วันพุธที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

วันรับปริญญาไม่ใช่ "ตอนจบ"

เมื่อวันพฤหัสบีดีที่ 3 ก.ค.2557 ผมได้ไปร่วมพิธีพระราชทานปริญญาบัตรบุตรชายของผมที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก่อนที่จะถึงการทอดสดพิธีพระราชทานปริญญาบัตรทางโทรทัศน์วงจรปิดภายในจุฬาฯ  นิสิตคณะนิเทศน์ศาสตร์ได้จัดสกูปพิเศษ ตอนหนึ่งเตือนสติไว้ว่า 

วันรับปริญญา ไม่ใช่ "ตอนจบ"
ชีวิตที่รออยู่ข้างหน้า คือ "ตอนต่อไป"


ผมรู้สึกกินใจกับข้อความนี้มาก

ในวันนั้นผมเห็นนิสิตที่จบการศึกษาทุกคนล้วนมีความสุข  ทั้งพ่อแม่ญาติพี่น้องต่างปลื้มปิติ ดวงตาและรอยยิ้มเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจต่อบุตรหลานของตนเอง บรรดาเพื่อนๆ ของแต่ละคนต่างมาร่วมแสดงความยินดีกันมากมาย บรรยากาศมีแต่รอยยิ้ม การมอบของขวัญ การถ่ายรูป การโพสต์ท่าทางต่างๆ ตามสมัย Social Media  ช่อดอกไม้ ตุ๊กตา ของที่ระลึก มีขายอยู่เต็มไปหมด พวกจบปริญญาตรี ดูเหมือนจะมีความสุขมากที่สุด เพราะถือเป็นความสำเร็จครั้งแรก  ส่วนพวกจบปริญญาโทไม่ค่อยมีเพื่อนมาแสดงความยินดีมากเท่าใดนัก ส่วนปริญญาเอกแทบไม่ค่อยเห็นเลย.....

ผม ภรรยา และบุตรสาวก็ไปร่วมแสดงความยินดีกับบุตรชายเหมือนกับหลายๆ ครอบครัว ถ่ายรูปกันจนสิ้นแสงตะวัน พอเริ่มประมาณหนึ่งทุ่มบรรยากาศภายในจุฬาลงกรณ์ฯ  ก็เริ่มคืนสู่ความเหงียบเหงา

ผมย้อนนึกถึงคำกล่าวข้างต้น หลังค่ำคืนนี้ไปแล้ว พอรุ่งสาง มันคงจะเป็น "ตอนต่อไป" ของชีวิตนิสิตเหล่านี้รวมทั้งลูกชายของผมด้วย ชีวิตการเป็นนิสิต นักศึกษา แทบไม่ต้องรับภาระอะไรมากมาย เพียงแค่เรียนหนังสือ ทำกิจกรรม  แต่หลังจากรับปริญญาแล้ว ทุกอย่างคงเปลี่ยนไป 

การเรียนหนังสือ เปลี่ยนเป็น "การเรียนรู้กับชีวิต"
การทำกิจกรรม เปลี่ยนเป็น "การทำมาหากิน"

ปริญญาบัตร...เป็นเหมือนสัญลักษณ์ที่แสดงให้เห็นว่า เรามีวิชาความรู้เพียงพอที่จะสามารถนำพาตนเองให้มีชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างเป็นสุขตามสถานะ แต่หลายครั้ง หลายหน ที่ผมเห็นบัณฑิต ต้องกลายเป็นคนว่างงาน คนตกงาน คนรองาน และคนเลือกงาน

จริงอย่างที่ว่า "ชีวิตจริงที่รออยู่ข้างหน้า คือ ตอนต่อไป" ต่างหาก
ชีวิตจริงไม่มีอาจารย์  มีแต่คำว่า "เจ้านาย" กับ "ผู้บังคับบัญชา"
เพื่อนนิสิต นักศึกษา กลายเป็นอดีต   มีแต่คำว่า "เพื่อนร่วมงาน" เข้ามาแทน
ค่าเช่าหอพัก กลับกลายเป็น "ค่าเช่าบ้าน"
ค่าขนมที่เคยแบมือขอจากพ่อแม่  กลายเป็นสิ่งเราไม่อยากได้อีกต่อไป

อย่างไรก็ตาม ผมขอเป็นกำลังใจให้บัณฑิตที่จบการศึกษาทุกคน ทุกมหาวิทยาลัย ในวิชาความรู้ที่ได้ศึกษาเล่าเรียนมา จงใช้วิชาความรู้เหล่านั้นหาเลี้ยงชีวิตของตนเองให้ได้ หลังจากนั้นจึงค่อยคิดไปเลี้ยงผู้อื่น  อย่าให้ใครดูถูกเราได้ว่า "ความรู้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอด"

***********************

ชาติชาย คเชนชล : 9 ก.ค.2557

               
อ่านต่อ >>

วันพฤหัสบดีที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

สาเหตุเพราะนายคนเดียว..แม้เป็นผีก็กลับบ้านไม่ได้


ลายครั้ง ผมนึกอยากเขียนประนามนักการเมืองในปัจจุบัน โดยเฉพาะพวกนายกรัฐมนตรี และเหล่ารัฐมนตรีรักษาการณ์ทั้งหลาย รวมทั้งบรรดา ส.ส.ของพรรคเพื่อไทย ที่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนและพรรคพวก มากกว่าจะเห็นแก่ประโยชน์ของชาติบ้านเมือง เป็นเหาเป็นเห็บเกาะกินประเทศชาติโดยอาศัยตำแหน่งและอำนาจ ทั้งๆ ที่ไม่มีความชอบธรรมและขาดความสามารถในการบริหารประเทศ ประชาชนอย่างเราๆ ก็แสนที่จะเอือมระอา...แต่ผมเขียนไม่ออก เพราะผมไม่รู้จะสรรหาคำพูดอะไรมาก่นด่าและประนามคนเหล่านี้ให้สะใจ เพราะคำพูดที่เหมาะสมกับความอัปยศของพวกเหล่านี้ มันหายากจริงๆ 

ทั้งหมดนี้ สาเหตุเริ่มต้นมาจากความชั่วของคนๆ เดียว คือ นักโทษชาย ทักษิณ ชินวัตร ประวัติศาสตร์ชาติไทยจะจารึกไว้เป็นตราบาป ความชั่วของนายทักษิณฯ และเหล่าวงศาคณาญาติของตระกูลชินวัตร รวมทั้งบรรดาพวกขี้ข้าทั้งหลาย ที่ทำให้ประเทศไทยย่อยยับได้ถึงขนาดนี้ จะถูกสั่งสอนและถ่ายทอดไปยังชั่วลูกชั่วหลาน 


