วันพุธที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2564

แค่เกษียณราชการ แต่อย่าเกษียณตัวเอง : Fine your passion

บทความนี้ เขียนขึ้นขณะที่ผมเหลือเวลารับราชการอีก 113 วัน ก่อนที่จะเกษียณราชการ โดยมุ่งหวังที่จะให้กำลังใจตัวผมเอง รวมทั้งผู้ที่จะเกษียณราชการ ในปี พ.ศ.2564 นี้ หรือผู้ที่เกษียณไปแล้ว และกำลังจะเกษียณในอีก 2-3 ปีข้างหน้า


สงบจิต คิดทบทวน
หากตั้งสมมติฐานว่า เราจะเสียชีวิตอายุ 80 ปี ดังนั้น หลังจากเกษียณราชการ เราก็ยังเหลือเวลาอีก 20 ปี คิดเป็นเวลา 1 ใน 4 ของชีวิต หรือ เหลือชีวิตอีก 25% เลยทีเดียว เราจึงต้องหันมาสงบจิตคิดทบทวนกันดูว่า "ชีวิตที่เหลือจะทำอะไร"

แค่เกษียณราชการ ไม่ได้หมายความว่าต้องเกษียณตัวเอง หากเราดูแผนภูมิชีวิต จะพบว่า การรับราชการเป็นเพียงห้วงเวลาหนึ่งของชีวิต คิดได้เพียงร้อยละ 47.50 ของเวลาทั้งหมด เวลาที่เราใช้ไปแล้วตั้งแต่เด็ก ๆ และตอนเรียนหนังสือ ร้อยละ 27.50  เวลาที่เหลือในชีวิตอีกร้อยละ 25 จึงควรทำให้มีคุณค่าสำหรับตัวเอง ตามที่เราชอบ ตามที่เราอยากทำ ตามที่เราฝัน อย่าเป็น คนสูงอายุหรือคนชรา (Older person) ที่เป็นภาระของผู้อื่น จงเป็นคนชราที่มีคุณค่า และพยายามบำรุงรักษาสุขภาพตัวเองให้ดีอยู่เสมอ  เพราะสุขภาพจะเริ่มเสื่อมถอยลงตามสภาพสังขารและกาลเวลา  ซึ่งทั้งหมดนี้สามารถอธิบายได้ ตามภาพที่แสดงด้านล่าง


สังคมผู้สูงอายุ 
องค์การสหประชาชาติ (United Nations :UN) ได้ให้นิยาม ผู้สูงอายุ (Older person) หมายถึงประชากรทั้งเพศชายและหญิงที่มีอายุมากกว่า 60 ปีขึ้นไป และได้แบ่งระดับการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ เป็น 3 ระดับ ได้แก่
  1. ระดับการก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ (Aging society) หมายถึง สังคมหรือประเทศที่มีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปมากกว่าร้อยละ 10 ของประชากรทั้งประเทศ หรือมีประชากรอายุตั้งแต่ 65 ปีมากกว่าร้อยละ 7 ของประชากรทั้งประเทศ แสดงว่าประเทศนั้นกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ
  2. ระดับสังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ (Aged society) หมายถึงสังคมหรือประเทศที่มีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไป มากกว่าร้อยละ 20 ของประชากรทั้งประเทศหรือมีประชากรอายุตั้งแต่ 65 ปี มากกว่าร้อยละ 14 ของประชากรทั้งประเทศ แสดงว่าประเทศนั้นเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์
  3. ระดับสังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มที่ (Super-aged society) หมายถึงสังคมหรือประเทศที่มีประชากรอายุ 65 ปีขึ้นไปมากกว่า ร้อยละ20 ของประชากรทั้งประเทศ แสดงว่าประเทศนั้นเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มที่
ทั้งนี้องค์การสหประชาชาติคาดการณ์ว่า ในช่วงปี 2544-2643 จะเป็นศตวรรษแห่งผู้สูงอายุ  ประเทศญี่ปุ่นเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มที่ ไปแล้วเมื่อ พ.ศ.2549 ตามด้วย อิตาลี (พ.ศ.2550) เยอรมัน สวีเดน (พ.ศ.2555)  ฝรั่งเศส (พ.ศ.2563) อังกฤษ (พ.ศ.2564) 

ส่วนประเทศไทย สำนักงานสถิติแห่งชาติ สรุปว่า ไทยได้ก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ตั้งแต่ปี พ.ศ.2548 และคาดว่าจะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ ในช่วงปี พ.ศ.2567-2568

Fine your passion 
เพื่อให้คุณเป็นผู้สูงอายุที่มีคุณค่า ผมขอแนะนำให้คุณ "ค้นหาความชอบของคุณ แล้วทำมัน" ที่ผ่านมาชีวิตคุณอาจคุ้นชินกับการมาทำงานตั้งแต่สองโมงเช้าเลิกสี่โมงเย็น หลังจากเกษียณราชการแล้ว คุณจะแค่รู้สึกเป็นอิสระในช่วงแรก ๆ  รู้สึกดี ไม่ต้องไปทำงาน แต่อีกไม่นานนัก คุณจะรู้สึกว่า ชีวิตตัวเองช่างไร้ค่าสิ้นดี วัน ๆ  ไม่มีอะไรจะทำ ชีวิตซ้ำซาก จำเจ  หลายคนเกิดความรู้สึกว่า ชีวิตช่างอับเฉา เงียบเหงา จนเกิดอาการซึมเศร้าไปเลยก็มี   

นอกเหนือจากกิจวัตรประจำวัน และงานอดิเรกที่คุณชอบแล้ว คุณลองหาความชอบความหลงไหลของคุณในด้านอื่น ๆ ให้พบ มันอาจจะทำให้ชีวิตคุณมีรสชาติมากขึ้น เช่น
  • ทำธุรกิจเล็ก ๆ ที่คุณชอบ โดยไม่ได้คาดหวังผลกำไรเป็นที่ตั้ง 
  • สมัครเป็นสมาชิกสมาคม องค์กร หรือชมรม  ที่คุณชอบ 
  • สมัครเป็นจิตอาสาทำงานให้ชุมชนและสังคม 
  • หารายได้จากการเล่นโซเซียลมีเดียต่าง ๆ 
  • เขียนหนังสือ บทความ เรื่องสั้น เรื่องเล่าของคุณ เพื่อถ่ายทอดให้คนรุ่นหลัง
  • รับเป็นที่ปรึกษาทางธุรกิจที่คุณถนัด
  • สมัครเป็นอาจารย์พิเศษ หรือวิทยากรบรรยายพิเศษในโอกาสต่าง ๆ 
  • เปิดสอนและอบรมหลักสูตรต่าง ๆ ที่คุณเชี่ยวชาญ
  • ร่วมเป็นคณะกรรมการ คณะอนุกรรมการ คณะทำงาน ด้านต่าง ๆ ให้สังคม
  • เป็นแกนนำจัดงานเลี้ยงสังสรรค์ในหมู่เพื่อน ๆ 
  • ฯลฯ

วิธีค้นหา Passion ลองฝึกทำตามขั้นตอน ดังนี้ 
  1. อะไรคือสิ่งที่คุณรัก (What you love) ลองเขียนกิจกรรมเอาไว้สัก 10 รายการ
  2. สิ่งใดที่คุณทำได้ดี (What you're good at) ลองเลือกกิจกรรมตามข้อ 1 เรียงลำดับดูว่ากิจกรรมใดที่คุณทำได้ดี จากมากไปหาน้อย 
  3. กิจกรรมในฝันของคุณคืออะไร (Just a dream) ลองดูผลจากข้อ 2 ว่าใช่กิจกรรมในฝันของคุณจริง ๆ หรือไม่
  4. กิจกรรมใดที่ทำให้คุณมีความสุขแต่มันทำยาก (Happy but poor) กิจกรรมในฝันตามข้อ 3 หากทำยากให้ตัดทิ้งไป
  5. ถึงแม้จะทำให้รวย แต่ก็รู้สึกเบื่อหรือไม่ชอบ (Rich but bored) กิจกรรมประเภทนี้ ไม่ใช่ Passion ของคุณแน่นอน
  6. คุณจะจ่ายให้กิจกรรมไหนดี (What pays well) ตัดสินใจว่าจะเลือกลงทุนทำกิจกรรมไหนดี ตามขีดความสามารถในการจ่ายของคุณเอง
เมื่อทำตามขั้นตอนทั้ง 6 ข้อ คุณจะได้กิจกรรมตาม Passion ของคุณ ต่อจากนั้นให้เริ่มศึกษาค้นคว้าข้อมูลต่าง ๆ (Start Researching) ให้รอบคอบ แล้วลงมือทำ (Implement)


ขอให้พึงระลึกเสมอกว่า อายุ 60 ปี ก็แค่เปลี่ยนจากงานราชการ ไปเป็นงานที่ตัวเองชอบ จงทำตัวเองให้มีคุณค่าและเป็นคนชราที่มีคุณภาพอยู่เสมอ

