วันจันทร์ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2554

สนามแข่งหนูของโรเบิร์ต คิโยซากิ

วันนี้เป็นอีกวันหนึ่งที่ผมรู้สึกเบื่อหน่าย จิตใจเงียบเหงาและหดหู่  โดยไม่ทราบสาเหตุ  เลยค้นหาหนังสือเก่าๆ ขึ้นมาอ่านหลายเล่ม พอถึงหนังสือเล่มหนึ่งเรื่อง "พ่อรวยสอนลูก" ซึ่งเขียนโดย คุณโรเบิร์ต คิโยซากิ ผมจึงทราบสาเหตุแล้วว่า ทำไมวันนี้..ผมจึงรู้สึกเบื่อเช่นนั้น เพราะชีวิตของผมมันช่างไม่แตกต่างกับ "สนามแข่งหนู"  ที่คุณโรเบิร์ต..ได้เขียนเอาไว้นั่นเอง...

คุณโรเบิร์ตฯ  ให้นิยามคำว่า "สนามแข่งหนู" ไว้ดังนี้

"เด็กคนหนึ่ง...ลืมตาดูโลก
พ่อแม่ตื่นเต้น...เมื่อเห็นเด็กคนนี้แต่งชุดนักเรียนหิ้วกระเป๋าใบโตไปโรงเรียนในวันแรก 
พ่อแม่ต่างภูมิใจที่ลูกเริ่มเรียนหนังสือ  ขยัน และสอบได้คะแนนดี
เขาสอบเข้าเรียนต่อในมหาวิทยาลัยได้ และอาจจะเรียนต่อปริญญาโท
แล้วเขาก็เหมือนถูกตั้งโปรแกรมเอาไว้........

หลังจากจบการศึกษา
เขามองหางานที่มั่นคง เงินเดือนสูง พร้อมผลตอบแทนอื่นๆ
เขาอาจจะเป็นหมอ ทนายความ ทหาร ตำรวจ  ครู พยาบาล หรือข้าราชการ
เขาเริ่มมีรายได้  มีบัตรเครดิต และเริ่มจับจ่ายใช้สอย

เมื่อมีรายได้  รายจ่ายก็ตามมา
เขาเริ่มสังสรรค์  เข้าสังคม เที่ยวกับเพื่อน หรือออกไปเที่ยวกับแฟน
ในที่สุดก็แต่งงาน ชีวิตคู่ดูสดใสราบรื่น
เพราะทั้งสามีภรรยาต่างช่วยกันทำงาน "สองแรงแข็งขัน"

เขาเริ่มซื้อรถ  บ้าน ทีวี สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ
รายจ่ายที่ค่อยๆ เพิ่มขึ้น
ทำให้เขาต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อจะได้เลื่อนตำแหน่ง หมายถึง เงินเดือนที่สูงขึ้น
เขาอาจจะกลับไปเรียนเพิ่มเติมเพื่อจะได้เชี่ยวชาญขึ้น
ได้ปรับเงินเดือนอีกนิดหน่อยหรือรับจ๊อบที่สองเพื่อเป็นรายได้พิเศษ
รายได้สูงขึ้น  ภาษีก็เพิ่มมากขึ้น
เขาได้แต่สงสัยว่า ทำไมเงินในบัญชีเงินเดือนจึงถูกหักไปมากมายอย่างนี้
แล้วเขาก็เริ่มใช้บัตรเครดิตซื้อกองทุน ซื้อของใช้ในบ้าน

เมื่อลูกๆ ของเขาเริ่มอายุห้าหกขวบ เขาเริ่มทำงานหนักมากขึ้นอีก
เพื่อสะสมเงินเป็นค่าเล่าเรียนลูก
และไม่ลืมกันเงินไว้ส่วนหนึ่งเพื่อเป็นเงินสำรองเลี้ยงชีพในวัยชรา

สามีภรรยาคู่นี้ เกิดเมื่อ 35 ปีที่แล้ว
บัดนี้ ชีวิตของเขาสองคนวนเวียนอยู่ใน "สนามแข่งหนู"

ทุกๆ วัน เขาทั้งสองต้องทำงานหนัก  จ่ายภาษีให้รัฐบาล และจ่ายดอกเบี้ยให้ธนาคาร
เขาสอนให้ลูกขยันเรียนหนังสือ สอบได้คะแนนดีๆ จะได้มีงานทำ เงินเดือนดีและมั่นคง

และชีวิตจึงดำเนินไปอย่างนี้ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า
วนเวียนอยู่ใน "สนามแข่งหนู" อย่างไม่มีทางออก"

วันนี้...ชีวิตผมก็คล้ายเช่นนี้
พ่อแม่ผม...เคยสอนผมให้ขยันเรียน สอบได้คะแนนดีดี จะได้มีเงินเดือน มีงานที่มั่นคงทำ
ปัจจุบัน ตัวผมก็สอนลูกของผมอย่างนี้ เช่นกัน
และแน่นอน ลูกของผม ก็คงจะสอนลูกของเขาในอนาคต...แบบนี้อีก

ภาพจำลองประกอบบทความ
ภาพของนายแพทย์วิชัย เทียนถาวร ปลัดกระทรวงสาธารณสุข

ชีวิตก็วนเวียนอยู่เช่นนี้....
เกิด เรียน  ทำงาน แต่งงาน  มีลูก  ส่งลูกเรียน  ลูกก็ได้ทำงาน ต่อมาลูกก็แต่งงาน  ลูกก็มีลูก  ลูกก็ส่งลูกของลูกเรียน ลูกของลูกก็มีงานทำ  ลูกของลูกก็แต่งงาน  ลูกของลูกก็มีลูกอีก  ลูกของลูกก็ส่งลูกเรียนอีก....ฯลฯ
   
ชีวิตช่างไร้แก่นสารสิ้นดี....