พ.ร.บ.กฏอัยการศึก พ.ศ.2457 ที่ประกาศใช้เมื่อตีสาม ของวันจันทร์ที่ 20 พ.ค.2557 สาเหตุก็มาจากนายทักษิณ ชินวัตร คนนี้นี่เอง มันกำลังจัดกองกำลัง(ลับ) ของมัน ซ่องสุมอาวุธ เตรียมวางแผนก่อสงครามกลางเมืองในประเทศไทย บรรดาตำรวจ(แตงโม)ทั้งหลาย ไม่สามารถจัดการกับกองกำลังดังกล่าวได้ กองทัพจึงจำเป็นต้องขออำนาจคืนมาเพื่อใช้กำลังทหารเข้าจัดการเสียเอง โดยใช้เครื่องมือทางกฏหมายที่เรียกว่า "กฏอัยการศึก" เพื่อทำการตัดไฟแต่ต้นลม ป้องกันการพัฒนาสถานการณ์ของนายทักษิณฯ กองกำลังเสื้อแดง และมวลชนคนเสื้อแดง มิเช่นนั้นบ้านเมืองจะฉิบหายยิ่งกว่าปี พ.ศ.2553 ที่ผ่านมา และที่สำคัญ สถาบันพระมหากษัตริย์ที่พวกเราเทอดทูล จะตกอยู่ในขั้นอันตราย

ผมรำลึกย้อนหลังไปเสมอว่า วันนั้น หากไม่มีนายสนธิ ลิ้มทองกุลและคนเสื้อเหลือง ออกมาแฉพฤติกรรมโกงชาติของนายทักษิณฯ ผมก็ไม่รู้ว่า คนหน้าไหนจะออกมา และประเทศไทยของเราจะเป็นอย่างไร และวันนี้ หากไม่มีกำนันสุเทพ เทือกสุบรรณ และมวลชน กปปส. ออกมา ต่อต้านรัฐบาล และนักการเมืองคอรัปชั่น โกงกินอย่างมโหฬาร ในยุคสมัยเผด็จการรัฐสภานี้ แล้วใครจะออกมา ผมจึงรู้สึกชื่นชมและยกย่องย่องคนทั้ง 2 กลุ่มนี้ ใครก็ตามที่ออกมาว่าคนพวกนี้ เป็นพวกถ่วงความเจริญ ผมจึงรู้สึกว่าไม่ยุติธรรมกับเขานัก และวันนี้ หลายคนกลับมองว่าคนกลุ่มนี้คือ เป็นแค่พวกเสียผลประโยชน์และเป็นแค่คู่ขัดแย้งทางการเมือง กับนายทักษิณฯ จริงๆ แล้ว ผมว่าเขาทำเพื่อชาติมากกว่า เขาเป็นตัวแทนของประชาชนคนไทย ที่ช่วยกันออกมาขับไล่ระบอบทรราชย์ทักษิณฯ ต่างหาก อย่างน้อยก็ยังดีกว่าพวกที่ชอบมองโลกสวยแต่ถ่ายเดียว นิ่งเงียบ ไม่สนใจ ไม่เคยเสียสละ ดีแต่ใช้ปากตำหนิติเตียนผู้อื่นอยู่ร่ำไป



อย่างไรก็ตามความไม่เอาไหนบวกกับความโง่อวดฉลาดของ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี น้องสาวของนายทักษิณฯ ที่ทำให้ประเทศชาติเสียหาย ยังคงต้องได้รับโทษานุโทษในกระบวนการยุติธรรม ตามความชั่วที่ได้กระทำไว้ ขออย่าเพิ่งด่วนหนีหาย จากไปต่างประเทศเสียก่อน

ชัดเจนกับผลงานของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ฯ
  • ปล้นไม่ได้ : เงินแก้ปัญหาน้ำท่วม 3.5 แสนล้าน, เงินกู้ 2 ล้านล้านบาท, เงินทุนสำรองของชาติ
  • ปล้นได้ : โครงการรับจำนำข้าว 3-4 แสนล้านบาท, เงินกองทุนสตรีฯ , เงินรถคันแรก และบ้านหลังแรก, เสียดินแดนรอบเขาพระวิหาร และพลังงานของชาติ
  • ฮุบการปกครองไม่ได้ : แก้ไขที่มา สว. , แก้ไขมาตรา 190, การเลือกตั้งเป็นโมฆะ, การย้ายข้าราชการเพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง
  • ล้างผิดไม่ได้ : พ.ร.บ.นิรโทษกรรม
  • ล้มไม่ได้ : สถาบันพระมหากษัตริย์
  • ทำไม่ได้ : เอาทักษิณฯ กลับบ้านไม่ได้ ชีวิตทักษิณฯ ต้องเป็นเศรษฐีเร่ร่อนไปจนวันตาย และเมื่อตายเป็นผีแล้ว ก็เป็นได้แค่สัมพเวสี แม้จะกลับเมืองไทยบ้านเกิดของตัวเองก็ยังไม่ได้ เพราะพระสยามเทวาธิราชไม่อนุญาตให้ผีทักษิณฯ เข้ามา

วันนี้ ทักษิณฯ พร้อมทั้งเหล่าบริวารว่านเครือและขี้ข้า กำลังจะหมดฤทธิ์ พลังของมันริบหรี่สิ้นดี พวกเราต้องช่วยกันดับพลังชั่วร้ายของพวกมันให้มอดสนิท ส่งไปยังนรกขุมอเวจี มันจะได้ไม่ผุดไม่เกิด มาทำความชั่วร้ายอีกต่อไป 

ฟ้าสีทองจะผ่องอำไพอีกครั้ง ภายใต้พระบารมีพ่อหลวงของเรา...

*********************
จุฑาคเชน : 22 พ.ค.2557

   
อ่านต่อ >>

วันพฤหัสบดีที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2557

การใช้ "หลักกาลามสูตร" รับมือกับการปฏิบัติการข่าวสาร (IOs) ด้านการเมือง


ต่อจาก การปฏิบัติการข่าวสาร (IOs) แท้จริง คือการโกหก ใช่หรือไม่


ปัจจุบัน การต่อสู้ทางการเมืองระหว่างระบอบทักษิณ รัฐบาลรักษาการณ์ และพรรคเพื่อไทย กับมวลมหาประชาชน (กปปส.) และกลุ่มเครือข่ายต่างๆ กำลังเข้มข้นด้วยการฏิบัติการข่าวสาร (IOs) เพื่อโน้มน้าวให้ประชาชนตัดสินใจสนับสนุนกลุ่มของตนเอง


ที่มาของภาพ
ASTVผู้จัดการ
ข่าวสารที่เข้ามาสู่ประชาชนมีมากมาย ทั้งวิทยุ โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ เว็บไซต์ และเครือข่ายสังคมออนไลน์ต่างๆ ดังนั้นประชาชนจึงจำเป็นต้องมีวิธีการที่จะตัดสินใจว่าข่าวสารที่ได้รับมานั้นเป็นเท็จ เป็นจริง แค่ไหน ก่อนที่จะเชื่อในข่าวสารนั้นๆ แล้วตัดสินใจทำอย่างหนึ่งอย่างใดลงไป ผมเห็นว่าหลักกาลามสูตรที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ สามารถนำมาใช้ประกอบในการตัดสินใจครั้งนี้ได้เป็นอย่างดี