*********************************
จุฑาคเชน : 9 มิ.ย.2564 

ที่มาข้อมูล
  • https://www.stou.ac.th/stouonline/lom/data/sec/Lom12/05-01.html

วันอังคารที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2564

อาการของคนหมดไฟในการทำงาน

สองวันมานี้ ผมรู้สึกมีอาการเศร้าหดหู่ เบื่อหน่ายสิ่งรอบ ๆ ตัว เบื่อกับงานที่กองสุมรอให้ทำ  คิดสงสัยว่าจะเป็นอาการเริ่มแรกของ "โรคซึมเศร้า" หรือปล่าว เลยลองค้นหาอาการดูจาก Google  ค้นไปค้นมา กลับพบว่าอาจเป็นอาการเริ่มแรกของ "ภาวะหมดไฟในการทำงาน" หรือ "Burnout syndrome"  ก็ได้ จึงพยายามค้นหาเรื่องราวมาปะติดปะต่อกัน พอสรุปได้ ดังนี้ 

ที่มาของภาพ https://social.tvpoolonline.com/news/113896


ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล (2562 : ออนไลน์) กล่าวว่า ภาวะหมดไฟในการทำงาน คือ ภาวะการเปลี่ยนแปลงด้านจิตใจที่เกิดจากความเครียดเรื้อรังในการทำงาน โดยมีอาการหลัก 3 อาการ ได้แก่ 
  1. มีความเหนื่อยล้าทางอารมณ์ รู้สึกสูญเสียพลังงานทางจิตใจ
  2. มองความสามารถในการทำงานของตนเองในเชิงลบ ขาดความรู้สึกประสบความสำเร็จ 
  3. มองความสัมพันธ์ในที่ทำงานไปในทางลบ รู้สึกเหินห่างจากคนอื่นไม่ว่าจะเป็นผู้ร่วมงาน หรือลูกค้า
ลักษณะงานที่อาจทำให้คนรู้สึกหมดไฟในการทำงานของตน มีดังนี้ 
  • ภาระงานหนัก และปริมาณงานมาก รวมถึงงานมีความซับซ้อน ต้องทำในเวลาเร่งรีบ
  • ขาดอำนาจในการตัดสินใจ และมีปัญหาการเรียงลำดับความสำคัญของงาน
  • ไม่ได้รับการตอบแทน หรือรางวัลที่เพียงพอต่อสิ่งที่ทุ่มเทไป
  • รู้สึกไร้ตัวตนในที่ทำงาน หรือไม่เป็นส่วนหนึ่งของทีม
  • ไม่ได้รับความยุติธรรม ขาดความเชื่อใจ และการเปิดใจยอมรับกัน
  • ระบบบริหารในที่ทำงานที่ขัดต่อคุณค่า และจุดมุ่งหมายในชีวิตของตนเอง
หากผู้บริหารองค์กรหรือเจ้านาย ปล่อยให้เกิดลักษณะงานอย่างนี้แก่ลูกน้อง อาจเสี่ยงต่อการทำให้ลูกน้องหมดไฟในการทำงานได้ 



หมดไฟเต็มที่ (Full scale of  Burnout) 
ระยะต่าง ๆ ในการทำงานซึ่งนำมาสู่ภาวะหมดไฟ (Miller & Smith, 1993) แบ่งได้ดังนี้
  1. ระยะฮันนีมูน (The honeymoon) เป็นช่วงเริ่มงาน คนทำงานมีความตั้งใจ เสียสละเพื่องานเต็มที่ พยายามปรับตัวกับเพื่อนร่วมงาน และองค์กร
  2. ระยะรู้สึกตัว (The awakening) เมื่อเวลาผ่านไป คนทำงานเริ่มรู้สึกว่าความคาดหวังของตนอาจไม่ตรงกับความเป็นจริง เริ่มรู้สึกว่างานไม่ตอบสนองกับความต้องการของตนทั้งในแง่การตอบแทน และการเป็นที่ยอมรับ คนทำงานอาจรู้สึกว่าชีวิตดำเนินอย่างผิดพลาด และไม่สามารถจัดการได้ ทำให้เกิดความขับข้องใจ และเหนื่อยล้า
  3. ระยะไฟตก (brownout) คนที่งานรู้สึกเหนื่อยล้าเรื้อรัง และหงุดหงิดง่ายขึ้นอย่างชัดเจน อาจมีการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตเพื่อหนีความขับข้องใจ เช่น ใช้จ่ายฟุ่มเฟือย ดื่มสุรา ส่งผลให้ความสามารถในการทำงานเริ่มลดลง อาจเริ่มมีการแยกตัวจากเพื่อนร่วมงาน มีการวิพากษ์วิจารณ์องค์กรของตนเอง
  4. ระยะหมดไฟเต็มที่ (Full scale of burnout) หากช่วงไฟตกไม่ได้รับการแก้ไข คนทำงานจะเริ่มรู้สึกสิ้นหวัง มีความรู้สึกว่าตนเองล้มเหลว สูญเสียความมั่นใจในตนเองไป มีอาการของภาวะหมดไฟเต็มที่
  5. ระยะฟื้นตัว (The phoenix phenomenon) หากคนทำงานได้มีโอกาสผ่อนคลาย และพักผ่อนอย่างเต็มที่ จะสามารถกลับมาปรับตนเอง และความคาดหวังต่องานให้ตรงกับความเป็นจริงมากขึ้น รวมถึงสามารถปรับแรงบันดาลใจ และเป้าหมายในการทำงานด้วย
หากเกิดภาวะหมดไฟในการทำงาน จะส่งผลกระทบในด้านต่าง ๆ ดังนี้
  • ผลด้านร่างกาย อาจพบอาการเหนื่อยล้าเรื้อรัง ปวดเมื่อย ปวดศีรษะ
  • ผลด้านจิตใจ บางรายอาจสูญเสียแรงจูงใจ หมดหวัง รู้สึกหมดหนทางที่จะช่วยให้ดีขึ้น ส่งผลให้มีอาการของภาวะซึมเศร้า และอาการนอนไม่หลับได้ อาจพบมีการใช้สารเสพติดเพื่อจัดการกับอารมณ์
  • ผลต่อการทำงาน  อาจขาดงานบ่อย ประสิทธิภาพการทำงานลดลง อาจคิดเรื่องลาออกในที่สุด
สัญญาณเตือนว่าเริ่มเกิดภาวะหมดไฟในการทำงาน
  • อาการทางอารมณ์ หดหู่ เศร้า อารมณ์เปลี่ยนแปลงง่าย หงุดหงิด ไม่พอใจในงานที่ทำ
  • อาการทางความคิด เริ่มมองงานหรือคนอื่นในแง่ร้าย ระแวงง่ายขึ้น โทษคนอื่น สงสัยความสามารถของตนเอง และอยากเลี่ยงปัญหา
  • อาการทางพฤติกรรม หุนหันพลันแล่น ผัดวันประกันพรุ่ง ทำกิจกรรมสร้างความสุขลดลง เริ่มมาทำงานสายบ่อยขึ้น บริหารจัดการเวลาแย่ลง
หากเกิดภาวะหมดไฟในการทำงาน ควรจัดการอย่างไร
  • พัฒนาทักษะในการจัดการปัญหา และความยืดหยุ่นต่อสถานการณ์ต่าง ๆ รวมถึงทักษะการสื่อสาร เจรจาต่อรอง การยืนหยัดเพื่อรักษาสิทธิ์อันชอบธรรมของตนเอง
  • ยอมรับความแตกต่างของคน และเปิดใจรับฟังความคิดเห็นที่อาจไม่ตรงกัน ไม่ด่วนตัดสินคนอื่น
  • แสวงหาความช่วยเหลือ และอาจหาที่ปรึกษา (coach and mentor)
  • ร่วมกิจกรรมทางสังคม และกิจกรรมเพื่อสุขภาพ
เคล็ดลับแก้อาการหมดไฟในการทำงาน
  1. ค้นหาเหตุผลให้เจอ แล้วหาวิธีแก้
  2. สนุกไปกับเป้าหมายใหม่ๆ แม้จะทำงานเดิม ๆ
  3. นอนหลับให้เพียงพอ ชาร์ตพลังให้เต็มที่ แล้วมาสู้งานต่อไปในวันต่อไป
  4. หาเวลาเบรกระหว่างวัน  ผละออกจากงาน ไปคุยเล่น ๆ กับเพื่อนร่วมงานบ้าง 
  5. เปลี่ยนไปทำอะไรใหม่ ๆ หาประสบการณ์ใหม่ หารสชาดใหม่ ๆ ให้ชีวิต
ทางด้าน วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล (CMMU) ได้ทำการวิจัยด้านการตลาดในหัวข้อเรื่อง “BURNOUT IN THE CITY” โดยทำการสำรวจของคนวัยทำงานที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพมหานคร จำนวน 1,280 คน แบ่งเป็นผู้ชาย 34% และผู้หญิง 66% ทำการศึกษาคนที่อยู่ในทุก Generation ตั้งแต่ Baby Boomer, Gen X, Gen Y และ Gen Z  จากผลวิจัยดังกล่าว พบว่า คนกรุงเทพ 12% อยู่ในภาวะหมดไฟในการทำงาน 57% อยู่ในภาวะที่มีความเสี่ยงสูงที่จะหมดไฟในการทำงาน และ 31% ไม่อยู่ในภาวะหมดไฟ  สาเหตุของการเกิดภาวะหมดไฟมาจากสาเหตุหลัก 4 อย่าง ได้แก่ (Pang. 2563 : ออนไลน์)
  1. ปริมาณงานไม่สัมพันธ์กับจำนวนคนทำงาน
  2. การทำงานในยุคปัจจุบัน คนหนึ่งคนอาจจะต้องแบกภาระงานมากถึง 4 – 5 อย่างในตำแหน่งเดียว ทำให้เกิดภาวะหมดไฟได้
  3. ขาดอุปกรณ์และสภาพแวดล้อมไม่เป็นใจ การขาดอุปกรณ์ที่ช่วยให้งานสำเร็จได้ง่ายขึ้นหรือช่วยลดกระบวนการในการทำงาน ทำให้คนทำงานในยุคนี้ต้องใช้เวลาทำงานนานจนท้อ และรวมถึงเพื่อนร่วมงาน งานวิจัยพบว่า ถ้าคนทำงานยุคนี้มีความสัมพันธ์ที่ไม่ดีกับเพื่อนร่วมงานก็ส่งผลให้เกิดภาวะหมดไฟได้
  4. โครงสร้างองค์กรที่ยุ่งเหยิง และหัวหน้าที่ไม่ดีอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ส่งผลโดยตรงต่อการหมดไฟในที่ทำงานคือ หากองค์กรขาดความยืดหยุ่นในเชิงโครงสร้างการจัดการ รวมถึงหัวหน้าที่ขาดความรับผิดชอบ มากกว่านั้นหากมีการเลือกที่รักมักที่ชัง ก็จะส่งผลให้คนที่ทำงานเกิดปัญหาหมดพลังหรือหมดไฟในการทำงานได้ง่ายๆ
ที่มาของภาพ https://brandinside.asia/burnout-in-the-city/

