคยมีเงินเหลือเก็บเลย ทางสรรพากรแจ้งให้ผมทราบว่า สามารถผ่อนชำระภาษีได้แต่เงินเพิ่ม(ดอกเบี้ย) ทางสรรพากรก็ต้องคิดไปเรื่อยๆ เช่นกัน อาจจะขอผ่อนได้ 10-12 เดือน หากเป็นเช่นนั้น ผมก็ต้องผ่อนเดือนละ 20,000-25,000 บาท (คิดแบบยังไม่มีดอกเบี้ยนะครับ)

ตายละที่นี้ ผมจะลดค่าใช้จ่ายอะไรดี เพื่อไปผ่อนชำระภาษี


บทเรียนที่ได้รับ
  1. ต้องติดต่อชำระภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาทุกปี  ไม่เช่นนั้นจะเป็นดินพอกหางหมูแบบผม
  2. ปรึกษาเจ้าหน้าที่สรรพากรและเจ้าหน้าที่การเงินของหน่วย (สำหรับมนุษย์เงินเดือน) ว่าภาษีที่หัก ณ ที่จ่ายควรหักเดือนละเท่าใด ควรให้เพียงพอต่อการคำนวณภาษีเงินได้ทั้งปี อย่างน้อยให้มากกว่าดีกว่าน้อยไป เพราะมากกว่ายังขอคืนภาษีได้ หากน้อยไปจะลำบากในการหาเงินก้อนมาเสียภาษีเพิ่มเติม (ดังเช่น ผมนี้แหละ เป็นตัวอย่าง)
  3. พวกรายการลดหย่อน เช่น เงินประกันชีวิตเตนเอง บิดา มารดา ผู้พิการ เงินสะสมกองทุนสำหรับเลี้ยงชีพ ค่าซื้อหน่วยลงทุน เงินบริจาคการกุศลทำบุญวัดวาอารามและการศึกษา ดอกเบี้ยเงินกู้เพื่อสร้างหรือซื้อบ้านที่อยู่อาศัย เงินสมทบกองทุนประกันสังคม ฯลฯ รายการเหล่านี้ ต้องเก็บหลักฐานไว้เพราะสามารถใช้ลดหย่อนได้ (ดูรายละเอียดในวิธีกรอกแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ในแต่ละปี ซึ่งอาจไม่เหมือนกัน)
  4. พวกที่มีลูกน้องเยอะๆ ให้ช่วยคำนวณให้ และยื่นแบบให้ อย่าเลยครับ ลองคิดเอง คำนวณเอง แล้วยื่นเอง จริงๆ แล้วไม่ซับซ้อนอะไรมากมายนัก เพียงแต่คำอธิบายวิธีการกรอกมันอ่านยาก ไม่ค่อยเข้าใจ 
บทเรียนแห่งความไม่ใส่ใจ ที่เล่าให้ฟังนี้  อาจทำให้ผมต้องเป็นหนี้ไปหลายปี ซึ่งผมก็ยังไม่รู้ว่าสรรพากร อ.เมืองราชบุรี จะให้ผมผ่อนชำระภาษีได้กี่เดือน มีคนเขาบอกว่า สรรพากรคิดดอกเบี้ยสูงกว่าธนาคาร ไม่รู้จริงหรือปล่าว หากจำเป็นให้กู้ธนาคารมาผ่อนชำระภาษี ดีกว่าผ่อนกับสรรพากร




ผมยินดีเสียภาษีครับ 
จากข้อมูลปี 2557 ในภาพ ผู้ที่ยื่นแบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา จำนวน 10.3 ล้านคน ผมคงจะอยู่ในจำนวน 4 ล้านคนของประเทศไทยที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ส่วนอีก 6.3 ล้านคนได้รับการยกเว้นภาษีเพราะรายได้สุทธิต่ำกว่า 1.5 แสนบาท/ปี  แต่ผมก็ยินดีเสียภาษีครับ

แต่อยากจะขอให้รัฐบาลแต่ละยุคแต่ละสมัย ใช้เงินจากภาษีอากรต่างๆ ให้คุ้มค่า อย่าตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ ลงทุนแบบสูญปล่าว ขาดการพัฒนาที่ยั่งยืน ยิ่งนำเงินภาษีของรัฐไปทำประชานิยม หรือประชารัฐ อะไรก็แล้วแต่จะเรียก ให้เลิกเถอะครับ ลองคิดใหม่ดู และอีกประการทีสำคัญ ควบคุมการทุจริตคอรัปชั่นของภาคราชการให้ดี มีให้เห็นครบถ้วนทุกกระทรวงทบวงกรม