กาลามสูตร คือ พระสูตรที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงแก่ชาวกาลามะ หมู่บ้านเกสปุตตนิคม แคว้นโกศล       กาลามสูตรเป็นหลักแห่งความเชื่อที่พระพุทธองค์ทรงวางไว้ให้แก่พุทธศาสนิกชน ไม่ให้เชื่อสิ่งใด ๆ อย่างงมงายโดยไม่ใช้ปัญญาพิจารณาให้เห็นจริงถึงคุณหรือโทษ ดีหรือไม่ดี ก่อนที่จะเชื่อ ซึ่งมีหลักอยู่ 10 ประการ ได้แก่ (ขออนุญาตปรับปรุงคำพูดให้เข้าใจง่ายๆ ครับ)

  1. อย่าเชื่อ ด้วยการฟังหรือการบอกเล่าต่อๆ กันมา
  2. อย่าเชื่อ เพราะว่าเป็นสิ่งที่เขาทำตามๆ กันมา  
  3. อย่าเชื่อ เพราะว่าเขาเล่าลือกันกระฉ่อนไปหมดว่ามันเป็นความจริง
  4. อย่าเชื่อ เพราะว่ามันมีอ้างอยู่ในตำรา หนังสือ หรือทฤษฎี
  5. อย่าเชื่อ เพราะว่ามันเป็นตรรก หรือจากการคำนวณ
  6. อย่าเชื่อ โดยการอนุมานเทียบเคียง หรือการคาดคะเนเอาเอง
  7. อย่าเชื่อ โดยการตรึกตรองเอาตามอาการ
  8. อย่าเชื่อ เพราะมันตรงกับความเชื่อหรือทฤษฎีของตัวเอง 
  9. อย่าเชื่อ เพราะมองเห็นรูปร่างลักษณะที่น่าเชื่อถือได้
  10. อย่าเชื่อ เพราะผู้ที่บอกเป็นครู อาจารย์ของเรา

ข่าวสารที่เราได้รับตอนนี้ มันมีทั้งความจริง ความเท็จ และทั้งความจริงบวกกับความเท็จ  ดังนั้นหลักกาลามสูตรจึงสามารถนำมาใช้ตัดสินใจขั้นต้นได้ว่า "เราจะเชื่อในข่าวสารนั้นหรือไม่อย่างไร"  หลังจากนั้นนำข่าวสารที่คิดว่าน่าเชื่อหรือเชื่อถือได้มาประมวลผลกับข้อเท็จจริงต่างๆ ประกอบกัน ก็จะทำให้เราเกิดปัญญาสามารถตัดสินใจได้อย่างถูกต้อง




ความคาดหวังที่ "ผู้สร้างข่าว" ต้องการให้ "ผู้ที่รับข่าว" แล้ว เกิดการกระทำตามที่ตนเองต้องการได้ ถือว่าการสร้างข่าวนั้นประสบความสำเร็จ แต่ก็ไม่จำเป็นเสมอไปขึ้นอยู่กับจินตนาการของผู้สร้างข่าวเอง กับข้อเท็จจริงของผู้รับข่าว ซึ่งมีความแตกต่างกัน ตัวอย่าง เช่น 

ผู้สร้างข่าว บอกว่ามีเงินอยู่ 10 บาท ซื้อของไป 3 บาท จะได้เงินทอน 7 บาท 
ผู้รับข่าวท่านที่ 1 บอกว่าไม่จริง จะได้เงินทอนแค่ 2 บาท
ผู้รับข่าวท่านที่ 2 บอกว่าไม่จริง จะได้เงินทอนแค่ 1 บาท
ผู้รับข่าวท่านที่ 3 บอกว่าจริง
ผู้รับข่าวท่านที่ 4 บอกว่าไม่จริง เพราะไม่ต้องทอน 

(ปรังปรุงจาก FB : CreativeGuru)  



ที่มาของภาพ : I Like The Cut Of His Jib !!
จินตนาการและข้อเท็จริงที่แตกต่างกัน
ผู้สร้างข่าว มีเหรียญ 10 บาท จึงได้เงินทอน 7 บาท
ผู้รับข่าวท่านที่ 1 มีเหรียญ 5 บาท 2 เหรียญ จ่ายเหรียญ 5 บาทไป จึงได้เงินทอนแค่ 2 บาท
ผู้รับข่าวท่านที่ 2 มีเหรียญ 5 บาท 1 เหรียญ เหรียญ 2 บาท 2 เหรียญ และเหรียญ 1 บาท 1 เหรียญ จ่ายเหรียญ 2 บาท ไป 2 เหรียญเพื่อซื้อของ จึงได้เงินทอนแค่ 1 บาท
ผู้รับข่าวท่านที่ 3 บอกว่าจริง เพราะเขามีเงินเหมือนผู้สร้างข่าว
ผู้รับข่าวท่านที่ 4  มีเหรียญ 5 บาท 1 เหรียญ และเหรียญบาท 5 เหรียญ เขาจ่ายเหรียญบาทซื้อของไป 3 เหรียญ จึงไม่ต้องทอน

ท่ามกลางกระแสการเมืองที่ร้อนแรงอยู่ในขณะนี้ หลักกาลามสูตรที่พระพุทธองค์ได้ทรงให้ไว้ ถือว่าเป็นเครื่องมือที่ดีที่สุดที่จะทำให้เราสามารถแยกแยะได้ว่า อะไรคือสิ่งที่เราควรเชื่อและตัดสินใจทำตาม คนไทยทุกคนต้องตัดสินใจ แต่หากเรานิ่งเฉย ปล่อยวางเสีย ไม่สนใจใยดีเหตุบ้านการเมือง วันหนึ่งประเทศไทยอาจจะถูกเปลี่ยนแปลงการปกครองก็เป็นได้     


ข่าวสาร--->หลักกาลามสูตร--->เชื่อถือได้--->ประมวลผล--->สารสนเทศ--->ปัญญา--->การตัดสินใจ


*************************************
ชาติชาย  คเชนชล : 6 มี.ค.2557 

อ้างอิง
อ่านต่อ >>

วันจันทร์ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2557

การปฏิบัติการข่าวสาร (IOs) แท้จริง คือการโกหก ใช่หรือไม่

ขณะนี้มีการนำการปฏิบัติการข่าวสาร (Information Operations : IOs) มาใช้กันเป็นจำนวนมาก ทั้งในหน่วยงานด้านทหาร ตำรวจ พลเรือน องกรค์เอกชน และภาคธุรกิจ และที่เห็นชัดเจนในขณะนี้คือ การนำมาใช้ในการต่อสูุ้ระหว่างระบอบทักษิณ,ฝ่ายรัฐบาลรักษาการ และพรรคเพื่อไทย กับฝ่ายมวลมหาประชาชนที่ต้องการโค่นล้มระบอบทักษิณ (กปปส.) อย่างชัดเจน