ผลการวิจัยยังพบวิธีการคลายเครียดที่คนทำงานในกลุ่มตัวอย่างที่ศึกษาเลือกใช้มีดังนี้ เล่น Social media พูดคุยกับครอบครัว พูดคุยกับเพื่อน ฟังเพลง ออกกำลังกาย เล่นเกม ทานอาหาร สวดมนต์ ดูภาพยนตร์

FRESH strategy 
งานวิจัยเรื่อง BURNOUT IN THE CITY ได้เสนอแนะกลยุทธ์ในการทำธุรกิจที่จะตอบโจทย์คนหมดไฟในการทำงานโดยเรียกชื่อกลยุทธ์ว่า “FRESH strategy” ซึ่งหมายถึงกลยุทธ์ที่มีความสดใหม่และเข้ามาเติมเต็มช่องว่างปัญหาของคนหมดไฟ โดยแบ่งได้ดังนี้
  • F = Fulfil Friend and Family การทำธุรกิจจะต้องเข้าถึงกลุ่มเพื่อน และครอบครัว ตัวอย่างธุรกิจในกลุ่มนี้เช่น คอร์สสอนทำอาหารเป็นกลุ่ม เพื่อเรียนกันเป็นครอบครัว หรือเรียนกับกลุ่มเพื่อน
  • R = Recharge your energy  ธุรกิจที่พร้อมเยียวยาคนหมดไฟอย่างเร่งด่วน เช่น คาเฟ่สุนัข เพื่อช่วยในการบำบัดความเครียด
  • E = Entertainment แน่นอนว่าคนที่เครียดก็ต้องการสิ่งบันเทิงในการบรรเทาความเครียด ธุรกิจอย่างภาพยนตร์ สตรีมมิ่ง หรือแอปพลิชันใช้ฟังเพลงจึงเป็นธุรกิจที่เติบโตในยุคนี้
  • S = start something new เพราะการทำงานแบบเดิมๆ ก่อให้เกิดความเบื่อหน่าย หรือก่อให้เกิดภาวะหมดไฟ ธุรกิจที่พาไปเปิดโลกใหม่จึงเป็นเทรนด์ธุรกิจที่น่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็นการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ การท่องเที่ยวเชิงสมบุกสมบันออกแนวผจญภัย หรือการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ
  • H= heal your health  แน่นอนว่าภาวะหมดไฟ นำไปสู่ภาวะซึมเศร้า ปัญหาเรื่องสุขภาพต่างๆ ดังนั้นเทรนด์ธุรกิจสุขภาพที่จะช่วยบำบัดจิตใจจึงน่าสนใจ อย่างในต่างประเทศมีบริการ chatbot ที่จะช่วยให้คนหมดไฟมาระบายปัญหา ความเครียด เพราะถึงที่สุดแล้ว หนทางหนึ่งในการแก้ปัญหาภาวะหมดไฟ คือการได้ระบายความในใจออกไป ไม่ว่าจะได้พูดคุยกับเพื่อน ครอบครัว หรือเทคโนโลยีที่เข้าใจอาการเหล่านี้ก็ตาม
ICD-11
องค์การอนามัยโลก (World Health Organization : WHO) ได้บรรจุ ภาวะหมดไฟในการทำงาน หรือ เบิร์นเอาต์ (burnout) ลงในบัญชีโรค และอาการผิดปกติต่างๆ ในคู่มือวินิจฉัยและจัดประเภทของโรคระหว่างประเทศ ฉบับ 11 (International Classification of Diseases : ICD-11) มีผลบังคับใช้ในปี พ.ศ.2565 โดยให้คำจำกัดความของ ภาวะหมดไฟในการทำงานว่า เป็นอาการที่เกิดจากความเครียดในการทำงานเรื้อรัง และไม่ได้รับการดูแล แบ่งลักษณะอาการได้สามกลุ่ม ได้แก่ (Patta.pond. 2562 : ออนไลน์)
  1. รู้สึกเหนื่อยล้า ไม่มีพลัง
  2. มีทัศนคติที่ไม่ดีต่องาน มีอาการต่อต้านการทำงาน
  3. ประสิทธิภาพในการทำงานลดลง

***************************************
ที่มาข้อมูล
  • ภาควิชาจิตเวชศาสตร์. (2562). ภาวะหมดไฟในการทำงาน (burnout syndrome).คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล. [Online]. Available: https://www.si.mahidol.ac.th/th/healthdetail.asp?aid=1385. [2564 มีนาคม 2]
  • Pang. (2563). รู้หรือไม่ คนกรุงเทพ 7 ใน 10 มีภาวะหมดไฟ ผลวิจัยเผย ธุรกิจอะไรที่จะตอบโจทย์คนเหล่านี้.Brandinside. [Online]. Available: https://brandinside.asia/burnout-in-the-city/.[2564 มีนาคม 2]
  • Patta.pond. (2562). องค์การอนามัยโลก ประกาศให้ "ภาวะหมดไฟในการทำงาน" เป็นภาวะทางการแพทย์. MangoZero. [Online]. Available: https://www.mangozero.com/burntout-as-a-disease/. [2564 มีนาคม 2]

วันจันทร์ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2563

ด้วยความเสียสละของ อสม. ประเทศไทยจะรอดพ้นจากโควิด-19 ได้อย่างรวดเร็ว

ขณะที่ผมเขียนบทความนี้ มีผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 (โควิด-19) ทั่วโลกจำนวน 638,146  คน เสียชีวิตแล้ว 30,039  คน (ข้อมูล ณ 29 มี.ค.2563 : WHO)   ส่วนในประเทศไทย พบผู้ติดเชื้อแล้ว 1,388 คนราย เสียชีวิตแล้ว 7 ราย จำนวนผู้ติดเชื้อที่ประเทศไทยมีรายงานแค่เพียง 1,388 คน อาจไม่ใช่ตัวเลขที่แท้จริง เป็นเพียงตัวเลขที่ได้รับจากข้อมูลเดิมๆ  และจากการติดตามแกะรอยสังเกตุอาการจากผู้ที่เคยสัมผัสหรือติดต่อกับคนที่ติดเชื้อโควิด-19 แล้ว โดยนักระบาดวิทยาของกระทรวงสาธารณสุข  ซึ่งก็ยังไม่สามารถติดตามแกะรอยเพื่อสังเกตุอาการผู้ที่เคยสัมผัสหรือเคยติดต่อกับผู้ป่วยฯ ได้ทั้งหมด 

   

หากเราเพิ่มศักยภาพของทีมแกะรอยติดตามเพื่อสังเกตุอาการของผู้ที่เคยสัมผัส หรือเคยติดต่อกับผู้ที่ติดเชื้อฯ ได้ครอบคลุมและเร็วกว่านี้ เราอาจจะพบตัวเลขผู้ติดเชื้อที่มากกว่านี้ อย่างน่าตกใจ หรืออาจจะไม่พบเลยก็ได้


จำนวนผู้ติดเชื้อของไทยอาจจะเพิ่มมากขึ้นเป็นหมื่นหรืออยู่ในระดับพันก็ได้
ขึ้นอยู่ว่าเราจะมีประสิทธิภาพค้นหาผู้ที่อาจติดเชื้อไวรัสฯ ได้มีประสิทธิภาพเพียงใด


ผู้ติดเชื้อในต่างจังหวัดเริ่มเพิ่มมากขึ้นหลัง กทม.ประกาศปิดกิจการหลายอย่าง
จนกระทั่งคนต้องตกงาน เดินทางกลับบ้านเดิมที่ต่างจังหวัด