ปีนี้ ผมต้องให้หักภาษี ณ ที่จ่ายจากเงินเดือนของผม
....น่าตกใจ????...เดือนละประมาณ 8,800 บาท 
คิดว่าน่าจะพอตอนคำนวณภาษีปลายปี 

แต่ตอนนี้ ผมต้องหาเงินจำนวน 2 แสนกว่าบาท มาชำระภาษี ให้ได้ก่อน เหลืออีก 3 วันเท่านั้น
หากผมหาไม่ได้ หรือไม่มีเงินเพียงพอที่จะผ่อนชำระ 
ผมคงต้องถูกดำเนินคดีจากกรมสรรพากรแน่เลยครับ!

#รู้สึกแย่จัง

*************************
จุฑาคเชน : 31 พ.ค.2559

อ่านต่อ รวบรวมเงินได้ 6,000 บาทไปเสียภาษี

วันอังคารที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

คืนสู่สามัญ..ไร้เฟส ไร้ไลน์

คงต้องยอมรับว่าสื่อสังคมออนไลน์ในปัจจุบัน ล้วนมีอิทธิพลไปเกือบทุกวงการ มีประโยชน์ทั้งทางบวกและทางลบ ผสมผสานกันไป ผู้คน/องค์กร ต่างๆ ล้วนติดสื่อสารถึงกันได้อย่างรวดเร็วทันใจ ด้วยแอพพลิเคชั่นที่มีให้เลือกใช้อย่างหลากหลาย โดยเฉพาะในประเทศไทย แอพฯ ยอดนิยม คือ เฟสบุ๊ค และไลน์ 

ของทุกอย่างมีทั้งข้อดี ข้อเสีย  เช่นเดียวกันกับ เฟสบุ๊คและไลน์ ย่อมมีเช่นเดียวกัน  ขึ้นอยู่กับคนใช้ว่าจะใช้ประโยชน์จากมันด้านไหน
  • ผมใช้เฟสบุ๊ค วัตถุประสงค์หลักคือเผยแพร่เรื่องราวของตัวเองที่คิดว่ามีประโยชน์  ให้แก่เพื่อนๆ ของผม ซึ่งเพื่อนผมส่วนใหญ่ก็จะเป็นครอบครัว ญาติพี่น้อง เพื่อนที่เรียนมาด้วยกัน เพื่อนร่วมงาน ลูกศิษย์ลูกหา  แต่ก็ไม่วายที่จะมีผู้ใช้อื่นๆ ปลอมตัวด้วยโปรไฟล์ดีๆ มาลอกล่อขอเข้าเป็นเพื่อน ผมก็หลงรับเป็นเพื่อน และต่อมาก็นำเรื่องราวที่ไม่ค่อยดีนัก มาแชร์ มาส่ง มาแท็ก มาล่วงละเมิดสิทธิส่วนตัว จนเกินเลยมากเกินไป สิ่งที่ผมไม่อยากรู้ก็นำมาให้รู้  จนผมมีความรู้สึกช่างน่ารำคาญเสียจริง 
  • ต้องการให้คนถูกใจ หลายคนที่ใช้เฟสปุ๊ค พอโพสต์เรื่องราวอะไรของตัวเองขึ้นไปก็มักจะคอยเฝ้าติดตามดูว่า "มีผู้ถูกใจโพสต์ของเรากี่คนแล้ว" (ซึ่งผมก็เป็นเช่นนี้เหมือนกัน)  หากถูกใจมากจะรู้สึกภาคภูมิใจ นี่จึงเป็นสาเหตุหนึ่ง ที่ผู้ใช้เฟสบุ๊คไม่ค่อยคัดเลือกเพื่อน ใครขอเป็นเพื่อนมาก็รับมันทั้งหมด  มีความเชื่อที่ว่า "มีเพื่อนเยอะ มีคนไลค์เยอะ จะเป็นผู้ที่ได้รับการยอมรับจากสังคม"  เช่น หากมีเพื่อน 2,000 คน กดไลค์ 10 เปอร์เซ็นต์ ก็ 200 ไลค์เข้าไปแล้ว ผมเชื่อว่า ไม่มีทางที่ใครจะรู้จักและมีเพื่อนได้เยอะแยะขนาดนี้ เขาแค่เป็นเพื่อนในโลกเสมือนจริงเท่านั้น
  • ไลน์ เป็นแอพพลิเคชั่นอีกแนวหนึ่งแตกต่างจากเฟสบุ๊ค เจ้าไลน์ตัวนี้ สร้างตำนานทั้งดีและไม่ดี มาให้เราได้รับทราบอยู่บ่อยๆ ไอ้อย่างที่ไม่ดีนี่ถึงขั้นทำร้ายร่างกาย และฆ่ากันตายก็เยอะ ครอบครัวแตกแยก สามีมีกิ๊ก ภรรยามีชู้ ก็เพราะเจ้าไลน์นี่แหละ หากใครตั้งค่ารับเป็นเพื่อนโดยอัติโนมัติแล้วจะมีเพื่อนเต็มไปหมด การแชทข้อความ รูปภาพ  สติ๊กเกอร์ ปลิวว่อนเป็นว่าเล่น มีทั้งดีและไม่ดี ใส่ร้ายป้ายสี ยุยง แต่มันก็มีข้อดีเยอะนะครับ อาทิ การใช้ไลน์กลุ่มในการทำงาน ส่งข้อความ เอกสาร ไฟล์ต่างๆ  การโทร.หากันฟรี เป็นต้น  