***************************************
อ่านเพิ่มเติม สนามแข่งหนู (บทความเก่า)
อ่านต่อ >>

วันเสาร์ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2554

1001 ทิวา..อาหรับราตรี

วันนี้ เผอิญผมไปพบหนังสือเก่าเล่มหนึ่ง ชื่อหนังสือ "รวมแนวทางการพัฒนาศักยภาพ ชุดที่ 1" ซึ่งรวบรวมโดย สำนักพิมพ์ บี.บี.บุคส์ จัดพิมพ์เมื่อปีใดไม่ทราบ  ในบทความที่เขียนถึงเรื่องความคิดสร้างสรรค์ เขาได้ยกตัวอย่าง เรื่อง "1001 ทิวา" หรือที่เรามักรู้จักชื่อเรื่องว่า "อาหรับราตรี"  มาประกอบ ผมจำได้ว่าครั้งหนึ่งผมเคยอ่านในโรงเรียน สมัยตอนเป็นเด็กๆ  แต่ไม่รู้ว่าเดี๋ยวนี้ ในโรงเรียนเขามีให้อ่านหรือเปล่า  ผมจึงอยากนำมาเขียนลงในนี้ เผื่อว่าเด็กๆ หลายคน อาจจะยังไม่เคยอ่าน เรื่องราวก็มีอยู่ว่า

พระเจ้าชาห์ริอาร์  กษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ ทรงเกลียดชังผู้หญิงอย่างมาก  แบบเข้ากระดูกดำ พระองค์ได้แต่งตั้งมเหสีคนแล้วคนเล่าก็ฆ่าเสียให้ตายหลังจากแต่งตั้งเพียงคืนเดียว จนกระทั่งมีหญิงสาวสวยผู้หนึ่งชื่อ เชอเฮอราซาร์ด เป็นหญิงสาวผู้ซึ่งถูกนำมาบังคับให้รับตำแหน่งมเหสีองค์ต่อมา และแน่ละ นางจะต้องถูกฆ่าเหมือนคนอื่นๆ  

แต่นางเป็นหญิงที่มีความคิดเฉลียวฉลาด ดังนั้นเพื่อจะยืดชีวิตของตัวเองออกไปในแต่ละคืน นางจึงต้องใช้ความคิดฝัน แต่งนิทานขึ้น แล้วเล่าถวายกษัตริย์ชาห์ริอาร์อยู่เป็นเวลาถึง 1001 คืน ปรากฏว่านิทานที่นางคิดขึ้นเล่าถวายนั้นเป็นที่พอพระทัยของกษัตริย์ชาห์ริอาร์มาก จึงทรงให้ยืดการประหารชีวิตนางไปเรื่อยๆ

อาหรับราตรี ฉบับภาษาไทย ปกแข็ง
ผู้แปล เสฐียรโกเศศ - นาคะประทีป
จนในที่สุดนางก็สามารถเอาชนะพระทัยพระองค์ ทำให้พระองค์ทรงรักใคร่นางขึ้นมาอย่างจริงจัง นางจึงได้รอดชีวิตมิได้ถูกประหารดังเช่นคนอื่น มิหนำซ้ำโอรสของนางทั้ง 3 องค์ ยังได้สืบสันติวงศ์ครองราชย์แทนกษัตริย์ชาห์ริอาร์สืบต่อมา

หลายคงอาจจะเคยได้ยินนิทานเรื่องหนึ่ง คือเรื่อง "อลาดินกับตะเกียงวิเศษ" นี่ก็คือนิทานเรื่องหนึ่ง ที่พระนางแต่งขึ้นมาเพื่อเล่าให้กษัตริย์ชาห์ริอาร์ฟัง

แม้ว่าเรื่องที่เขียนมานี้นี้อาจจะเป็นเพียงนิยายของชาวเปอร์เชียที่แต่งขึ้น แต่ก็แสดงให้เห็นถึงพลังแห่งความคิดสร้างสรรค์ พลังแห่งการสร้างจินตนาการของพระนางเชอเฮอราซาร์ด ที่ต้องคิดอยู่เสมอทุกวันเป็นเวลาถึง 1001 ราตรี...

ตะเกียงวิเศษของอลาดิน ที่พระนางแต่งขึ้น ก็คือ พลังแห่งความคิดสร้างสรรค์ในตัวของเรานั่นเอง หากเรารู้จักถูตะเกียงวิเศษที่อยู่ในตัวเราให้ถูกวิธี มันอาจจะนำพาชีวิตของเราไปสู่วิถีชีวิตที่ดีงาม ตามที่ใฝ่ฝันก็ได้

ลองหาตะเกียงวิเศษในตัวเราให้เจอ แล้วถูมัน....