ที่มาของภาพ : ASTVผู้จัดการ
ความหมายของ IOs ค่อนข้างมีความหลากหลาย บางตำราอ่านแล้วแปลความยาก แต่ความหมายที่ผมเลือกนำมาเขียนนี้ค่อนข้างสั้น ชัดเจนและเข้าใจง่ายซึ่งเป็นของเศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ (2554) ได้ให้ความหมายไว้ว่า "IOs คือ การกระทำต่อความคิดของผู้มีอำนาจเพื่อให้ตัดสินใจตามที่ฝ่ายเราต้องการ และเป้าหมายที่แท้จริงมิใช่เอาชนะกำลังทหารฝ่ายตรงข้าม แต่เป็นการเอาชนะความเชื่อและการตัดสินใจของผู้นำ"

เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ(2554) ยังกล่าวต่อว่า "IOs นั้น เป็นหลักการที่ออกเป็นเอกสารอย่างเป็นทางการครั้งแรกโดยกระทรวงกลาโหมสหรัฐ อเมริกาในปี 2003 อนุมัติหลักการโดย นายโดนัล รัมเฟล (Donald Rumsfeld) รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯและต่อมาเป็นเอกสารที่เปิดเผย (Declassified) ในเดือนมกราคม 2006 ซึ่งเป็นการขยายผลจากหลักการที่เกี่ยวข้องกับสงครามข้อมูลข่าวสาร (Information Warfare) 

อย่างไรก็ตามหลักการ IOs ที่กองทัพสหรัฐอเมริกาใช้นั้น หากนำมาใช้กับกองทัพของประเทศต่างๆ โดยตรงนั้นอาจจะไม่เหมาะสม ทั้งนี้เนื่องจากโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร วัฒนธรรมองค์กร ความพร้อมของบุคคลากรและกระบวนการปฏิบัติงาน มีความแตกต่างกัน ซึ่งการนำมาใช้โดยไม่มีการเตรียมการและประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับกองทัพนั้นๆ อาจไม่เกิดประสิทธิผล"