เมื่อก่อนเราทำกันอย่างไร
ผมแทบนึกไม่ออกว่า หากวันนี้เราไม่มีเฟสบุ๊ค และไลน์ แล้วจะติดต่อสื่อสารกันอย่างไร ผมจำได้ว่าผมเคยใช้การติดต่อสื่อสารตั้งแต่อดีตเรื่อยมา ตั้งแต่ จดหมาย โทรเลข วิทยุ แพ็คลิงค์ เพจเจอร์ โทรศัพท์บ้าน โทรศัพท์มือถือ (เครื่องใหญ่ๆ) จนกระทั้งถึงสมาร์ทโฟนในปัจจุบัน ที่สามารถเนรมิตทุกอย่างตามสารพัดนึกในเครื่องเดียว และหากวันนี้ เราไม่มีเจ้าสมาร์ทโฟน เครื่องนี้ เราจะทำอย่างไร



คืนสู่สามัญ..ไร้เฟส ไร้ไลน์
ลองสังเกตุดูในปัจจุบัน ทุกครั้งที่ว่างเว้นจากกิจกรรมต่างๆ  ผู้คนต่างก็จะหยิบเจ้าสมาร์ทโฟนรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าเล็กๆ ขึ้นมา แล้วก้มหน้า สไลด์ รูดๆ  พิมพ์ๆ แล้วก็หัวเราะ  ซึ่งผมก็เป็นเช่นนั้นเหมือนกัน แต่ตอนนี้ผมรู้สึกรำคาญตัวเอง ที่ผมต้องคอยดูหน้าจอสี่เหลี่ยมผืนผ้าเล็ก เพื่อคอยติดตามว่าจะมีผู้คนแชร์เรื่องราวอะไรมาให้อ่านบ้าง 

ผมตัดสินใจเลิกเล่นเฟส เล่นไลน์ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ
  1. ผมอยากเป็นอิสระจากมัน ไม่เอาเวลาไปจดจ่ออยู่กับแอพฯ  ทั้งสองตัวนี้ 
  2. ผมอยากได้ความไว้เนื้อเชื่อใจกลับมาจากครอบครัว ว่าผมไม่มีเรื่องกิ๊กหรือเรื่องชู้สาว ใดๆ ทั้งสิ้น
  3. ผมอยากลองพัฒนาพฤติกรรมตัวเองใหม่ ไม่นั่งก้มหน้าอยู่กับจอสี่เหลี่ยม เพื่อเอาเวลาไปทำกิจกรรมอย่างอื่น
  4. ผมคิดว่าการติดต่อสื่อสารยังมีทางเลือกอีกหลายวิธี  ไม่จำเป็นต้องใช้มัน
การคืนสู่สามัญในครั้งนี้ อาจจะมีผลกระทบด้านการติดต่อสื่อสารอยู่บ้าง กับครอบครัว เพื่อนๆ  กลุ่มเพื่อน หรือกลุ่มที่ใช้ในการทำงาน โดยเฉพาะผู้บังคับบัญชา ที่ชอบสั่งงานทางไลน์ ผมก็ขอโทษด้วย แต่ทุกคนก็ยังติดต่อและสั่งงานผมได้ทางโทรศัพท์เช่นเดิม

ลองดูสักตั้ง เพื่อความเป็นอิสระของตัวเอง


**************************

พันเอก ดร.สุชาต จันทรวงศ์
16 ก.พ.2559