**********************************************
ชาติชาย คเชนชล : 25 มิ.ย.2554

ที่มาข้อมูล
พิทยา. (__________). รวมแนวทางการพัฒนาศักยภาพ ชุดที่ 1 : ความคิดสร้างสรรค์. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์ บี.บี.บุ๊คส์
อ่านต่อ >>

วันพฤหัสบดีที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2554

นิทานก่อนการเลือกตั้ง

ก่อนที่จะถึงการเลือกตั้ง ส.ส.ทั่วไปในวันที่ 3 ก.ค.2554 ที่จะถึงนี้ ผมขออนุญาตเขียนนิทานให้อ่านสักเรื่อง  ก่อนที่ีทุกท่านจะไปสิทธิเลือกตั้งกัน  โดยนิทานเรื่องนี้ เป็นนิทานที่แต่งตามความคิดของผมเอง โดยหวังเพียงให้เป็นข้อคิดเตือนใจแก่ประชาชนในประเทศไทลาน   ลองอ่านดูนะครับ

กาลครั้งหนึ่ง มีเพื่อน 2 คน ชื่อ นายษิณ กับ นายเซ็น  ทั้งสองคนเป็นเพื่อนที่มีนิสัยคล้ายๆ กัน มีความทะเยอทะยาน มักใหญ่ใฝ่สูง อยากมีเงิน อยากมีอำนาจ อย่างมีตำแหน่ง อยากมีบารมี 

ทั้ง 2 คนเป็นสามัญชนธรรมดาถือกำเนิดขึ้นในแคว้นสุวรรณปูมี มีความทะเยอทะยานว่า "วันหนึ่ง ข้าทั้งสองคน จะต้องเป็นเจ้าผู้ปกครองแผ่นดินในเขตแคว้นสุวรรณปูมี แห่งนี้ให้ได้ "

ทั้งสองคนเริ่มต้นด้วยการทำธุรกิจทั้งบนดินและใต้ดิน พอมีเงินทองมากขึ้นก็เริ่มลงมาเล่นการเมือง เพราะเชื่อว่าการเมืองจะเป็นหนทางนำเขาทั้งสองไปสู่ความสำเร็จ  

นายษิณเป็นคนฉลาดกว่านายเซ็น
ส่วนใหญ่ นายษิณจะเป็นคนคอยออกอุบายและคิดวางแผน
ภาพจำลองประกอบบทความ
ที่มา :
http://www.geocities.ws/
kundilokphotograph/Homepage.html

นายเซ็น เริ่มเล่นการเมืองในประเทศปูชา
ส่วนนายษิณ เริ่มเล่นการเมืองในประเทศไทลาน  

ทั้งสองประเทศนี้มีการปกครองเหมือนกัน คือ มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นเจ้าผู้ครองแผ่นดิน

นายเซ็นและนายษิณ เริ่มดำเนินการสั่งสมพรรคพวก รวมหัวกันยึดอำนาจการปกครองบ้านเมือง ยุยงให้ประชาชนภายในประเทศแตกความรัก ความสามัคคี แบ่งกันเป็นก๊กเป็นเหล่า ยักยอกคอรัปชั่น ผลประโยชน์ต่างๆ ของประเทศ ไปเป็นของส่วนตัว เครือญาติ และพรรคพวก จนทั้งสองมีเงินทองทรัพย์สินร่ำรวยมหาศาล

นายเซ็น มีอำนาจกล้าแข็งขึ้น จนสามารถปราบดาภิเษกตนเองขึ้นเป็นกษัตริย์ปกครองประเทศปูชา

ส่วนในประเทศไทลาน ประชาชนที่รู้ทันแผนชั่วของนายษิณ ร่วมกันยึดอำนาจกลับคืน แล้วจับนายษิณคุมขัง แต่นายษิณ หนีเอาตัวรอดไปได้ 

นายษิณ ผูกใจเจ็บ อาฆาตแค้น สาบานกับตนเองว่า "วันหนึ่งตนเองจะกลับมาปราบดาภิเษกขึ้นเป็นกษตริย์ในประเทศไทลานให้ได้ "  โดยมีนายเซ็น กษัตริย์ของประเทศปูชา ช่วยสนับสนุนแผนการร้ายนี้อีกทางหนึ่ง

นายษิณ เริ่มวางแผนยุยงประชาชนในประเทศไทลานหนักข้อขึ้น
จนกระทั่งสามารถเผาเมืองหลวงของประเทศไทลานได้ถึงสองครั้งสองครา
บ้านเมืองได้รับความเสียหาย ประชาชนล้มตายกันเป็นจำนวนมาก

นายษิณ เริ่มใช้อุบายหลอกหลวงและมอมเมาประชาชนในประเทศไทลาน โดยผ่านทางพรรคพวกของตัวเองที่แฝงตัวอยู่ จนกระทั่งประชาชนส่วนใหญ่เริ่มเห็นกงจักรเป็นดอกบัว....

วันนี้ นายษิณ เฝ้ารอเพียงแต่ให้สถานการณ์มันสุกงอม และเมื่อนั้น...
นายษิณ ก็จะกลับเข้ามายังประเทศไทลาน และปราบดาภิเษกตัวเองขึ้นเป็นกษัตริย์
เหมือนกับที่ได้สัญญาไว้กับนายเซ็น เพื่อนของเขา ซึ่งปัจจุบันเป็นกษัตริย์แห่งประเทศปูชาไปแล้ว

******************************
บทความนี้ ผมเขียนขึ้นด้วย "ความรักชาติ ศาสนา พระมหากษตริย์ และแผ่นดินไทย"
ชาติชาย คเชนชล : 23 มิ.ย.2554
อ่านต่อ >>

วันพฤหัสบดีที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2554

ก่อนจะไปเลือกตั้ง อยากให้ดูหนังสักสองเรื่อง

เรื่องที่ 1 Bloody October 2008



มิวสิควีดีโอ 7 ตุลาทมิฬ (Bloody October 2008)
Lyrics and Music by Kelly Newton wordsworth @ Newton Productions. PTY.LTD.
Arranged and Produced by Kelly and Chardchai Wongsawan.