IOs การต่อสู้ระหว่างระบอบทักษิณ กับ กปปส.
ในสถานการณ์การเมืองขณะนี้ จะพบว่า มีการนำ IOs ตามความหมายที่กล่าวมาแล้วข้างต้นมาใช้ โดยแต่ละฝ่ายต่างมีความมุ่งหมายดังนี้
  • ความมุ่งหมายของระบอบทักษิณ : ทำให้ประชาชนตัดสินใจสนับสนุนพรรคเพื่อไทยให้เป็นรัฐบาลต่อไป
  • ความมุ่งหมายของ กปปส. : ทำให้ประชาชนตัดสินใจร่วมกันขับไล่รัฐบาล(รักษาการณ์) และร่วมกันโค่นล้มระบอบทักษิณ เกิดการปฏิรูปประเทศไทยใหม่
ในการปฏิบัติการข่าวสาร (IOs) หากคำนึงถึงพละกำลังระหว่างระบอบทักษิณและ กปปส. แล้ว เห็นได้ว่าระบอบทักษิณ ค่อนข้างได้เปรียบกว่า กปปส. มาก อาทิ
  1. ระบอบทักษิณยังกุมอำนาจในการบริหารประเทศ และรัฐบาลรักษาการณ์ยังสามารถสั่งให้หน่วยงานราชการและรัฐวิสาหกิจต่างๆ ปฏิบัติตามคำสั่งตนเองได้ ข้าราชการในตำแหน่งสำคัญและบอร์ดรัฐวิสาหกิจต่างยังเป็นพวกเดียวกันกับทักษิณ 
  2. ระบอบทักษิณมีเครื่องมือในการควบคุมมวลมหาประชาชน ได้แก่ พ.ร.ก.ฉุุกเฉิน, ศูนย์รักษาความสงบ (ศรส.) ,ดีเอสไอ และกองกำลังลังตำรวจ ในขณะที่ กปปส.มีแค่การ์ดอาสาและคำพิพากษาคุ้มครองการชุมนุมที่ศาลตัดสิน
  3. ระบอบทักษิณสามารถนำเงินงบประมาณจากทางราชการ มาใช้ในการประชาสัมพันธ์เผยแพร่ภาพลักษณ์และความชอบธรรมของตนเองผ่านช่องทางต่างๆ 
  4. ระบอบทักษิณสามารถใช้สื่อของรัฐ (สทท.11, MCOT, สวท.) สื่อที่สร้างขึ้นเอง (ทีวีดาวเทียม,วิทยุชุมชน) และสื่อที่เป็นบริวารว่านเครือ (โทรทัศน์ฟรีทีวี, หนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่หลายฉบับ) ในการสร้างข่าวลวงบิดเบือนข้อเท็จจริงเป็นจำนวนมาก กว้างขวางครอบคลุมพื้นที่ได้มากกว่า
  5. ระบอบทักษิณมีเงินจำนวนมากที่สามารถใช้เป็นสินบน จ้างวาน สร้างสถานการณ์ ให้ใครๆ ทำอะไรก็ได้เพื่อปกป้องระบอบของตนเอง
  6. ฯลฯ
ตัวอย่าง IOs ระหว่างรัฐบาล (ระบอบทักษิณ) กับ กปปส.(มวลมหาประชาชน)
รัฐบาล (ระบอบทักษิณ)
  1. การสร้างสถานการณ์ว่าประเทศต่างๆ ทั่วโลก สนับสนุนให้ประเทศไทยมีการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 2 ก.พ.2557 เพื่อความเป็นประชาธิปไตย เพื่อให้ทุกคนออกมาเลือกตั้ง 
  2. การตั้งข้อหาและออกหมายจับแกนนำ กปปส. ในข้อหาต่างๆ เพื่อสร้างความชอบธรรมให้รัฐบาลว่าทำตามกฏหมายเพื่อรักษาความสงบของประเทศ และให้ประชาชนเกิดความเกลียดชังต่อ กปปส.
  3. สร้างสถานการณ์เพื่อให้รัฐบาลมีความชอบธรรมในการประกาศ พ.ร.บ.ความมั่นคง และ พ.ร.บ.ฉุกเฉิน ตามลำดับ เพื่อจะใช้เป็นเครื่องมือในการสลายการชุมนุมของมวลมหาประชาชน
  4. สร้างสถานการณ์ว่าการรับจำนำข้าวที่รัฐบาลไม่สามารถจ่ายเงินให้ชาวนาได้ เพราะการชุมนุมของ กปปส. ซึ่งพยายามขัดขวางการกู้เงินต่างๆ ของรัฐบาล และโทษคนสังคมว่าไม่มีใครสงสารและเห็นใจชาวนาจริง แม้แต่นายธนาคาร ขอให้ชาวนาเชื่อว่ารัฐบาลเท่านั้นที่มีความจริงใจต่อชาวนาจริง
  5. สร้างสถานการณ์ว่า ชาวนาถูกหลอก ถูก กปปส.จับเป็นตัวประกันเพื่อเป็นข้อต่อรองในการประท้วงขับไล่รัฐบาล และชาวนาที่มาชุมนุมเป็นชาวนาตัวปลอม ไม่ใช่ชาวนาตัวจริง ชาวนาตัวจริงยังสนับสนุนรัฐบาลอยู่
  6. สร้างสถานการณ์ปลุกระดมให้คนเสื้อแดงเข้าใจว่าเป็นการต่อสู้ระหว่าง "ระบอบประชาธิปไตยกับพวกอำมาตย์"
  7. สร้างความรุนแรงจนมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก เพื่อโยนความผิดให้ กปปส.ว่ามีกองกำลังติดอาวุธคอยสนับสนุนและเป็นผู้สร้างสถานการณ์เสียเองเพื่อหวังให้ทหารออกมาช่วยเหลือ กปปส.ไม่มีความหวังดีต่อชาติบ้านเมืองอย่างแท้จริง และนอกจากนั้นยังหวังผลเพื่อที่จะสร้างความกลัวให้แก่ผู้ที่จะเข้ามาร่วมชุมนุมกับ กปปส.ทั้งในกรุงเทพฯ และในต่างจังหวัด
  8. สร้างสถานการณ์ว่าทั้งศาลและองค์กรอิสระต่างๆ ต่างจ้องรุมทำลายและต้องการล้มล้างรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งซึ่งเป็นประชาธิปไตย เหตุเพราะมีพวกอำมาตย์ชักใยอยู่เบื้องหลัง
  9. สร้างความเชื่อว่า การเลือกตั้งคือความเป็นประชาธิปไตย การที่นายกรัฐมนตรีรักษาการ ต้องเสียสละและไม่ยอมลาออกก็เพราะต้องการรักษาความเป็นประชาธิปไตยของประเทศไทย เป็นวีรสตรีที่ต้องคอยขัดขวางพวกอำมาตย์
  10. ฯลฯ
กปปส. (มวลมหาประชาชน)
  1. สร้างความเชื่อที่ว่า รัฐบาลขาดความชอบธรรมที่จะปกครองบ้านเมือง 
  2. สร้างความเชื่อที่ว่า ระบอบทักษิณเป็นระบอบที่ทำให้บ้านเมืองเสียหายอย่างมหาศาล ควรโค่นล้มถอนรากถอนโคนให้หมดสิ้นไปจากประเทศไทย
  3. สร้างความเชื่อที่ว่าประเทศไทยจำเป็นต้องมีการปฏิรูปก่อนการเลือกตั้ง และนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีต้องลาออกเพื่อเปิดทางให้มีการจัดตั้งสภาประชาชนเพื่อการปฏิรูป ถึงจะมีการเลือกตั้งใหม่
  4. สร้างความเชื่อที่ว่า รัฐบาลว่าจ้างกองกำลังติดอาวุธจากต่างชาติ เข้ามาก่อความรุนแรงเข่นฆ่าประชาชนชาวไทยกันเอง ต้องการข่มขู่มวลมหาประชานที่เข้าร่วมการชุมนุมเพื่อให้เกิดความหวาดกลัวและไม่กล้าเข้าร่วมชุมนุม
  5. สร้างความเชื่อให้มวลมหาประชาชนที่เข้าร่วมการชุุมนุมต้องยึดหลักสันติ สงบ อหิงสา ไม่มีอาวุธ ไม่ใช่ความรุนแรง
  6. สร้างความเชื่อว่า กปปส.ไม่ได้ชุมนุมเพื่อหวังผลในด้านการเมือง แต่เป็นไปด้วยความบริสุทธิ์ที่ต้องการปฏิรูปประเทศไทยอย่างแท้จริง
  7. ฯลฯ
การฏิบัติการข่าวสาร (IOs) แท้จริง คือการโกหก ใช่หรือไม่
จากการยกตัวอย่างที่กล่าวมาเห็นได้ว่า IOs จำเป็นต้องมีการสร้างหรือจัดทำข่าวสารขึ้นมา เพื่อให้บรรลุตามความมุ่งหมายที่ตั้งไว้ มันจึงมีทั้งความจริงและความเท็จ ในตัวของมันเอง วิธีการที่เราจะไม่หลงเชื่อในการปฏิบัติการข่าวสาร (IOs) แล้วตัดสินใจใดๆ ลงไป จึงแนะนำว่าเราควรปฏิบัติดังนี้
  • เสพข่าวสารจาก 3 ฝ่าย คือ ฝ่ายคู่กรณีทั้งสอง และฝ่ายที่ไม่มีส่วนได้ส่วนเสียจากการต่อสู้ครั้งนี้(ที่มีความน่าเชื่อถือได้) เช่น สำนักข่าวต่างประเทศที่มีชื่อเสียงและมีจรรยาบรรณ
  • เปรียบเทียบความน่าเชื่อถือของผู้ที่ออกมาสนับสนุนของแต่ละฝ่าย เช่น ความน่าเชื่อถือของบุคคล นักวิชาการ กลุ่มวิชาชีพ สมาคม ชมรมต่างๆ เป็นต้น
  • นำข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายมาพิจารณาประกอบเพื่อการตัดสินใจ โดยเฉพาะคำตัดสินของศาล หรือองค์กรอิสระ
การตัดสินใจในครั้งนี้ ประชาชนคนไทยต้องเลือกตัดสินใจให้ถูก  
เพราะมันชี้ชะตาว่าประเทศไทยของเรา...จะเดินหน้าไปทางไหน?

อ้างอิง
เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ. (2554). การปฏิบัติการข่าวสาร (INFORMATION OPERATIONS).
http://www.vcharkarn.com/varticle/42857 [2557 ก.พ.24]