การติดตามอย่างเข้มข้นของจีน
ในรายงานการสอบสวนโรคระบาดจากไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 ในประเทศจีน ขององค์การอนามัยโรค (WHO) ระบุว่า ประเทศจีนมีนโยบายให้ความสำคัญในการติดตามหาผู้ที่ติดต่อ หรือเคยสัมผัสกับผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 อย่างเข้มข้น หลังจากที่ LOCK DOWN ทุกคนให้อยู่กับบ้านแล้ว ทางจีนได้จัดนักระบาดวิทยามากกว่า 1,800 ทีมละอย่างน้อย 5 คน ดำเนินการติดตามผู้ที่เคยติดต่อและเคยสัมผัสกับผู้ติดเชื้อฯ ได้วันละอย่างน้อยหมื่นคนต่อวัน เพื่อการสังเกตการณ์ทางการแพทย์ พบว่าจากรายชื่อของผู้ติดต่อและผู้ที่เคยสัมผัสกับผู้ติดเชื้อโควิด-19 ที่ติดตามนั้น พบว่ามีผู้ติดเชื้อโควิด-19 เพิ่มเติมระหว่าง 1% ถึง 5%



ทีมนักระบาดวิทยาของจีน  Walking,Knocking, and more Knocking
เคาะประตูทุกบ้าน เพื่อให้คำแนะนำและค้นหาผู้ป่วย



เอ็กซ์เรย์พื้นที่ ค้นหาผู้ติดเชื้อโควิด-19
รัฐบาลพยายามหามาตรการควมคุมและป้องกันการระบาดของไวรัสโควิด-19 อย่างหลากหลาย และในวันที่ 26 มี.ค.2563 ที่ผ่านมา ก็ประกาศ พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน จนทำให้ประชาชนเกิดความตื่นตระหนกกันทั้งประเทศ ปิดกิจกรรมทุกอย่างๆ ที่จะทำให้ประชาชนมารวมตัวกัน รณรงค์ให้ประชาชน อยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ  เข้มข้นกับมาตรการเว้นระยะห่างทางสังคม (Social Distancing) ทุกคนต่างเสพข่าวไวรัสโควิด-19 ทั้งข่าวจริง-ข่าวปลอม จนจิตวิตกกันไปหมด


หากเราต้องการจะกลับสู่ภาวะปกติได้อย่างรวดเร็ว เราอาจต้องใช้มาตรการเชิงรุก  คือ การค้นหาผู้ที่อาจติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ให้ครอบคลุม รวดเร็ว มากกว่าที่จะรอให้มันปรากฏอาการ อย่างที่ประเทศจีนสร้างทีมนักระบาดวิทยา 1,800 ทีม เคาะประตูตามบ้าน หลังจากทุกคนถูก LOCK DOWN กักตัวอยู่ในบ้านเรียบร้อยแล้ว

ปัจจุบันหลายคนก็พยายามทำตามคำแนะนำของรัฐบาล คือ อยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ แต่เขาเหล่านั้นก็ยังรู้สึกกังวลว่า จะรู้ได้อย่างไรว่าตัวเองติดเชื้อหรือไม่  การจัดทีมอาสาสมัครเข้าเยี่ยมเยียนและเคาะประตูบ้าน ทำการตรวจวัดอุณหภูมิ   และให้คำแนะนำในการป้องกันควบคุมไวรัสโควิด-19 น่าจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุดเพราะ
  1. หากมีการตรวจวัดไข้เบื้องต้นถึงบ้านแล้ว แต่ละคนพบว่าตัวเองปกติ ไม่มีไข้ ไม่มีอาการเสี่ยง เขาเหล่านั้นก็จะรู้สึกสบายใจ เมื่อเขารู้ว่าตัวเองไม่ติดเชื้อ ก็จะให้ความร่วมมือทำตามข้อแนะนำการป้องกันและควบคุมโรคของทางราชการอย่างเคร่งครัด 
  2. หากพบผู้ที่มีอาการเสี่ยง เช่น มีไข้สูง มีอาการไอแห้ง หรือมีอาการอื่นๆ ที่เข้าข่ายอาจมีความเสี่ยงติดเชื้อฯ ก็สามารถนำตัวส่งแพทย์ทันที  และติดตามเฝ้าระวังผู้ที่ใกล้ชิดและผู้ที่สัมผัสกับผู้ป่วยอย่างต่อเนื่อง
  3. หากบ้านใดไม่พบผู้ที่มีอาการป่วยก็ให้ความรู้และให้ข้อแนะนำในการป้องกันและควบคุมโรคไปในตัว 
หากทำเช่นนี้แล้ว เราจะสามารถหาผู้ป่วยที่อาจติดเชื้อไวรัสโควิด-19 และทำการรักษาได้อย่างรวดเร็ว และยังสามารถป้องกันไม่เกิดการระบาดต่อไปอย่างได้ผล

ใครที่จะทำหน้าที่นี้
อาสาสมัครสาธารณสุข (อสม.) เป็นกลุ่มคนที่มีศักยภาพเหมาะที่จะทำหน้าที่นี้ได้ เพราะมีพื้นฐานทางสาธารณสุขอยู่แล้ว  ปัจจุบันมี อสม. จำนวนกว่า 1 ล้านคนอยู่ทั่วประเทศ  รับผิดชอบอยู่ทุกพื้นที่ทั่วไทย อสม.จะสามารถปฏิบัติภารกิจนี้ได้อย่างรวดเร็ว  อสม. จะทำหน้าที่เคาะประตูบ้านทุกหลัง  เอ็กซ์เรย์พื้นที่เพื่อค้นหาผู้ติดเชื้อโควิด-19 และให้คำแนะนำในการป้องกันโรคในหมู่บ้านของตนเองที่รับผิดชอบ  เพียงแต่ทางกระทรวงสาธารณสุข ต้องดำเนินการเพิ่มเติม คือ 
  1. จัดอบรมให้ความรู้เรื่องการระบาดวิทยาเบื้องต้นของไวรัสโควิด-19 แก่ อสม.
  2. จัดหาอุปกรณ์วัดไข้และอุปกรณ์ประกอบให้ อสม.ใช้เดินวัดไข้ในขณะเยี่ยมบ้าน
  3. จัดหาอุปกรณ์ป้องกันตนเอง ที่เหมาะสมให้ อสม.
  4. จัดเอกสาร หรือสื่อประชาสัมพันธ์ เพื่อแจกจ่ายและให้คำแนะนำตามบ้าน
  5. จัดเบี้ยเสี่ยงภัยให้ อสม.ในขณะปฏิบัติหน้าที่เยี่ยมบ้าน
หากเราทำเช่นนี้ได้ ด้วยความเสียสละของ อสม. เราจะสามารถค้นหาเจ้าตัวไวรัสโควิด-19 นี้ ได้อย่างรวดเร็ว และชัดเจน เราจะสามารถวางแผนควบคุมไม่ให้การระบาดมีความรุนแรงไปมากกว่านี้  สถานการณ์ในประเทศไทยก็จะกลับเข้าสู่สภาวะปกติ กิจกรรมทางเศรษฐกิจก็จะฟื้นกลับได้โดยเร็ว

Walking, Knocking and More Knocking
ขยันเดิน ขยันเคาะ และเคาะให้มากขึ้นเรื่อยๆ ในทุกวัน

******************************** 
ชาติชาย คเชนชล : 30 มี.ค.2563

วันพฤหัสบดีที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562

Fake Report : รายงานเท็จที่ทุกคนควรใส่ใจ

ตอนนี้ หลายคนคงพอเข้าใจพิษสงของ  Fake  news หรือข่าวปลอม กันพอสมควรแล้วว่า มันเป็นภัยคุกคามตัวใหม่ที่สามารถทำลายได้สารพัดเรื่อง

ส่วน Fake Report  ซึ่งหมายถึง รายงานปลอม รายงานเทียม รายงานเท็จ หรือ รายงานลวง ยังไม่ค่อยมีใครพูดถึงเท่าใดนัก แต่จริงๆ แล้ว Fake Report มีมานานมากแล้ว และทำความเสียหายอย่างใหญ่หลวงโดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคราชการ



ตัวอย่าง Fake Report ที่ส่งผลต่อความเสียหายของราชการ
  • การรายงานผลการดำเนินกิจกรรมและโครงการต่างๆ ของหน่วยราชการ ที่บอกว่าสำเร็จตามเป้าหมาย มีตัวชี้วัด และผลการประเมินที่ชัดเจน  แต่ในเรื่องจริงกลับตรงกันข้าม
  • การประเมินผลการปฏิบัติราชการตามคำรับรองการปฏิบัติราชการของส่วนราชการ ที่มีตัวเลขที่ดีเลิศ
  • การายงานผลงานประจำปีของหน่วยงานราชการต่างๆ ที่ถูกปรุงแต่งขึ้นมา แต่กลับตรงกันข้ามกับข้อเท็จจริง   
  • การรายงานผลการประเมินคุณภาพการศึกษา ด้วยเอกสารที่ถูกปรุงแต่งขึ้นมารับตรวจ แต่ไม่ได้ปฏิบัติจริง
  • การจัดทำบัญชี และหลักฐานปลอม เพื่อใช้เบิกงบประมาณของทางราชการ
  • การรายงานตัวเลขทางเศรษฐกิจ และสังคม ที่หน่วยราชการผู้รับผิดชอบปรุงแต่งขึ้นให้ดูดี เอาใจผู้บริหาร แต่ไม่ได้อยู่บนพื้นฐานทางวิชาการและข้อมูลที่ถูกต้อง  
  • การรายงานผลการจัดซื้อ จัดจ้าง ที่ถูกปรุงแต่ง เพื่อให้บริษัทฯ ในเครือของตนชนะการประกวดราคา
  • การทำบัญชีบรรจุข้าราชการในหน่วยงานที่ได้รับสิทธิพิเศษ แต่ผู้ที่ได้รับการบรรจุไม่ได้ไปปฏิบัติราชการจริง
  • ฯลฯ
Fake Report  ที่ยกตัวอย่างมา ถือว่าเป็นการทุจริตและคอรัปชั่นในแวดวงราชการ ส่งผลเสียหายต่อการวางแผนพัฒนาประเทศในอนาคต  เพราะพื้นฐานข้อมูลที่มีอยู่เดิมเป็นเรื่องเท็จ  ข้าราชการที่ทำรายงานเท็จถือว่าผิดวินัยอย่างร้ายแรง     