********************************************

เรื่องที่ 2 ครั้งหนึ่งในกรุงเทพฯ



ภาพการชุมนุมของแกนนำคนเสื้อแดงและกลุ่มก่อการร้าย ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร เพื่อต่อต้านรัฐบาล จนกระทั่งรัฐบาลต้องประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ภาพเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในระหว่าง 13-19 พ.ค.2553 บริเวณ แยกศาลาแดง แยกราชประสงค์ สามเหลี่ยมดินแดง ราชปรารภ พระรามสี่ บ่อนไก่
จ้าของภาพ : สำนักข่าว REUTERS

***********************************
อ่านต่อ >>

วันพุธที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2554

กกต.ราชบุรี กั๊กวิธีการเลือกตั้ง

ใกล้จะถึงวันอาทิตย์ที่ 3 ก.ค.2554 ซึ่งเป็นวันเลือกตั้ง ส.ส.ทั่วประเทศแล้ว ที่ จ.ราชบุรี บ้านผม นักการเมืองก็กำลังหาเสียงกันในช่วงใกล้โค้งสุดท้ายนี้อย่างถึงพริกถึงขิง จนสันติบาลจัดอันดับราชบุรีบ้านผมเป็นพื้นที่สีแดงไปแล้ว  

หน่วยงานกลางสำคัญที่ทำหน้าที่รณรงค์ให้ประชาชนออกมาใช้สิทธิเลือกตั้ง คือ กกต.จังหวัดราชบุรี เผอิญผมไปเห็นป้าย Banner รณรงค์ของ กกต.ราชบุรี ป้ายหนึ่ง แขวนอยู่ใจกลางเมืองราชบุรี ผมมีความรู้สึกว่า กกต.จ.ราชบุรี กำลังปกปิดวิธีการเลือกตั้งแก่ประชาชน ป้ายนี้มีข้อความว่า


บัตร 1 ใบ เลือก ส.ส.ที่ท่านรัก (แบบแบ่งเขต)
บัตร 1 ใบ เลือก พรรคที่ท่านชอบ (แบบบัญชีรายชื่อ)

อ่านดูโดยไม่คิดอะไรมาก ก็รู้สึกว่าเป็นข้อความรณรงค์ที่จำง่าย ฟังเข้าใจ แต่หากลองมองอย่างเป็นธรรมแล้ว จะรู้สึกว่า "มันน่าจะไม่ครบถ้วน" เพราะมันควรจะมีคำว่า

"หากไม่รัก ไม่ชอบใคร ให้เลือกไม่ประสงค์ลงคะแนน"  

กกต.จ.ราชบุรี ไม่น่าลืม  หรือว่า กกต.กำลังกั๊กวิธีการเลือกตั้งของประชาชน เหตุผลที่ผมกล่าวเช่นนี้ก็เพราะ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.และการได้มาซึ่ง ส.ว. พ.ศ.2550 ระบุไว้ว่า

"มาตรา 67 การลงคะแนนเลือกตั้งให้ทำเครื่องหมายกากบาท IXI ลงในช่องทำเครื่องหมายของหมายเลขผู้สมัครหรือพรรคการเมืองในบัตรเลือกตั้ง และในกรณีที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งไม่ประสงค์จะลงคะแนนเลือกตั้ง ให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งทำเครื่องหมายกากบาท IXI ในช่องทำเครื่องหมายไม่ประสงค์ลงคะแนนเลือกตั้ง ในบัตรเลือกตั้ง"

ตามมาตรา 67 แสดงว่ามีให้เลือกไม่ประสงค์ลงคะแนนด้วย 

แล้วทำไม..กกต.ราชบุรี จึงไม่แจ้งวิธีการนี้แก่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งว่า สามารถเลือกไม่ประสงค์ลงคะแนนได้เช่นกัน....


ผมไม่ได้เข้าข้างกลุ่มที่ออกมารณรงค์ Vote No. แต่ในเนื้อแท้จริงแล้ว กกต.จ.ราชบุรี ต้องแจ้งให้ประชาชนทราบถึงสิทธิ์ของเขาด้วยว่า "สิทธิอีกประการที่เขามี คือ เลือกไม่ประสงค์ลงคะแนน"

ยกตัวอย่างเช่น "คุณครู รู้ว่าโจทย์เลขข้อนี้ มีวิธีทำ 3 วิธี คือ วิธี ก.,ข. และ ค. แต่คุณครูบอกนักเรียนเพียง 2 วีธี คือ วิธี ก. และ วิธี ข. แต่ไม่บอก วิธี ค."