************************
ชาติชาย คเชนชล : 27 ก.พ.2557
อ่านต่อ >>

วันพุธที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

คำแถลงการณ์เลือดของตระกูลชิน




ผมได้ฟังคำแถลงการณ์ถึงการดำเนินมาตรการของรัฐบาลในโครงการรับจำนำข้าว ของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร รักษาการณ์นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2557 เวลา 10.45 น. ที่ผ่านมา ณ สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม เมืองทองธานี ถนนแจ้งวัฒนะ จังหวัดนนทบุรี ผ่านทางสถานีโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย แล้ว สะท้อนให้เห็นถึงนิสัย และสันดานของตระกูลชินวัตรนี้จริงๆ  ทั้งดันทุรัง โกหกประชาชน  พูดเรื่องเท็จ  ไม่ยอมรับผิด โยนความผิดไปให้คนอื่น  ทั้งๆ ที่ความผิดเกิดจากการกระทำของตนเองและพรรคพวก  คำแถลงการณ์ฯ ดังกล่าว ผมฟังแล้ว พอสรุปได้ คือ
  1. โกหกประชาชน : รัฐบาลยังยืนยันว่าโครงการจำนำข้าวเป็นโครงการที่ดี ได้รับความนิยมและประสบความสำเร็จ ทั้งๆ ที่โครงการล้มเหลว ขาดทุน มีการทุจริตคอรัปชั่นอย่างมโหฬาร ข้าวขายไม่ได้ โกหกเรื่องวิธีการขายข้าว ติดหนี้ชาวนากว่า 1 แสนล้านบาท สร้างภาระการขาดทุนให้ประเทศชาติจำนวนกว่า 4 แสนล้านบาท
  2. อ้างการเมืองเป็นสาเหตุ  : รัฐบาลโยนความผิดว่า โครงการจำนำข้าวที่มีปัญหาติดเงินชาวนาอยู่นี้ เป็นเกมส์การเมืองของพวกฝ่ายต่อต้านรัฐบาล  จ้องบ่อนทำลายประเทศชาติ และกำลังเอาชาวนาเป็นตัวประกัน พร้อมที่จะใช้ทุกช่องโหว่เพื่อทำลายนโยบายที่ประชาชนได้ประโยชน์ เช่น โครงการจำนำข้าว
  3. สร้างความชอบธรรมให้ตนเอง ผลักภาระทางสังคมไปให้คนอื่น : รัฐบาลบอกว่าชาวนาที่ไม่ได้เงินค่าจำน้ำข้าว เพราะกลุ่มต่อต้านรัฐบาลขัดขวางการกู้เงินของรัฐบาล และผู้บริหารธนาคารขาดความเห็นใจและมีน้ำใจอย่างจริงจังต่อชาวนา 
  4. กล่าวหาองค์กรอิสระ : รัฐบาลบอกเป็นนัยยะว่า ป.ป.ช.กล่าวหาว่ารัฐบาลทุจริตโครงการรับจำนำข้าวนั้น เป็นการเลือกปฏิบัติ  ไม่เป็นธรรม  ขาดหลักนิติธรรม มีความลำเอียง และวาระซ่อนเร้นทางการเมือง 
  5. หลอกประชานิยมชาวนาซ้ำสอง : รัฐบาลแก้ปัญหาโดยขยายเวลาชำระหนี้และขยายวงเงินกู้เพิ่มเติมแก่ชาวนาที่เป็นหนี้ ธ.ก.ส. แต่บ่ายเบี่ยงไม่ยอมบอกว่าจะจ่ายเงินที่ติดหนี้ชาวนาไว้กว่า 1.3 แสนล้านบาท ให้แก่ชาวนาได้เมื่อใด
  6. รัฐบาลดูถูกประชาชน :  ประชาชนจำนวนมากที่รู้ข้อเท็จจริง รู้สึกได้ว่ารัฐบาลกำลังดูถูกความรู้และสติปัญญาของพวกเขา ส่งผลให้พวกเขาเกิดความเกลียดชังต่อรัฐบาลมากยิ่งขึ้น  
คำแถลงการณ์ฯ นี้ ไม่ควรเกิดขึ้นจากปากของผู้นำรัฐบาลไทย  มันจะเป็นตัวอย่างและบรรทัดฐานที่ไม่ดีให้แก่สังคมไทย ผู้บริหาร ผู้นำ จะแถลงข้อความใดๆ ไม่ควรโกหก บิดเบือนข้อเท็จจริง การแถลงการณ์ต้องมีความน่าเชื่อถือได้  ไม่ใส่ร้ายผู้อื่น แล้วสร้างความชอบธรรมให้ตนเอง ที่สำคัญการแถลงการณ์นี้ก่อให้เกิดความแตกแยกในสังคมมากยิ่งขึ้นไปกว่าเดิม  ยุยงส่งเสริมให้เกิดความรุนแรงขึ้นในสังคม    
 
คำแถลงการณ์ถึงการดำเนินมาตรการของรัฐบาลในโครงการรับจำนำข้าว ของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร รักษาการณ์นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2557 

"เรียนพี่น้องชาวนาและพี่น้องชาวไทยที่รักยิ่ง
วันนี้ดิฉันในฐานะหัวหน้ารัฐบาลขอโอกาสพี่น้องชาวนาและประชาชนคนไทยทุกคนเพื่อจะได้มาพูดจาปราศรัยกับท่านเกี่ยวกับโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาล ที่ปัจจุบันมีข้อสงสัยหลายประการ

ก่อนอื่นดิฉันขอยืนยันถึงเจตนารมณ์และวัตถุประสงค์ที่ดีของรัฐบาลต่อโครงการรับจำนำข้าว ดิฉันเชื่อมั่นตั้งแต่เมื่อพรรคเพื่อไทยได้นำเสนอโครงการนี้ และพี่น้องประชาชนได้ให้ความไว้วางใจพรรคและตัวดิฉัน ว่าโครงการจะยกระดับรายได้และคุณภาพชีวิตเพื่อสร้างความมั่งคั่ง มั่นคง และยั่งยืนให้กับชาวนาไทยทุกคน

ในอดีตชาวนาที่ถึงแม้จะเป็นกระดูกสันหลังของชาติ และเมื่อคนไทยทุกคนกินข้าว จึงย่อมต้องสำนึกในบุญคุณของชาวนา แต่ก็น่าเศร้าที่ว่า ถึงแม้ข้าวทุกเมล็ดทำให้เราเติบใหญ่ แต่ชาวนากลับถูกเอารัดเอาเปรียบถูกกดขี่ข่มเหง ต้องทนตรากตรำหลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดินมาโดยตลอด

ช่วงเวลาสองปีที่ผ่านมา โครงการจำนำข้าวของรัฐบาลก็ประสบความสำเร็จ บรรลุเป้าหมาย ชาวนามีรายได้เพิ่ม ทั้งยังเป็นพื้นฐานที่แข็งแกร่งของเศรษฐกิจรากหญ้า และการเติบโตของระบบเศรษฐกิจของประเทศในภาพรวม

สำหรับการจัดหาแหล่งเงินทุนเพื่อดำเนินโครงการนั้น มีความชัดเจนถึงที่มาของแหล่งเงินทุนหมุนเวียนสำหรับโครงการ แน่นอนที่สุด

ประการแรกคือ รายได้จากการระบายข้าวในตลาด ซึ่งมีกระทรวงพาณิชย์เป็นเจ้าภาพหลัก และประการที่สองคือ เงินจากการบริหารจัดการของกระทรวงการคลัง ซึ่งมีตามกลไกปกติของกระทรวงที่จะจัดเงินมาสนับสนุน รวมถึงอนุมัติให้ ธ.ก.ส. กู้เงินเพื่อใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนสำหรับโครงการรับจำนำข้าวจากสถาบันการเงินต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชนภายในวงเงินที่คณะรัฐมนตรีกำหนด ประชาชนเห็นถึงผลที่ชัดเจน เงินตกถึงมือเกษตรกรตัวจริง โครงการจึงได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสร้างความภาคภูมิใจให้กับทุกคนที่เกี่ยวข้อง