รายงานเท็จผิดวินัยร้ายแรง
ใน พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน หมวด 4 วินัยและการรักษาวินัย มาตรา 90 ระบุว่า "ข้าราชการพลเรือนสามัญต้องไม่รายงานเท็จต่อผู้บังคับบัญชา การรายงานปกปิดข้อความซึ่งควรต้องแจ้ง ถือว่าเป็นการรายงานเท็จด้วย การรายงานเท็จต่อผู้บังคับบัญชา อันเป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรงเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง"

รายงานเท็จ (Fake Report) เป็นภัยคุกคามสำคัญที่ทุกคนควรหันมาใส่ใจ โดยเฉพาะข้าราชการที่ควรหันมาทำรายงานที่เป็นความจริง (Fact Report) มากกว่าที่จะทำรายงานเพื่อเอาดีใส่ตัว เพราะ Fact Report จะเป็นพื้นฐานสำคัญในการพัฒนาประเทศต่อไป

***********************************    
จุฑาคเชน :  14 พ.ย.2562

วันพฤหัสบดีที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2562

อีกก้าวหนึ่งของความพยายามปกป้อง "ปะการัง" ของไทย

หากเป็นไปตามแผน ในปี พ.ศ.2563 จะมีกฏหมายที่ผู้ประกอบกิจกรรมท่องเที่ยวดำน้ำในประเทศไทย จะต้องจัดให้มีผู้ควบคุมการดำน้ำ และผู้ช่วยผู้ควบคุมการดำน้ำ ที่มีคุณสมบัติและผ่านการอบรมตามที่กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งกำหนด และต้องมีบัตรประจำตัว (บัตรไกด์) แสดงไว้เป็นหลักฐานให้ตรวจสอบได้ทุกคน  

สถานภาพแนวปะการังในประเทศไทย
จากรายงานการสำรวจและประเมินสถานภาพและศักยภาพทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง : ปะการังและหญ้าทะเล ปี 2558 ของสถาบันวิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเล ชายฝั่งทะเล และป่าชายเลน พบว่า สถานภาพแนวปะการังในประเทศไทยทั้งทางฝั่งทะเลอันดามันและอ่าวไทย ซึ่งมีพื้นที่รวมประมาณ 148,955 ไร่ โดยภาพรวมยังถือว่าอยู่ในระดับเสียหายถึงเสียหายมากประมาณ 80% อยู่ในสภาพสมบูรณ์ปานกลาง 15% และ อยู่ในระดับสมบูรณ์ดีจนถึงดีมาก 5% สาเหตุหลักที่ก่อให้เกิดความเสื่อมโทรมอย่างทันทีเป็นบริเวณกว้างทั่วประเทศคือการเกิดปะการังฟอกขาวเนื่องจากอุณหภูมิน้ำทะเลสูงผิดปกติในปี 2553


ปัญหาที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อแนวปะการังในท้องทะเลไทย 
ปัญหาที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อแนวปะการังในท้องทะเลไทย อาจแยกได้เป็น 2 ปัญหาคือ 1) ปัญหาที่เกิดจากมนุษย์  และ 2) ปัญหาที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ ดังนี้

ปัญหาที่เกิดจากมนุษย์ เช่น การพัฒนาชายฝั่ง การปล่อยน้ำเสียลงทะเล การขุดแร่ในทะเล การทิ้งขยะลงทะเล การระเบิดปลาในแนวปะการัง การใช้ยาเบื่อปลาในแนวปะการัง การลักลอบเก็บปะการัง การลักลอบขุดลอกรื้อแนวปะการัง การท่องเที่ยวในแนวปะการัง การเดินเหยียบย่ำ พลิกปะการัง การรั่วไหลของน้ำมันลงทะเล  เป็นต้น

ปัญหาที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ เช่น การเกิดปลาดาวหนามระบาด การถูกพายุทำลาย การเกิดคลื่นสึนามิ การเกิดปะการังฟอกขาว อิทธิพลทางสมุทรศาสตร์ การเกิดโรคในปะการัง เป็นต้น


ผลกระทบจากการท่องเที่ยวในแนวปะการัง
ผลกระทบจากการท่องเที่ยวในแนวปะการัง ส่วนใหญ่จะเป็นกิจกรรมการดำน้ำในรูปแบบต่างๆ เช่น ประเภทที่ดำผิวน้ำ (Skin Diving)  มักจะยืนหรือเดินเหยียบย่ำบนแนวปะการังจนแตกหักเสียหาย นักท่องเที่ยวประเภทดำน้ำลึก (Scuba Diving) ที่อาจไม่ระมัดระวัง จนตีนกบกระแทกปะการังแตกหักเสียหาย นอกจากนั้น ในปัจจุบันมีการพัฒนารูปแบบการท่องเที่ยวในแนวปะการังอย่างหลากหลายมากยิ่งขึ้น เช่น การเดินใต้ทะเล (Sea walk) และการทดลองดำน้ำเป็นต้น (Try dive) นอกจากนั้น ยังมีการทิ้งสมอเรือในแนวปะการัง โดยไม่ได้เกี่ยวทุ่นลอยตามที่จัดเตรียมไว้ให้ เป็นต้น กิจกรรมเหล่านี้ล้วนมีแนวโน้มที่จะสร้างความเสียหายในแนวปะการังมากยิ่งขึ้นเป็นลำดับ  



ประกาศ เรื่อง มาตรการคุ้มครองทรัพยากรปะการัง
กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งมีหน้าที่ในการดูแลรักษาแนวปะการังในทะเลไทยโดยตรง พยายามที่จะหาแนวทางหรือวิธีการที่จะควบคุมผลกระทบจากการท่องเที่ยวดำน้ำในแนวประการัง เพราะเล็งเห็นว่า แนวประการังอาจถูกทำลายหรือได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรงเข้าขั้นวิกฤตได้ จึงอาศัยอำนาจตามมาตรา 22 และ มาตรา 23 ใน พ.ร.บ.ส่งเสริมการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง พ.ศ.2558 ยกร่าง "ประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  เรื่อง มาตรการคุ้มครองทรัพยากรปะการัง จากกิจกรรมท่องเที่ยวดำน้ำ พ.ศ.........." ขึ้น  โดยมีสาระสำคัญ สรุปได้ดังนี้

"ผู้ประกอบกิจกรรมท่องเที่ยวดำน้ำในประเทศไทย (รวมนอมินีชาวต่างชาติด้วย) ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมดำน้ำตื้น ดำน้ำลึก การทดลองการเรียนดำน้ำ และการเรียนดำน้ำ ต้องจัดให้มีผู้ควบคุมการดำน้ำ และผู้ช่วยผู้ควบคุมการดำน้ำ (ไม่จำกัดสัญชาติ ชาวต่างชาติก็เป็นได้) ที่มีคุณสมบัติและผ่านหลักสูตรการฝึกอบรมตามที่กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งกำหนด  และมีบัตรประจำตัว (บัตรไกด์) แสดงไว้เป็นหลักฐานให้สามารถตรวจสอบได้ หากผู้ประกอบกิจกรรมท่องเที่ยวดำน้ำไม่ดำเนินการจะไม่สามารถจัดทำกิจกรรมดำน้ำนั้นๆ ได้" 

ผู้ควบคุมการดำน้ำ และผู้ช่วยผู้ควบคุมการดำน้ำ ในแต่ละกิจกรรมดำน้ำจะมีคุณสมบัติและความสามารถที่แตกต่างกันออกไป หน้าที่สำคัญของผู้ควบคุมและผู้ช่วยผู้ควบคุมการดำน้ำ ก็คือ ดูแลนักท่องเที่ยวดำน้ำให้มีความปลอดภัย  ให้ความรู้เรื่องปะการังและกฏหมายข้อห้ามต่างๆ ของประเทศไทย ที่สำคัญที่สุด คือ ควบคุมนักท่องเที่ยวดำน้ำของตนเอง ไม่ให้จับต้องสัมผัส เหยียบยืน หรือกระทำพฤติกรรมใดๆ ที่จะก่อให้เกิดผลกระทบหรือเกิดการทำลายปะการัง    

หมายเหตุ ประกาศฉบับนี้ ใช้บังคับเฉพาะการดำน้ำท่องเที่ยวในแนวปะการัง เท่านั้น ไม่เกี่ยวกับการดำน้ำในพื้นที่อื่นๆ หรือการดำน้ำเพื่อการพักผ่อนเป็นการส่วนตัว        