ป้ายรณรงค์อื่นๆ ที่ กกต.จ.ราชบุรี จัดทำ เช่น อย่าลืมไปเลือกตั้ง, เลือกคนดีเข้าสภา หรือเพื่อศักดิ์ศรีชาวราชบุรี ไปเลือกคนดีเข้าสภา ฯลฯ  อย่างนี้มันเป็นป้ายรณรงค์ทั่วไป มันไม่ได้บอกวิธีการเลือก  แต่การเขียนป้ายรณรงค์ที่มีข้อความ "บัตร 1 ใบ เลือก ส.ส.ที่ท่านรัก (แบบแบ่งเขต),บัตร 1 ใบ เลือก พรรคที่ท่านชอบ (แบบบัญชีรายชื่อ)" นี่มันเป็นการบอกวิธีการเลือกแล้ว ดังนั้นจึงต้องแจ้งวิธีการเลือกให้ครบคือ หากประชาชนไม่รัก ไม่ชอบใคร ก็สามารถเลือกไม่ประสงค์ลงคะแนนได้ด้วย

หลายคนอาจจะเห็นว่า เรื่องนี้มันเป็นเรื่องหยุมหยิม แต่ในทัศนะผมแล้ว ผมเห็นว่ามันเป็นเรื่องสำคัญ เพราะมันเป็นกฏหมายประกอบรัฐธธรมนูญของเรา

วันนี้ บ้านเมืองเราเป็นเช่นนี้ ก็เพราะเราชอบปล่อยปละละเลยเรื่องราวหยุมหยิมเหล่านี้...จนกระทั่งผู้กระทำผิดย่ามใจ...


******************************
ชายชาติ คเชนชล : 15 มิ.ย.2554

อ่านต่อ >>

วันศุกร์ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2554

น่าเสียดายเงินตั้ง 25 ล้าน

สืบเนื่องจาก นายวสันต์ เที่ยงตรง สจ.ราชบุรี เขต 5 (อ.บ้านโป่ง) และนายบุญดำรง  ประเสริฐโสภา สจ.ราชบุรี เขต 1 (อ.ดำเนินสะดวก) ได้ลาออกจาก สจ. (ซึ่งเหลือวาระอีกประมาณ 9 เดือน) เพื่อไปลงสมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ส. ที่จะทำการเลืองตั้งในวันที่ 3 ก.ค.2554 ที่จะถึงนี้


   นายวันชัย ธีระสัตยกุล         นายวสันต์   เที่ยงตรง    นายบุญดำรง ประเสริฐโสภา

ต่อมานายวันชัย  ธีระสัตยกุล นายก อบจ.ราชบุรี ก็ได้ลาออกจากตำแหน่งเช่นกัน (ซึ่งเหลือวาระอีกประมาณ 11 เดือน) โดยให้เหตุผลว่าเพื่อแสดงความเป็นกลางในการเลือกตั้ง ส.ส.ราชบุรี ต่อจากนั้น ผอ.การเลือกตั้งประจำ อบจ.ราชบุรี ก็ประกาศให้มีการเลือกตั้ง นายก อบจ.ใหม่ และเลือกตั้งซ่อม สจ.ราชบุรี 2 คน แทนตำแหน่งที่ว่าง ในวันอาทิตย์ที่ 17 ก.ค.2554

โดยใช้เงินสะสมของ อบจ.ในการจัดการเลือกตั้งครั้งนี้ 25 ล้านบาท

สจ.ที่เลือกใหม่ 2 คน คงทำงานไปตามวาระที่เหลือคือ อีก 9 เดือน  แต่ นายก อบจ. ที่ได้รับเลือกตั้งใหม่ จะเริ่มนับวาระใหม่โดยจะสามารถดำรงตำแหน่งอยู่ต่อไปได้จนครบวาระคืออีก 4 ปี 

ซึ่งวาระการดำรงตำแหน่งของ นายก อบจ. ที่เลือกใหม่นี้ ที่ว่าสามารถอยู่ต่อไปอีก 4  ปีนั้น ผมเองก็ไม่เข้าใจว่า ทำไม? จึงไม่เหมือนกับ สจ.ที่สามารถดำรงตำแหน่งได้แค่ตามวาระที่เหลืออยู่คือ 9 เดือน  ใครๆ เขาก็บอกว่ามันเป็นไปตามกฏหมายการเลือกตั้งท้องถิ่นที่กำหนดไว้...

แต่นั่นคงไม่ใช่สาระสำคัญที่จะกล่าวถึง..สาระสำคัญมันอยู่ที่ว่า

การที่ สจ.ลาออกเพื่อไปลงสมัครเป็น ส.ส. ซึ่งถือว่าเป็นประโยชน์ส่วนตน

ทำไม? จึงต้องเอางบประมาณซึ่งเป็นเงินภาษีของประชาชนไปจัดการเลือกตั้งซ่อมให้..ผู้ที่รับผิดชอบค่าใช้จ่ายควรจะเป็น สจ.คนที่ลาออกมากกว่า

หากตำแหน่ง สจ.ที่ว่างลงนี้ เหตุเพราะเสียชีวิต, ต้องความผิดในคดี, ทุพพลภาพ หรือมีเหตุอันสมควรว่าจำเป็นต้องลาออกเพราะแรงกดดันในสภา  อย่างนี้..ผมว่าก็ยังพออนุโลมเอางบประมาณจากภาษีประชาชนไปจัดการเลือกตั้งซ่อมได้ 

ส่วนนายวันชัย ธีระสัตยกุล นายก อบจ.ราชบุรี ที่ลาออก ก็ไม่ได้เป็นไปตามที่กล่าวอ้างว่าเพื่อให้เกิดความเป็นกลาง  แต่ลาออกเพราะต้องการแย่งชิงความได้เปรียบทางการเมือง เพราะเมื่อลาออก ก็จะต้องมีการเลือกตั้งใหม่ภายในระยะเวลาที่กำหนด ซึ่งปรากฏชัดเจนว่า

หลังที่นายวันชัยฯ ลาออก เพียงอีกไม่กี่วัน นายวันชัยฯ ก็กลับมาลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นนายก อบจ.ใหม่อีกครั้ง...จึงมีคำถามว่า ทำไม?