พี่น้องชาวนาและพี่น้องชาวไทยที่รักยิ่ง

เป็นที่น่าเสียดายว่าความฝัน ความหวังที่จะลืมตาอ้าปากของชาวนาไทย กำลังโดนเกมการเมือง สร้างกระบวนการบ่อนทำลายอันรวดเร็วจนจะหมดสิ้นลงในไม่ช้า ดิฉันมีความเสียใจและต้องขอโทษ พี่น้องชาวนา ที่เหตุการณ์เอาชาวนาเป็น ตัวประกันของกลุ่มต่อต้านรัฐบาลทำให้รัฐบาลไม่สามารถดำเนินโครงการได้ด้วยความราบรื่นอย่างที่ปรากฏเป็นข่าวอยู่ในปัจจุบัน แต่ไม่ว่าจะมีอุปสรรคขวากหนามมากเพียงใด ดิฉันก็จะไม่ย่อท้อ และยืนหยัดต่อสู้เพื่อพี่น้องชาวนาต่อไป

เกมการเมืองที่ดิฉันกล่าวถึง มาจากกลุ่มที่ต่อต้านรัฐบาลมีแนวทางที่จะล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง และตั้งรัฐบาลที่ไม่เป็นประชาธิปไตยให้เกิดขึ้น ดิฉันเข้าใจว่าความคิดที่เห็นต่างนั้นมีได้ และการชุมนุมประท้วงเป็นสิทธิเสรีภาพของทุกคน แต่เมื่อดิฉันได้ยุบสภาคืนอำนาจให้กับประชาชนแล้ว ทุกฝ่ายก็ควรที่จะมุ่งหน้าสู่การเลือกตั้ง และให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินว่าเขาต้องการนโยบายใด และให้ผู้ใดเป็นผู้บริหารประเทศ แต่กลุ่มต่อต้านรัฐบาลไม่ยอมดำเนินการตามกติกาที่เป็นสากล ไม่เข้าสู่การเลือกตั้ง และยังคงดำเนินยุทธวิธีที่จะทำลายความน่าเชื่อถือของรัฐบาล โดยไม่คำนึงถึงความเสียหายต่อประเทศชาติโดยรวม และยังพร้อมที่จะใช้ทุกช่องโหว่เพื่อทำลายนโยบายที่ประชาชนได้ประโยชน์ อย่างเช่น โครงการจำนำข้าว

ขณะนี้ การบ่อนทำลายโครงการจำนำข้าวไปถึงขั้นการสกัดกั้นที่จะไม่ให้รัฐบาลจ่ายเงินค่าข้าวให้กับชาวนา การขัดขวางทำกันอย่างเป็นกระบวนการ เพื่อให้การจัดหาแหล่งเงินทุนหมุนเวียนสำหรับโครงการรับจำนำข้าวจะต้องสะดุดหยุดลง หรือชะลอการปฏิบัติหน้าที่โดยไม่มีเหตุอันควรทั้งในข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย ซึ่งในความเป็นจริงหากทุกฝ่ายมีความจริงใจที่จะแก้ไขปัญหา หากทุกธนาคารและผู้บริหารจะเห็นใจและมีน้ำใจต่อชาวนาไทย เข้าใจถึงความเดือดเนื้อร้อนใจ การบริหารการเงินของรัฐบาลก็จะเดินหน้าได้ ดิฉันยืนยันว่าเงินทุกบาทรัฐบาลรับผิดชอบอยู่แล้ว เงินของธนาคารก็มีหลักประกันตามกฎหมาย จึงไม่มีใครสามารถนำเงินฝากของทางธนาคารไปใช้ในทางที่ผิด

นอกจากนี้ ในปัจจุบันสถาบันการเงินมีสถานะที่มั่นคง และที่สำคัญสภาพคล่องในระบบการเงินการธนาคารนั้นมีสูงมาก ดังนั้น ทางธนาคารสามารถดำเนินการปล่อยกู้ตามขั้นตอนเพื่อช่วยเหลือชาวนา โดย ไม่ทำให้ทางธนาคารมีความเสี่ยงมากจนไม่สามารถบริหารจัดการได้

การดำเนินการในครั้งนี้ ก็ไม่เหมือนในอดีตที่การบริหารการเงินผิดพลาดทำให้สถาบันการเงินต้องปิดตัวลง และการบริหารงบประมาณของโครงการเป็นไปตามหลักวินัยการเงินการคลังมาอย่างต่อเนื่อง ธนาคาร ผู้บริหาร และพนักงานสมาชิกสหภาพซึ่งเป็นธนาคารของรัฐจึงไม่มีอะไรต้องหวาดกลัว ทุกขั้นตอนมีกฎหมายและมติคณะรัฐมนตรีรองรับอยู่อย่างถูกต้อง

มีกระบวนการกล่าวหาและตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของการบริหารโครงการรับจำนำข้าว ทั้งโจมตีทางการเมืองและกฎหมายว่า โครงการรับจำนำข้าวมีการทุจริตคอรัปชั่นที่เป็นระบบระดับนโยบาย ซึ่งดิฉันขอยืนยันว่าในระดับนโยบายไม่มีการสร้างวิธีที่จะโกงเงินดังที่ถูกกล่าวหา และในระดับปฏิบัติหากมีการรั่วไหล ดิฉันก็ต้องการเห็นการตรวจสอบที่เข้มงวด และยินดีในกระบวนการตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.) โดยไม่เลือกปฏิบัติและมีความเสมอภาคภายใต้หลักนิติธรรมโดยไม่มีความลำเอียงหรือวาระทางการเมืองที่ซ้อนเร้น เพราะหากเป็นเช่นนั้นแล้ว นอกจากโครงการดี ๆ จะถูกทำลาย ความน่าเชื่อถือของระบบและกระบวนการตรวจสอบก็จะสูญศรัทธาไปด้วย

พี่น้องชาวนาและพี่น้องประชาชนที่รักยิ่ง

ระหว่างที่พี่น้องชาวนารอการเบิกจ่ายเงินนั้นรัฐบาลตระหนักถึงความยากลำบากจึงได้กำหนดมาตรการเยียวยาเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนเท่าที่จำเป็นของปัญหาที่เกิดขึ้น โดยทาง ธ.ก.ส จะขยายเวลาการชำระหนี้ ออกไปเป็นระยะเวลา 6 เดือน