หลักสูตรผู้ควบคุมการท่องเที่ยวดำน้ำในบริเวณแนวปะการัง
เมื่อวันที่ 15-16 ต.ค.2562 ผมได้มีโอกาสเข้ารับการอบรม "หลักสูตรผู้ควบคุมการท่องเที่ยวดำน้ำในบริเวณแนวปะการัง" ณ อาคารนวมินทราธิราช สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ในฐานะครูสอนดำน้ำลึกของสถาบัน PADI  ซึ่งถือว่าต่อไปจะต้องทำหน้าที่เป็นผู้ควบคุมการดำน้ำ ตามประกาศกระทรวงฯ ที่จะประกาศใช้ในปี พ.ศ.2563  จัดการฝึกอบรมโดย กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง  และหลังจากประกาศฯ มีผลบังคับใช้แล้ว ผู้ที่ผ่านการฝึกอบรมฯ จะต้องไปสอบข้อเขียนเพื่อขอรับบัตรประจำตัวผู้ควบคุมการดำน้ำ ในลำดับต่อไป หากสอบข้อเขียนไม่ผ่าน ก็ไม่ได้บัตร



การอบรมครั้งนี้ ใช้งบประมาณของสถาบันดำน้ำสากล Professional Association of Diving Instructors (PADI) ไม่ได้ใช้งบประมาณของทางราชการแต่อย่างใด  เนื่องจากทางสถาบัน PADI มุ่งเพื่อให้ครูสอนดำน้ำของสถาบันที่สอนอยู่ในประเทศไทย ทั้งที่เป็นชาวไทยและชาวต่างชาติ ได้มีการเตรียมตัวให้พร้อมที่จะปฏิบัติตามกฏหมายของประเทศไทย ในโอกาสต่อไป




ใครที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมท่องเที่ยวดำน้ำ หากต้องการผ่านการฝึกอบรมและมีบัตรประจำตัว (อาจเรียกได้ว่าบัตรไกด์) เป็นผู้ควบคุมการดำน้ำ หรือผู้ช่วยผู้ควบคุมการดำน้ำ คงต้องรองบประมาณราชการปี 2563 ซึ่งทางกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง มีแผนจะฝึกอบรมอีกหลายรุ่น ก่อนที่ประกาศฯ เรื่อง มาตรการคุ้มครองทรัพยากรปะการัง  จะมีผลบังคับใช้ในปี 2563 คงต้องติดตามข้อมูลข่าวสารกันต่อไป

"ประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  เรื่อง มาตรการคุ้มครองทรัพยากรปะการัง จากกิจกรรมท่องเที่ยวดำน้ำ พ.ศ.........."  ฉบับนี้ ถือเป็นอีกก้าวหนึ่งของความพยายามปกป้อง "ปะการัง" ของไทย




*********************************
จุฑาคเชน : 17 ต.ค.2562
            

วันอังคารที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2562

เรื่องราวที่เขาจะเล่าขาน

30 ก.ย.2562 เป็นวาระที่เพื่อนร่วมรุ่นของผมส่วนใหญ่ถึงคราวเกษียณราชการ ส่วนตัวผมอายุน้อยกว่าเพื่อนเลยต้องรอไปอีก 2 ปี เพื่อนผมมีทั้งข้าราชการทหาร ตำรวจ และข้าราชการพลเรือน ผมได้มีโอกาสพูดคุยกับเพื่อนๆ ในงานเลี้ยงเกษียณหลายวาระ ถึงชีวิตการทำงานของเพื่อนๆ ในระหว่างรับราชการว่าเป็นอย่างไรบ้าง....    

ที่มาของภาพ  ธเนศวร์ ธ.ยางกูร

มีผลงานอะไรบ้างที่รู้สึกภูมิใจ ตอนรับราชการ
ผมถามคำถามนี้ กับเพื่อนๆ ที่เกษียณ เพื่อนหลายคนก็เล่าให้ฟัง แต่เพื่อนหลายคนก็นั่งนึกอยู่นาน ก็ยังนึกไม่ออก  แต่จากการพูดคุย ผมพอสรุปประเด็นต่างๆ ที่สำคัญได้ ดังนี้ 
  • เพื่อนหลายคน ไม่มีผลงานอะไรเลยที่รู้สึกภูมิใจระหว่างทำงานราชการ 
  • การทำงานหนักแล้วจะเจริญก้าวหน้าในชีวิตราชการนั้น ไม่มีจริง  
  • การจะเจริญก้าวหน้า ได้ยศ ได้ตำแหน่ง มันขึ้นอยู่กับว่า ท่านเป็นคนของใคร 
  • ข้าราชการหลายคนไม่ได้มุ่งมั่นและจริงจังที่จะบำบัดทุกข์บำรุงสุขให้ราษฎร ทำงานตามแต่ที่เจ้านายจะพึงพอใจ แม้จะไม่ถูกทำนองคลองธรรม
  • มีการคอรัปชั่นในทุกหน่วยงานราขการ  
  • หลายคนเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัวมากกว่าประโยชน์ส่วนรวม 
  • หลายคนหวังแต่สิทธิ์ที่จะต้องได้รับจากราชการ แต่ไม่เคยถามตัวเองว่า จะทำอะไรให้ราชการบ้าง 
  • ระบบราชการไทยควรต้องได้รับแก้ไขโดยเร็ว โดยเฉพาะความเชื่อที่ว่า ข้าราชการเป็นชนชั้นสูง มีเกียรติยศที่ต้องได้รับการเคารพนับถือ  และมีอภิสิทธิ์เหนือกว่าประชาชนทั่วไป
คนอยากเป็นข้าราชการ เพราะอยากมีความมั่นคง  อยากเป็นคนที่มีเกียรติ เป็นชื่อเสียงแก่ครอบครัวและวงศ์ตระกูล มีบำนาญหลังเกษียณ แต่ไม่มีใคร "อยากเป็นข้าราชการเพราะอยากช่วยเหลือประชาชน"  เหมือนกับคนอยากเป็นหมอเพราะหมอรวย ไม่ใช่อยากเป็นหมอเพื่อช่วยชีวิตคน 

หากเริ่มต้นคิดกันเช่นนี้แล้ว ไม่มีทางที่ประเทศไทยจะมีข้าราชการหรือหมอที่ดีได้  




เรื่องของเราที่เขาจะเล่าขาน 
ฟังเรื่องราวเกี่ยวกับงานราชการของเพื่อนๆ แล้ว ผมหวนกลับมาคิดถึงตัวเองบ้าง สรุปได้ว่า ผมเองก็ยังตอบไม่ได้เช่นกันว่า ผลงานอะไรที่ทำให้ผมรู้สึกภูมิใจในการรับราชการที่ผ่านมา 40 ปี ผมก็ยังนึกไม่ออกเช่นกัน แล้วอีก 2 ปีที่เหลือผมจะมีคำตอบหรือปล่าว ก็ยังไม่รู้ 

คำกล่าวสุนทรพจน์ของ ศ.ดร.ปรีดี พนมยงค์ ที่กล่าวไว้ในสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 7 พ.ค.2489  ความตอนหนึ่งว่า

“เมื่อข้าพเจ้ามีอำนาจ ก็ไม่มีประสบการณ์ แต่เมื่อข้าพเจ้ามีประสบการณ์ ก็ไม่มีอำนาจ” 

จากสุนทรพจน์ดังกล่าวล้วนสะท้อนเรื่องสำคัญเรื่องหนึ่งในระบบราชการปัจจุบัน  ผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งสำคัญระดับผู้บริหารในระบบราชการ ส่วนใหญ่ไม่มีฝีไม้ลายมือหรือประสบการณ์ในงานนั้นๆ โดยตรง แต่กลับได้รับแต่งตั้งเพราะระบบอุปถัมภ์ เส้นสาย และพรรคพวก อยู่ๆ ก็กระโดดจากท้องฟ้าลงมาเป็นผู้บริหารเลย อย่างนี่เรียกได้ว่า ไม่มีประสบการณ์แต่ดันกลับมีอำนาจ งานราชการที่รับผิดชอบจึงล้มเหลวตามไปด้วย  

ส่วนข้าราชการที่มีฝีไม้ลายมือเป็นที่ยอมรับและมีประสบการณ์หลากหลาย มักถูกมองข้าม ไม่ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้บริหารที่สำคัญ เพราะคนเหล่านี้ไม่มีใครคิดอยากจะอุปถัมภ์ ไม่มีเส้นสาย และพรรคพวก ข้าราชการพวกนี้ จึงมักถูกดองเค็ม

คนเป็นโจร ก็จะแต่งตั้งโจรพวกเดียวกันขึ้นมาเป็นพรรคพวก สืบต่อๆ กันไป  ไม่มีทางที่คนดีจะได้ปกครองบ้านเมือง  
      