นี่คือสปิริตของนักการเมือง ใช่หรือไม่...นายวันชัยฯ เล็งเห็นว่า "การลาออกตอนนี้ แล้วมาสมัครใหม่ ตนเองจะไร้คู่แข่งมาแย่งชิงเก้าอี้ นายก อบจ.ราชบุรี เพราะคู่แข่งทั้งหลายกำลังลงไปชิงชัยกันในสนามเลือกตั้ง ส.ส.ของราชบุรี ที่จะมีการเลือกตั้งใน 3 กรกฏาคม 2554 ที่จะถึงนี้"

หากปล่อยให้มีเลือกตั้ง นายก.อบจ.ไปตามวาระที่เหลืออีก 11 เดือน คู่แข่งที่อกหักจากการเป็น ส.ส.จะต้องหันกลับมาลงสมัครเลือกตั้ง ชิงเก้าอี้ นายก อบจ.ราชบุรี แข่งกับนายวันชัยฯ อย่างแน่นอน

ดังนั้นการลาออกของนายวันชัยฯ จึงเป็นเหตุอันไม่สมควร เพราะเป็นการลาออกเพื่อต้องการชิงความได้เปรียบทางการเมือง

นายวันชัยฯ กำลังคิดเช่นเดียวกับพระยาละแวก

ซึ่งในปี พ.ศ.2129 พระยาละแวกเห็นว่าไทยกำลังสู้ศึกหงสาวดีอยู่ จึงฉวยโอกาสยกทัพเข้ามาตีเมืองปราจีนบุรี .....นายวันชัยก็เห็นว่าคู่แข่งกำลังทำศึกอยู่กับการเลือกตั้ง ส.ส. จึงฉวยโอกาสลาออก เพื่อป้องกันไม่ให้คู่แข่งได้ตั้งตัว หวนกลับมาแย่งชิงเก้าอี้ นายก.อบจ.ของตัวเอง...

ที่กล่าวมานี้ก็คือเล่ห์เหลี่ยมตามปกติของนักการเมือง โดยเขาไม่สนใจหรอกว่าประชาชนจะคิดอย่างไร  แต่ประเด็นสำคัญที่ผมคิดว่า ทุกคนน่าจะให้ความสนใจและเป็นกรณีศึกษา ก็คือ

ทำไม? เราต้องเอาเงินภาษีของเราตั้ง 25 ล้าน เพื่อมาจัดการเลือกตั้งซ่อม เพราะสาเหตุจากคนเพียงแค่ 3 คนนี้

ทั้ง 3 คนลาออกไปก่อนจะหมดวาระ เพื่อให้สมประโยชน์ของตนเองทั้งสิ้น...
ดังนั้นคนที่จะต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการจัดการเลือกตั้งใหม่..
ควรจะต้องเป็นภาระของคนทั้ง 3 คนนี้ต่างหาก...

แต่ถ้าถามว่าทั้ง 3 คนควรกระทำเช่นนั้นหรือไม่ ต้องตอบว่า "ไม่ใช่" และทั้ง 3 คนก็ไม่จำเป็นต้องรับผิดชอบ เพราะมันเป็นไปตามกฏหมายการเลือกตั้งท้องถิ่นที่บัญญัติไว้

บทเรียนในครั้งนี้ก็คือ ประชาชนเสียค่าโง่ไป

เพราะขณะที่นักการเมืองเขาร่างกฏหมายฯ เพื่อเสนอนั้น เขาย่อมร่างเพื่อให้เป็นประโยชน์และเอื้อต่อตัวเขาเองมากกว่าที่จะเป็นประโยชน์แก่ส่วนร่วมและรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติ  ผมเสียดายเงินตั้ง 25 ล้าน ที่จะต้องละลายไปในอีกไม่กี่วันข้างหน้านี้  แล้วได้คนมาเพียง 3 คน คือ  นายก อบจ.ราชบุรี (คนใหม่)  1  คน และ สจ.(ใหม่) อีก 2 คน

และในอีก 9 เดือนข้างหน้าก็ต้องเสียเงินค่าจัดการเลือกตั้ง สจ.ใหม่ทั้งหมดอีกครั้ง

น่าเสียดาย เงินตั้ง 25 ล้าน มันน่าจะทำประโยชน์อะไรได้มากกว่านี้

**************************************
ชาติชาย คเชนชล : 10 มิ.ย.2554

ตีพิมพ์ใน น.ส.พ.เวสเทิร์นนิวส์ โฟกัสราชบุรี ฉบับประจำเดือนกรกฏาคม 2554 หน้า 17






อ่านต่อ >>

วันอังคารที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2554

หากคะแนน Vote NO. มากกว่าคะแนนผู้สมัคร ส.ส....ผลการเลือกตั้งที่ถูกต้องควรจะเป็นอย่างไร?

