วันอังคารที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2560

หลานเอ๋ย..ยายจะทำยังไงดี ยายคงได้แต่มอง

ในวันพฤหัสบดีที่ 26 ต.ค.2560 เป็นวันที่พสกนิกรชาวไทยทุกคนเฝ้ารอคอยที่จะได้มีโอกาสถวายดอกไม้จันทน์เป็นครั้งสุดท้าย แด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช  รัชกาลที่ 9  ในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพฯ เพื่อส่งเสด็จสู่สวรรคาลัย 

เปิดโอกาสให้พสกนิกรทุกหมู่เหล่า ทุกสถานที่ ร่วมถวายดอกไม้จันทน์
พระเมรุมาศองค์จริงที่ใช้ประกอบพระราชพิธีถวายพระเพลิงฯ อยู่ที่ท้องสนามหลวง กรุงเทพฯ และยังมีพระเมรุมาศจำลองอยู่ในเขตกรุงเทพฯ อีก 7 แห่ง ตามจังหวัดต่างๆ อีก 76 แห่ง นอกจากนั้น ยังมีซุ้มถวายดอกไม้จันทน์ขนาดใหญ่ กลาง และเล็กในแต่ละอำเภอและแหล่งชุมชนที่สำคัญอีกจำนวนมาก รวมถึงในต่างประเทศอีกหลายประเทศ  

สรุปได้ว่า พสกนิกรผู้จงรักภักดีไม่ว่าจะอยู่แห่งหนตำบลใด สามารถร่วมถวายดอกไม้จันทน์ได้อย่างสะดวกใกล้บ้านและสถานที่ทำงานของตัวเอง  ไม่จำเป็นต้องเดินทางเข้าไปยังมณฑลพิธีที่กรุงเทพฯ  

ที่มา คณะกรรมการฝ่ายประชาสัมพันธ์
งานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

กำหนดการเข้าร่วมพิธีถวายดอกไม้จันทน์
สำหรับประชาชนสามารถเริ่มถวายดอกไม้จันทน์ได้ทุกสถานที่ ทั้งพระเมรุมาศหลัก พระเมรุมาศจำลอง หรือซุ้มถวายดอกไม้จันทน์ต่างๆ เริ่มตั้งแต่เวลา 09:00 น.เป็นต้นไปถึง 16:30 น. ส่วนเวลา 16:30-18:30 น. หยุดถวายดอกไม้จันทน์เพื่อเข้าสู่พระราชพิธีฯ ผู้ที่อยู่ต่างจังหวัดก็ชมการถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์มาจากส่วนกลาง และจะเริ่มถวายดอกไม้จันทน์อีกครั้ง หลัง 18:30 น.เป็นต้นไป จนถึง 22:00 น.


ที่มา คณะกรรมการฝ่ายประชาสัมพันธ์
งานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

การแต่งกาย
เป็นไปตามภาพด้านบน การแต่งกายนี้แหละกำลังเป็นปัญหาสำคัญที่หลายคนเป็นกังวลอาจไม่สามารถเข้าร่วมพิธีถวายดอกไม้จันทน์ได้ เพราะไม่มีร้องเท้าสุภาพหุ้มส้นสีดำ อีกเสื้อก็ต้องดำด้วย เสื้อขาวก็ใช้ไม่ได้  

ผมได้คุยกับยายท่านหนึ่ง หลังที่แกทราบข่าวเรื่องการแต่งกายแล้ว แกบอกกับผมว่า

"หลานเอ๋ย..ยายจะทำยังไงดี ยายคงได้มอง" 

เพราะเกิดมา ยายแกไม่เคยใส่รองเท้าหุ้มส้นเลย ที่แกมีใส่ตอนนี้ ก็แค่รองเท้าสานสีดำ  ที่หลานๆ ซื้อให้ใส่  ยิ่งกระโปรงแล้ว ในชีวิตแกไม่เคยใส่เลย  แต่ถ้าเป็นผ้าถุงหรือผ้าซิ่นสีดำสวยๆ แกยังพอมีใส่  

ผมตอบยายไปว่า คงไม่ใช่หรอกครับ การแต่งกายที่ว่านั้นคงใช้เฉพาะในพระราชพิธีที่ท้องสนามหลวง ซึ่งเป็นพิธีระดับชาติ  ส่วนตามต่างจังหวัด ต่างอำเภอ อย่างบ้านเรา ที่มีทั้งชาวไร่ ชาวนา ชาวสวน  ชาวเขา ชาวดอย ชาวมอญ ชาวกระเหรี่ยง ชาวลาว และชาวไทยพื้นถิ่นต่างๆ  ทางราชการคงพออนุโลมได้หรอกครับ  เช่น แต่งกายพื้นถิ่นไว้ทุกข์ตามชาติพันธ์ของตนเอง เป็นต้น แต่ขอให้สุภาพก็แล้วกัน  ยายไม่ต้องห่วง  เดี๋ยวทางจังหวัดคงปรับเรื่องการแต่งกายให้เหมาะสมกับสภาพแต่ละท้องถิ่น อีกครั้งแหละครับ 

"ยาย..ต้องได้ถวายดอกไม้จันทน์แด่พระองค์ท่าน ด้วยมือของยาย อย่างแน่นอน.."