ข้อคิดสรุปสุดท้ายจากเพื่อนๆ ให้ข้อแนะนำว่า การที่เราจะคิดอะไรอย่างสร้างสรรค์ คิดใหม่ทำใหม่ในสิ่งที่ดีขึ้น หรือคิดที่อยากจะปรับปรุง แก้ไข หรือเปลี่ยนแปลงใดๆ ไม่มีทางที่เราจะทำได้หรอก หากเราไม่ได้เป็นผู้ที่มีอำนาจโดยแท้จริง  เราคงทำได้ในหน้าที่เล็กๆ ที่เรารับผิดชอบให้ดีที่สุดเท่านั้นเอง แม้หน้าที่ที่ถูกมอบหมายให้ทำจะแลดูโง่ๆ และไม่ค่อยฉลาดเท่าใดนัก  แต่เราก็ต้องทำ      



ทุกคนล้วนเกษียณเหมือนกัน ทุกคนจึงไม่มีอะไรแตกต่าง
ยกเว้นเรื่องราวที่เขาจะเล่าขานถึงท่านว่าอย่างไร  

**************************  
จุฑาคเชน 8 ต.ค.2562 

วันอังคารที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2562

นั่งรถไฟไปมาเลเซีย ตอนที่ 5 (จบ) : จังโหลน-ด่านสะเดา-หาดใหญ่-ราชบุรี

ต่อจากตอนที่ 4 คาเมรอนไฮแลนด์

วันเสาร์ที่ 29 ธ.ค.2561 หลังจากลงจากที่ราบสูงคาเมรอน พวกเรานั่งรถยาวอีกเช่นเคย ระยะทางประมาณ 441 กม. จุดหมายสุดท้ายวันนี้ คือ สถานีรถไฟหาดใหญ่ ระหว่างเดินทางตั้งใจแวะช้อปปิ้งร้านสินค้าปลอดภาษีที่ด่านจังโหลน (Changloon) ฝั่งมาเลเซียก่อนกลับเข้าสู่ประเทศไทยที่ด่านสะเดา    ช้อบปิ้งต่อตลาดกิมหยง อ.หาดใหญ่ รับประทานอาหารเย็น แล้วรอขึ้นรถไฟกลับราชบุรี ที่สถานีชุมทางหาดใหญ่ เวลา 18.45 น.

Cameron Highland-ด่านจังโหลน-ด่านสะเดา-สถานีรถไฟหาดใหญ่
ระยะทาง  441 กม.
พวกเราแวะรับประทานอาหารกลางวันระหว่างทางที่ ร้าน Bali Thai รัฐเปรัก   คนเยอะมากครับเพราะใกล้ปีใหม่ มีคนไทยเข้าไปเที่ยวมาเลเซียกันมาก ทั้งรถตู้ รถบัส ส่วนคนมาเลเซียก็เดินทางเข้ามาประเทศไทยเพื่อเฉลิมฉลองปีใหม่ให้ตัวเองเช่นกัน โดยเฉพาะที่ อ.หาดใหญ่ ดังนั้นการจราจรบนถนนสายหลักที่เราใช้เดินทางจะหนาแน่นมาก  

ร้านบาหลี ไทย รัฐเปรัก
ด่านจังโหลน
หลังจากอิ่มท้อง พอขึ้นรถได้ผมก็เริ่มงีบหลับ มาตื่นอีกทีที่ ด่านจังโหลน ก็เกือบ 16.00 น. รถบัสของเราต้องแวะเข้าไปทำพาสปอร์ตและการประกันรถเพื่อเดินทางเข้าสู่ประเทศไทยก่อน ต่อจากนั้นจึงพาพวกเราไปยังด่านจังโหลนเพื่อดำเนินกรรมวิธีผ่านแดนออกจากประเทศมาเลเซีย  

ที่ด่านจังโหลนนี้ กำลังอยู่ระหว่างการก่อสร้างขยายด่านฯ ให้กว้างขวางและใหญ่โตขึ้น แลดูมาตรฐาน ระบบการตรวจสอบการผ่านแดนจัดได้ดี แยกคน แยกรถออกจากกัน พวกเราลงจากรถบัสเดินไปตรวจประทับตราเพื่อออกจากมาเลเซีย เร็วมากครับ ส่วนรถบัสก็แยกกันไปตรวจอีกทาง หลังจากนั้น ทั้งรถทั้งคน ก็วนมาเจอกัน  เดินทางไปช้อบปิ้งต่อยัง ร้านสินค้าปลอดภาษี Bukit Kayu Hitam  ก่อนเข้าสู่ประเทศไทย ระหว่างนั้น ฝนตกลงมาพอดี หนักมาก แต่สักพักก็หายไป

ไกด์บอกว่าให้เวลาช้อบปิ้งไม่เกิน 30 นาที เพราะกลัวจะไปไม่ทันรถไฟที่หาดใหญ่ เนื่องจากยังต้องผ่านด่านสะเดา และฝ่ารถติดในเมืองหาดใหญ่อีก พวกเราจึงต้องรีบช้อปปิ้งกันแบบเร่งรีบ เงินริงกิตที่เหลือแลกกลับคืนเป็นเงินไทยได้ที่นี่เลย  

ด่านสะเดา
ที่ด่านสะเดา อ.สะเดา จ.สงขลา  นี้ ดูค่อนข้างซอมซ่อไปเลยหากเทียบกับด่านจังโหลนของมาเลเซีย ระบบตรวจคนและยานหาพนะผ่านแดนก็ค่อนข้างล่าช้า อีกทั้งหน้าตาผู้ตรวจหนังสือเดินทางของไทย แลดูขมึงทึง ไม่ยิ้ม (สยาม) เอาเสียเลย  โชคดีที่ตอนนั้น คนเข้าเมืองไทยน้อย พวกเราจึงไม่ต้องรอคิวนานนัก กว่าจะเสร็จเรียบร้อยได้ขึ้นรถ ก็ปาเข้าไปเกือบ 17.30 น. พวกเรารีบเร่งออกเดินทางต่อไปยังจุดหมาย คือ สถานีรถไฟหาดใหญ่ ซึ่งต้องให้ทันในเวลา 18.45 น. พวกเรามีเวลาเหลือเพียง 1 ชม.15 นาที ซึ่งยังเหลือระยะทางอีก 60 กม. และยังต้องเสี่ยงกับสภาพจราจรที่ติดขัดใน อ.สะเดา และ อ.หาดใหญ่  อีก....ใจเริ่มไม่ค่อยดี ว่าจะทันรถไฟหรือไม่

นาทีสุดท้าย
พวกเรานั่งไม่เป็นสุข ลุ้นระทึกตลอดเวลาว่าจะไปทันรถไฟหรือไม่ ความคาดหวังที่จะแวะช้อปปิ้งตลาดกิมหยงและรับประทานอาหารเย็นที่หาดใหญ่ เลิกคิดได้เลย ตอนนี้แค่ภาวนา ขอให้ไปทันรถไฟก็พอ 

เวลา 18.42 น. ดู GPS แล้วยังเหลือระยะทางอีก 1 กม. จะถึงสถานีรถไฟหาดใหญ่ แต่รถบัสพวกเรายังติดไฟแดงอยู่เลย แย่แน่ๆ แต่ในที่สุดพวกเราก็ไปถึงใน "นาทีสุดท้าย" พอดี  รีบลงจากรถบัส ลากกระเป๋าเดินทางใบใหญ่อย่างทุลักทุุเล ก้มหน้าก้มตาวิ่งไปขึ้นรถไฟ ท่ามกลางเสียงของเจ้าหน้าที่รถไฟตะโกนบอกว่า "เร็วๆ หน่อยครับ รถไฟจะออกแล้ว"  โชคดีครับ พวกเราทันรถไฟ รถไฟออกเวลา 18.45 น.พอดี 

ยังนึกไม่ออกว่า หากพวกเราตกรถไฟในวันนั้น พวกเราจะกลับราชบุรีอย่างไรดี อาจจะต้องนอนหาดใหญ่อีก 1 คืน แล้วค่อยกลับในวันรุ่งขึ้น 

พวกเราเดินทางกลับด้วยรถไฟสายด่วนพิเศษ"ทักษิณารัถย์" รหัสขบวน 32 หาดใหญ่-กรุงเทพฯ ถึงสถานีรถไฟราชบุรีด้วยความปลอดภัย ในตอนเช้าของวันอาทิตย์ที่ 30 ธ.ค.2561 เวลา 08.13  น.ตามกำหนด

ขอขอบคุณเพื่อร่วมเดินทางที่น่ารักทุกคน ถึงแม้จะต่างวัยกันไปบ้าง พวกเราก็เข้ากันได้ดี หวังว่าคงจะได้เที่ยวร่วมกันอีกในโอกาสต่อไป  และที่จะลืมขอบคุณไม่ได้ คือ เกสรทัวร์ ที่คอยดูแลพวกเราเป็นอย่างดีตลอดการเดินทาง


ของฝากจากมาเลเซีย (ยังงงๆ อยู่ ว่าหอบหิ้วมาได้อย่างไร)

**************************    

วันศุกร์ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2562

นั่งรถไฟไปมาเลเซีย ตอนที่ 4 คาเมรอนไฮแลนด์

ต่อจากตอนที่ 3 ลังกาวี : อัญมณีแห่งไทรบุรี

เช้าวันศุกร์ที่ 28 ธ.ค.2561 พวกเราออกเดินทางจากเกาะลังกาวี ไปยังแผ่นดินใหญ่ของมาเลเซีย ด้วยเรือเฟอรี่จากท่าเรือ Penumpang Kuah ไปยังท่าเรือ Kuala Perlis  รัฐปะลิศ ซึ่งถือว่าเป็นการเดินทางภายในประเทศ จึงยังไม่ต้องผ่านกรรมวิธีเข้าออกเมืองแต่อย่างใด  


เส้นทางการเดินเรือจากเกาะลังกาวี-รัฐปะลิศ
ท่าเรือ Penumpang Kuah เมืองกัวห์ เกาะลังกาวี
รอขึ้นเรือ

เรือออกจากลังกาวีเวลา 09.15 น. คนเยอะมาก ส่วนใหญ่ก็จะเป็นชาวมาเลเซียเองที่จะเดินทางไปยังรัฐปะลิส เรือของเราเดินทางถึงท่าเรือ Kuala Perlis รัฐปะลิส เวลาประมาณ 10.20 น. ต่อจากนั้น ก็ขึ้นรถบัสปรับอากาศ ออกเดินทางต่อไปยังที่ราบสูงคาเมรอน (Cameron Highland) รัฐปาหัง พื้นที่เกษตรปลอดสารพิษบนที่ราบสูง ระยะทางประมาณ 389 กม. ก่อนถึงที่ราบสูงคาเมรอนฯ จะเป็นทางขึ้นเขาประมาณ 100 กม.