นอกจากนี้ เพื่อให้พี่น้องได้เข้าถึงเงินกู้เพื่อนำไปใช้ในเตรียมการผลิตในฤดูกาลต่อไปที่กำลังจะมาถึง ธ.ก.ส. จะขยายวงเงินให้ลูกค้ารายปัจจุบัน โดยสามารถใช้หลักค้ำประกันที่ได้วางไว้กับ ธ.ก.ส. โดยมาตรการนี้ครอบคลุมถึงชาวนาที่ไม่ได้เป็นลูกค้าของทาง ธ.ก.ส. ด้วย โดยพี่น้องชาวนาสามารถสมัครเป็นสมาชิกและยื่นความจำนงที่ ธ.ก.ส. สาขาใกล้บ้าน สำหรับชาวนาที่อยู่ภายใต้สถาบันเกษตรและสหกรณ์สามารถขอเงินกู้จากสหกรณ์ได้เช่นกัน

สุดท้ายนี้ ดิฉันในฐานะหัวหน้ารัฐบาลขอยืนยันอีกครั้งว่า รัฐบาลจะปกป้องรักษาผลประโยชน์ของพี่น้องชาวนาและพี่น้องประชาชนทุกคน ดิฉันจะไม่ยอมให้เกมการเมืองมาเอารัดเอาเปรียบเอาพี่น้องเป็นตัวประกัน ดิฉันขอความร่วมมือและความเห็นใจของทุกฝ่ายต่อความทุกข์ยากของพี่น้องชาวนา ทุกหยาดเหงื่อของพวกเขา มีค่ามากต่อวิถีชีวิตของคนไทยทุกคน เราจะต้องไม่ปล่อยให้กระดูกสันหลังของชาติพิกลพิการ ชาวนาไทยจะต้องมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีรายได้ และมีศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์เท่าเทียมกับคนไทยทุกคน ขอบคุณค่ะ"

********************************
ที่มา : รัฐบาลไทย.(2557). ข่าวเด่น : นายกรัฐมนตรียืนยันโครงการรับจำนำข้าวต้องการยกระดับรายได้และคุณภาพชีวิต เพื่อสร้างความมั่งคั่ง มั่นคงและยั่งยืนให้กับชาวนาไทยทุกคน. [Online]. Available :http://www.thaigov.go.th/th/2012-07-18-11-42-15/item/82628-id82628.html. [2557 กุมภาพันธ์ 19 ].


ป.ป.ช.ยืนยัน เรื่องทุจริตในโครงการรับจำนำข้าว
นายวิชา มหาคุณ กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในฐานะโฆษกป.ป.ช. แถลงเมื่อบ่ายวันที่ 18 ก.พ.2557 (วันเดียวกันกับการแถลงการณ์) ว่า กรรมการ ป.ป.ช. มีมติเรียก น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร รักษาการนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) มารับทราบข้อกล่าวต่อกรณีที่มีผู้ร้องว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ละเลยการระงับความเสียหายและปล่อยให้มีการทุจริตในโครงการรับจำนำข้าวและการระบายข้าวแก่ทางราชการ ในวันที่ 27 ก.พ. เวลา 14.00 น. 

"มีพยานเอกสารและพยานบุคคลยืนยันได้ว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ฯ ได้รับทราบถึงผลการดำเนินโครงการรับจำนำข้าวที่ส่อว่า มีปัญหาและเกิดการทุจริต ทั้งจาก ป.ป.ช.,อนุกรรมการปิดบัญชีข้าวเปลือก ที่ได้รายงานว่า พบความเสียหายเป็นมูลค่ากว่า 2 แสนล้านบาท, จากการอภิปรายในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร และจากหนังสือของสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน ที่ขอให้ทบทวนและยุติโครงการ เพราะมีปัญหาการทุจริตแล้ว และการเรียกร้องทวงเงินค่าจำนำข้าวจากชาวนา แต่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ฯ ไม่ได้สั่งยุติโครงการเพื่อระงับความเสียหายตามอำนาจที่มีในพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน มาตรา 11(10) อีกทั้ง ยังยืนยันว่าจะเดินหน้าต่อไป ซึ่งถือเป็นการแสดงเจตนาของการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ทำให้เกิดความเสียหายแก่ทางราชการ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157"

...การไต่สวนคดีดังกล่าวนั้นเป็นไปอย่างสุจริต ไม่มีการลำเอียง หรือเลือกปฏิบัติอย่างที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ได้ตั้งข้อสังเกตและแถลงผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจไปเมื่อวันที่ 18 ก.พ. และยืนยันได้ด้วยว่า การดำเนินการตรวจสอบได้ทำอย่างรอบคอบ" ( ที่มา คม ชัด ลึก)


อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ และ ผอ.ช่อง 11 ทำได้อย่างไร?
นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต.ด้านบริหารงานเลือกตั้ง ได้โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊กส่วนตัวไว้ว่า "กรณีคำแถลงของนายกรัฐมนตรีผ่านโทรทัศน์ร่วมการเฉพาะกิจฯ เมื่อวานที่ผ่านมาว่า อาจมีปัญหาขัดต่อ พ.ร.บ.การเลือกตั้ง ส.ส.และการได้มาซึ่ง ส.ว.ทั้งในเรื่องการใช้สื่อวิทยุโทรทัศน์หาเสียง สัญญาว่าให้ สื่อของรัฐ และเจ้าหน้าที่ของรัฐวางตัวไม่เป็นกลาง และเข้าข่ายขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 181 เรื่องการใช้ทรัพยากรของรัฐในการหาเสียง จึงเกรงว่าปัญหาดังกล่าวจะเป็นประเด็นการเมือง ซึ่งอยากให้ผู้ที่เกี่ยวข้องระมัดระวังในเรื่องดังกล่าวด้วย และในสัปดาห์หน้า กกต.จะเชิญอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ และ ผอ.ช่อง 11 มาพบ เพื่อซักซ้อมความเข้าใจเกี่ยวกับการทำหน้าที่สื่อของรัฐในช่วงการเลือกตั้ง การนัดครั้งนี้เป็นการนัดครั้งที่  3 หากยังไม่มา กกต.คงต้องมีมติอย่างใดอย่างหนึ่ง" (ที่มา : ASTVผู้จัดการ)


หลังจากเสร็จสิ้นการแถลงการณ์ฯ ของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร...  
เหมือนเป็นสัญญาณให้กำลังตำรวจ (ภายใต้การสั่งการของ ศูนย์รักษาความสงบ) เข้าดำเนินสลายการชุมนุมของมวลมหาประชาชน ณ บริเวณสะพานผ่านฟ้า ในทันที จนมีคนไทยด้วยกันเองบาดเจ็บและเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก..

เลือดนองแผ่นดินอีกครา..บนถนนราชดำเนิน
นี่คือ "คำแถลงการณ์เลือดของตระกูลชิน"


ดูภาพเพิ่มเติม




อ่านต่อ >>

วันจันทร์ที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2557

Shutdown Bangkok 13 ม.ค.2557























ที่มาของภาพ : 
อ่านต่อ >>