เมื่อคืนวานนี้ เพื่อนผมคนหนึ่งจากพระประแดง โทรศัพท์มาหา "บ่นเรื่องราวความเบื่อหน่ายกับบรรดานักการเมืองทั้งหลายอย่างหัวเสีย อยู่นานเป็นชั่วโมง"  แล้วก็เสนอความคิดว่า "หากคะแนน Vote NO. มากกว่าคะแนนผู้สมัคร ส.ส....ผลการเลือกตั้งที่ถูกต้องควรจะเป็นอย่างไร?" พอผมฟังแล้วก็รู้สึกมันเป็นความคิดที่น่าสนใจมาก เลยนำมาแลกเปลี่ยนแบ่งปันกันในบล็อกนี้  จะได้ช่วยกันคิด ช่วยกันวิเคราะห์ ช่วยกันแสดงความคิดเห็น  เพราะปัจจุบันเสียง Vote NO ของประชาชนเป็นเพียงแค่การส่งสัญญาณ แต่ไม่มีผลทางกฏหมายหรือความหมายใดๆ กับนักการเมืองเหล่านี้แต่อย่างใด...เพราะเขาไม่สนใจว่า คะแนน Vote No จะมีอยู่กี่คะแนน...

ผมลองยกตัวอย่างดูเพื่อจะได้เห็นภาพ เช่น ในเขตเลือกแห่งหนึ่ง มีพรรคการเมือง 3 พรรค ส่งผู้แทนพรรคลงสมัครเลือกตั้งเป็น ส.ส. คือ นาย ก., นาย ข. และ นาย ค.

สมมติว่ามีผู้มาใช้สิทธิ์ออกเสียง จำนวน 20 คน ก็คือ 20 คะแนน

ผลการเลือกตั้ง คะแนนออกมา ดังนี้
  • คะแนนไม่ประสงค์ลงคะแนน (Vote NO)  จำนวน 11 คะแนน
  • คะแนน นาย ก.  ได้  5 คะแนน
  • คะแนน นาย ข.  ได้  3 คะแนน
  • คะแนน นาย ค.  ได้  1 คะแนน
จากผลคะแนนที่ปรากฏเช่นนี้

คำถาม : นาย ก. ควรจะได้เป็น ส.ส. หรือไม่ ?
ตอบ : หากเป็นกฏหมายเลือกตั้งที่มีอยู่ตอนนี้ นาย ก. ต้องได้เป็น ส.ส.แน่นอน

แต่ในตรรกะแล้ว ประชาชนในเขตเลือกตั้งนี้ ถึง 11 คน (ซึ่งถือว่าเป็นเสียงส่วนใหญ่) เห็นว่าทั้ง นาย ก., นาย ข. และนาย ค. ม่มีใครเหมาะสมสักคนที่จะเป็นผู้แทนของเขา หากเกิดกรณีเช่นนี้ ผลการเลือกตั้งที่ถูกต้องและเป็นธรรม อาจตัดสินกันได้หลายหนทาง อาทิ
  • นาย ก. ไม่มีสิทธิ์เป็น ส.ส.ของเขตเลือกตั้งนี้ เพราะไม่ใช่เสียงส่วนใหญ่ของประชาชน เป็นเพียงผู้สมัคร ที่ได้คะแนนมากที่สุด ในบรรดาผู้สมัครด้วยกัน ดังนั้น นาย ก.จึงไม่ควรเป็น ส.ส.ของเขตนี้ 
  • จัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ เพราะประชาชนส่วนใหญ่ไม่ไว้วางใจ ทั้ง 3 คน มาเป็นผู้แทนของเขา
  • พรรคการเมืองทั้ง 3 พรรค จะต้องสรรหาผู้สมัครคนใหม่ลงมาเลือกตั้ง แทนนาย ก., นาย ข. และ นาย ค.
  • นาย ก., นาย ข. และ นาย ค. ไม่มีสิทธิ์ลงมาสมัครรับเลือกตั้งในรอบใหม่
  • ฯลฯ
หากมีกฏหมายเลือกตั้งบัญญัติเช่นนี้
คะแนน Vote NO. จึงจะมีความหมาย
คะแนนเสียงของประชาชนจึงจะมีพลังอำนาจที่แท้จริง

ในอนาคตข้างหน้าอาจจะมีการเสนอกกฏหมายการเลือกตั้งทำนองนี้เข้าสภาฯ
แต่ผมว่ามันคงไม่ผ่าน
เพราะนักเลือกตั้งทั้งหลายที่เข้าไปอยู่ในสภาแล้ว ..คงไม่ยอม!!!!














***************************************

ชาติชาย คเชนชล : 7 มิ.ย.2554
อ่านต่อ >>

วันพุธที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2554

ผมกำลังจะตัดสินใจ VOTE NO จริงๆ หรือ

พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.และการได้มาซึ่ง ส.ว. พ.ศ.2550 ระบุไว้ว่า

"มาตรา 67 การลงคะแนนเลือกตั้งให้ทำเครื่องหมายกากบาท IXI ลงในช่องทำเครื่องหมายของหมายเลขผู้สมัครหรือพรรคการเมืองในบัตรเลือกตั้ง และในกรณีที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งไม่ประสงค์จะลงคะแนนเลือกตั้ง ให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งทำเครื่องหมายกากบาท IXI ในช่องทำเครื่องหมายไม่ประสงค์ลงคะแนนเลือกตั้ง ในบัตรเลือกตั้ง"