การเดินทางจากท่าเรือปะลิส ไปยังที่ราบสูงคาเมรอนไฮแลนด์
บรรยากาศบนรถบัส


วันนี้ นั่งรถยาวเลยครับ แวะรับประทานอาหารกลางวัน และเข้าห้องน้ำระหว่างทางเรื่อยไป  พวกเรากว่าจะถึงจุดหมายปลายทางคือ โรงแรมติติวังสา (Titiwangsa) ต.บรินชาง บน Cameron Highland ก็ล่วงเข้าเวลาเกือบ 20.00 น.รับประทานอาหารเย็นแบบจิ้มจุ่ม โดยเน้นผักปลอดสารพิษ ที่โรงแรม

อาหารเย็นแบบจิ้มจุ่ม ห้องอาหารโรงแรม Titiwangsa
จิ้มจุ่ม เน้น ผักปลอดสารพิษ

ก่อนถึงโรงแรม ใกล้มืดแล้ว พวกเราแวะลงเที่ยวที่ไร่ชา Cameron Valley Tea ซึ่งไร่ชานี้ใกล้จะปิดแล้ว พวกเรารีบลงจากรถเดินไปยังไร่ชาทันที โดยไม่สนใจร้านขายชาด้านหน้าเลย ว่ามีชาอะไรให้ชิม ให้ซื้อบ้าง พวกเราเอาแต่ถ่ายรูปกันอย่างเดียว เพราะแสงใกล้จะหมดแล้ว ถ่ายรูปเสร็จก็ขึ้นรถเดินทางต่อไปยังโรงแรมทันที

ไร่ชา Cameron Valley Tea
ไร่ชา Cameron Valley Tea
ไร่ชา Cameron Valley Tea

ที่ราบสูงคาเมรอน (Cameron Highland)
เซอร์ วิลเลียม คาเมรอน นักสำรวจชาวอังกฤษ ได้พยายามค้นหาสถานที่ที่พักตากอากาศในมาเลเซีย ที่มีอุณหภูมิใกล้เคียงกับอังกฤษมากที่สุด จนกระทั่งในปี พ.ศ.2427 จึงได้ค้นพบที่ราบสูงแห่งนี้ และเพื่อเป็นเกียรติแก่เซอร์ วิลเลียม คาเมรอน  ทางมาเลเซียจึงตั้งชื่อที่ราบสูงแห่งนี้ว่า  "Cameron Highland" ช่วงการสำรวจ เซอร์วิลเลียมฯ ใช้รถ Land Rover เป็นพาหนะหลักในการสำรวจ ดังนั้นรถ Land Rover จึงเปรียบเหมือนกับสัญลักษณ์อย่างหนึ่งของที่ี่ราบสูงแห่งนี้    


รถ Land Rover จึงเปรียบเหมือนกับสัญลักษณ์อย่างหนึ่งของที่ี่ราบสูงแห่งนี้

ที่ราบสูงคาเมรอน ครอบคลุมพื้นที่ว่า 712 ตร.กม.อยู่บริเวณทางปลายสุดฝังตะวันตกเฉียงเหนือของรัฐปาหัง ระดับความสูงในพื้นที่ อยู่ในช่วงจาก 1,100 เมตร ถึง 1,600 เมตร เหนือระดับน้ำทะเล  อุณภูมิเฉลี่ยประมาณ 18 องศาเซลเซียล ปัจจุบัน เป็นแหล่งเพาะปลูกพืชผักปลอดสารพิษ และเป็นแหล่งเพาะพันธ์ุดอกไม้และผลไม้เมืองหนาว หลากหลายสายพันธ์ุ 


เมื่อรถบัส เริ่มวิ่งเข้าเขตที่ราบสูงคาเมรอน สองข้างทางจะเต็มไปด้วยเรือนโรงยาว หลังคาโค้งบุด้วยพลาสติคใสสีขาว เพื่อป้องกันไอหมอกและน้ำค้าง แก่พืชผักที่ปลูก เรือนโรงปลูกเรียงรายเป็นระเบียบและลดหลั่นกันไปตามไหล่เขาแลดูสวยงาม ในยามค่ำคืน จะมีการเปิดไฟให้แสงสว่างแก่พืชผักและผลไม้บางชนิดเพื่อการเจริญเติบโตที่ดี ที่ราบสูงจึงแลดูเสมือนกำลังมีงานรื่นเริง ประดับไฟแพรวพราวไปทั่วทั้งหุบเขา 


ที่ราบสูงคาเมรอน มีโรงแรมเยอะมาก ทั้งเล็กทั้งใหญ่ ทั้งคูหาเดียว ไปถึงขนาดตึกสูงกว่า 20 ชั้น ตั้งอยู่ตามตำบลต่างๆ บนที่ราบสูง  โรงแรมที่เรานอน อยู่ใน ต.บรินชาง (Brinchang) ก่อนเขานอน พวกเราเดินจากโรงแรมไปชมในเขตชุมชน ระยะทางประมาณ 500 เมตร อากาศเย็นสบายๆ ไม่ถึงกับหนาว ยามค่ำคืนที่นี่ก็มีจะร้านขายอาหาร เครื่องดื่ม ขนมท้องถิ่น ร้านขายของที่ระลึก ผลไม้เมืองหนาว โดยเฉพาะสตรอว์เบอร์รี่ มีให้เห็นดาดดื่น นอกนั้นก็ยังมีร้านขายสินค้าอุปโภค บริโภค สินค้าเบ็ดเตล็ดทั้งปลีก-ส่ง เสื้อผ้าอาภรณ์ รองเท้า เครื่องนุ่งห่ม ทั้งเก่าทั้งใหม่  เปิดให้ผู้คนและนักท่องเที่ยวมาหาซื้อกัน คล้ายกับตลาดนัดบ้านเรา

เดินเล่นก่อนอน
สตรอว์เบอร์รี่มีขายอยู่ดาดดื่น


ที่มาเลเซียนี้ หาซื้อเครื่องดื่มประเภทแอลกอฮอร์
กินยากมาก ต้องหมั่นสังเกตว่ามีร้านไหนขายบ้าง
ไม่งั้นอดกินครับ 
โรงแรมบนที่ราบสูงคาเมรอนนี้ ไม่มีแอร์ ใช้เปิดหน้าต่างนอน เอาอากาศจากธรรมชาติมาเป็นแอร์แทน ไม่มียุง คืนนี้ผมหลับสบาย อากาศไม่หนาวจนเกินไป  

โรงแรมติติวังสา (Titiwangsa)
เช้าวันรุ่งขึ้น (วันเสาร์ที่ 29 ธ.ค.2561) พวกเราออกจากโรงแรมเวลา 08.00 น.ไปแวะชอปปิ้งที่ ตลาดเช้าของ Cameron Highland ที่นี่จะขายพวกพืช ผัก ผลไม้เมืองหนาวที่ผลิตได้ มากมายหลายชนิด รวมทั้งต้นไม้เมืองหนาวด้วย เดินชมตลาดประมาณ 40 นาที ก็เดินทางต่อไปแวะถ่ายรูปและชอปปิ้งที่ Castus Point  ต่อด้วย ไร่สตรอว์เบอร์รี่ และ Avant Chocolate & Ice cream

ตลาดเช้าของ Cameron Highland
ตลาดเช้าของ Cameron Highland
ตลาดเช้าของ Cameron Highland
ตลาดเช้าของ Cameron Highland

ตลาดเช้าของ Cameron Highland
ตลาดเช้าของ Cameron Highland
ตลาดเช้าของ Cameron Highland

Cactus Point
Cactus Point
Cactus Point

Cactus Point

Cactus Point
Cactus Point
ไร่สตรอว์เบอร์รี่ 
Avant Chocolate & Ice cream


หลังจากลงจากที่ราบสูงคาเมรอน พวกเราก็นั่งรถยาวอีกครั้งครับ จุดมุ่งหมายคือด่านจังโหลน เพื่อกลับเข้าสู่ประเทศไทย

**********************************
อ่านต่อ ตอนที่ 5 (จบ) ด่านจังโหลน-ด่านสะเดา-หาดใหญ่-ราชบุรี