ที่มา คณะกรรมการฝ่ายประชาสัมพันธ์
งานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

ผมนึกในใจว่า...
หากต้องใช้รองเท้าหุ้มส้นจริงๆ ผมคงต้องหาซื้อรองเท้าให้ยายแกใส่สักคู่แน่เลยครับ แล้วฝึกให้แกหัดเดิน 
แต่กระโปงดำนี่ซิ กลัวแกจะไม่ยอมนุ่ง    

*****************************
ชาติชาย คเชนชล 17 ต.ค.2560

วันศุกร์ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2560

นิสิต "สองแผ่นดิน"

พระบรมฉายาลักษณ์
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร
เสด็จพระราชดำเนินมาในการพระราชทานปริญญาบัตรแก่บัณฑิตจุฬาลงกรณ์
เป็นครั้งสุดท้าย เมื่อ วันที่ 17-18 กรกฏาคม 2541

เมื่อวานนี้ (28 ก.ย.2560)  ผมมีโอกาสได้ไป "จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย" อีกครั้ง ซึ่งจำได้ว่า ครั้งสุดท้ายไปเมื่อ 3 ปีก่อน ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของบุตรชาย แต่วันนี้ เป็นของบุตรสาว ทั้งสองคนล้วนจบจากสถาบันอันทรงเกียรติแห่งนี้ ถือเป็นบุญของพวกเขา และยังเป็นความภาคภูมิใจแก่ พ่อ แม่ ญาติพี่น้องและวงศ์ตระกูล อีกด้วย  

วันรับปริญญาไม่ใช่ "ตอนจบ"
ในคราวรับปริญญาของบุตรชาย ผมเคยเขียนบทความเพื่อเตือนสติลูกชายในครั้งนั้นว่า ให้มีความสำนึกอยู่ตลอดเวลาว่า ต้องใช้ความรู้ที่ได้เล่าเรียนมา หาเลี้ยงชีวิตของตนเองให้ได้ เพราะชีวิตหลังรับปริญญา คือ การเริ่มต้นของการใช้ชีวิตที่แท้จริงบนโลกใบนี้  อย่าให้ใครดูถูกเราได้ว่า "ความรู้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอด" (อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม)

นิสิต "สองแผ่นดิน"
การรับพระราชทานปริญญาบัตรในปีนี้ บรรยากาศเรียบง่าย ไม่มีเสียงร้องเพลง เสียงเล่นกิจกรรม เสียงแสดงความยินดีจากเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ที่ดังเซ็งแซ่เหมือนอย่างเคย ช่อดอกไม้และของขวัญที่ระลึกส่วนใหญ่ใช้โทนสีขาวดำ เทา หรือสีเรียบๆ ไม่ฉูดฉาด เนื่องจากกำลังอยู่ในห้วงไว้ทุกข์แด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ซึ่งเสด็จสวรรคตจากพวกเราไปเมื่อปีที่แล้ว และอีกไม่กี่วันก็จะถึงพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ

บัณฑิตของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในปีนี้  จึงถือได้ว่าเป็น "นิสิตสองแผ่นดิน" เพราะเรียนในแผ่นดินรัชกาลที่ 9 และรับพระราชทานปริญญาบัตรในแผ่นดินรัชกาลที่ 10  




ทุกคนกำลังเฝ้าดู
ผมขอชื่นชมที่ คณะกรรมการบัณฑิตฯ ในปีนี้  ได้นำพระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ครัั้งสุดท้าย ที่ทรงเสด็จมาพระราชทานปริญญาบัตรด้วยพระองค์เอง เมื่อปี พ.ศ.2541 พร้อมนำพระปฐมบรมราโชวาทฯ ที่เคยพระราชทานแก่บัณทิตของจุฬาฯ เมื่อ วันที่ 21 พ.ค.2493 มาจัดพิมพ์ไว้ด้านหลังของภาพด้วย ความว่า

".....  แต่ขอให้นึกเสมอว่า เมื่อท่านสำเร็จการศึกษาออกไปแล้ว ยังมีคนจำนวนมากที่เอาใจใส่เฝ้าดู การกระทำของท่านอยู่ต่อไป ใครทำดีก็ได้รับคำชมเชยและสรรเสริญ ใครไม่ทำดีเขาก็จะพากันติ และพลอยติชมถึงสถานศึกษาของท่านด้วย 

ชื่อมหาวิทยาลัยของท่านคือ "จุฬาลงกรณ์" จะติดตัวท่านไปด้วยเสมอไม่ว่าจะประพฤติดีหรือประพฤติชั่ว ฉะนั้นทุกๆ ครั้งที่ท่านกระทำสิ่งใดลงไป จงคิดแล้วคิดอีก ทบทวนดูทั้งทางได้ทางเสียให้แน่ชัดเสียก่อน

"จุฬาลงกรณ์" หาได้เป็นแต่เพียงชื่อของมหาวิทยาลัยนี้เท่านั้นไม่ ยังเป็นนามของผู้พระราชทานกำเนิดของสถานที่แห่งนี้ด้วย ฉะนั้นจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ท่านจะต้องปฏิบัติตนให้เหมาะสมกับเป็นผู้ที่ได้รับการอบรมสั่งสอนไปจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยนี้...." 

ผมอ่านแล้ว รู้สึกปลื้มปิติแทนลูกชาย ลูกสาว และผู้ที่เคยเป็นนิสิตแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยทุกคน  ขอให้ลูกๆ ทั้งสองของพ่อ จงจดจำ "พระปฐมบรมราโชวาทฯ ของในหลวงรัชกาลที่ 9"  ที่ทรงให้ไว้แก่บัณฑิตเอาไว้ให้แม่น อย่าได้ลืมเลือนเป็นอันขาด 




เพราะชื่อ "จุฬาลงกรณ์ "จะติดตัวลูกไปเสมอ
จะทำการสิ่งใด จงคิดไตร่ตรองให้ดี 

********************************
ขอแสดงความยินดีกับลูกสาวของพ่อ "จุฑามาศ จันทรวงศ์"
จาก พ่อของลูก พันเอก ดร.สุชาต จันทรวงศ์