Banner ที่ใช้รณรงค์ VOTE NO
ตอนนี้ที่ราชบุรี เขต 1 บ้านผม ทราบกันหมดแล้วว่ามีผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ส. จำนวน 5 คน คือ ผู้สมัครจากพรรคเพื่อไทย, พรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน, พรรคประชาธิปัตย์, พรรครักษ์สันติ แะพรรคภูมิใจไทย  ตอนนี้กำลังหาเสียงกันด้วยวิธีการหลากหลายรูปแบบ ไม่เว้นแม้แต่ใน Social Network ต่างๆ

เรื่องราวของ VOTE NO นี้ผมเคยกล่าวถึงในบทความเรื่อง "ทำไม? ผมต้องไปเลือกคนเหล่านี้" มาครั้งหนึ่งแล้ว แต่ตอนนั้นผมก็ยังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะ VOTE NO  พอเมื่อวานนี้ ผมได้รับเอกสารเผยแพร่รณรงค์ต่างๆ จากกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย  ก็ลองอ่านดู จึงพอเข้าใจว่า กลุ่ม พธม. มีเหตุผลอะไรที่รณรงค์ให้ VOTE NO ผมจึงขอหยิบยกประเด็นสำคัญมาแบ่งปันให้ผู้อ่านใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจดู

สรุปประเด็นเหตุการณ์ที่ผ่านมา
  1. นักการเมืองพวกหนึ่งเผาบ้านเผาเมือง อีกพวกหนึ่งปล่อยให้โจรเผาบ้านเผาเมือง แล้วยังสนับสนุนให้ประกันตัวคนเผาบ้านเผาเมือง
  2. พวกหนึ่งโกงชาติโกงแผ่นดินรวบอำนาจเป็นของคนในครอบครัว อีกพวกหนึ่งก็แบ่งสัมปทานให้พวกพ้องโกงชาติโกงแผ่นดิน
  3. พวกหนึ่งขายชาติยกแผ่นดินให้เป็นของกัมพูชา อีกพวกหนึ่งก็ปล่อยให้กัมพูชาครองแผ่นดินไทยและทำร้ายคนไทย
  4. พวกไหนมาเป็นรัฐบาล เข้ามาก็ลุแก่อำนาจ จนมีประชาชนต้องออกมาชุมนุมเหมือนกัน
เหตุผลในการ VOTE NO
  1. เพื่อส่งสัญญาณเรียกร้องการเปลี่ยนแปลงและการปฏิรูปการเมืองครั้งใหญ่
  2. เพื่อส่งสัญญาณไปยังนักการเมืองทุกพรรคว่า ปัญหาของประเทศชาติในเวลานี้ เพราะเรามีระบบการเมืองและนักการเมืองที่เป็นปัญหาของแผ่นดิน
  3. เพื่อส่งสัญญาณว่าต้องการคนดีให้มาปกครองบ้านเมือง ยับยั้งคนไม่ดีไม่ให้มีอำนาจ (การเลือกคนเลวน้อยที่สุด คือ การตัดสินใจที่ไม่ถูกตามหลักการ  เพราะคนเลวก็ยังได้ปกครองบ้านเมืองอยู่ดี)
  4. เพื่อส่งสัญญาณกับนักการเมืองต้องยอมรับให้มีการปฏิรูปการเมือง คะแนน VOTE NO จะเป็นแรงกดดันและแรงจูงใจในเวลาเดียวกันในการควบคุมพฤติกรรมนักการเมืองในระบบที่ล้มเหลว
  5. เพื่อส่งสัญญาณเพื่อเรียกร้องให้ยุติความรุนแรง แสวงหาเวทีและกลไกในการปฏิรูป ให้คนไทยทุกกลุ่มได้เข้ามามีส่วนร่วม เพื่อป้องกันใม่ให้ประเทศไทยเดินหน้าไปสู่การเผชิญหน้าด้วยความรุนแรง และเสียเลือดเนื้อระหว่างคนไทยด้วยกันเอง
ฟังเหตุผลในการ VOTE NO ของกลุ่ม พธม. แล้วก็เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผล เพราะทุกคนคงทราบอยู่แล้วว่านักการเมืองทุกวันนี้ย่ามใจและเหิมเกริมมากขึ้น เพราะรู้ดีเสมอว่า

เงินยังใช้ซื้อเสียงให้ตนเอง...เข้าไปในสภาได้
นี่คือ..ความจริง (Truth Today)

ทำไม? เราต้องยอมจำนนกับระบบที่เป็นอยู่  ต้องยอมจำนนกับคนที่บรรดาพรรคการเมืองทั้งหลายส่งลงมาประกวดแข่งขัน  เพื่อจะได้ยอดจำนวน ส.ส. เอาไปแสวงหาอำนาจรวมกลุ่มจัดตั้งรัฐบาล หรือเพื่อต่อรองเป็นรัฐมนตรี

ผู้สมัคร ส.ส.ราชบุรี เขต 1 ทั้ง 5 คนนี้ ผมก็พอรู้จักและมีความคุ้นเคยถึง 4 คน ส่วนอีกคน ไม่รู้จัก 

ผมกำลังตัดสินใจอยู่ว่า

"จะเลือกเพราะความรู้จัก หรือจะไม่ยอมให้คนรู้จักไปเป็นเครื่องมือของพรรคการเมือง แล้วกลับมาทำร้ายหรือทำบาปกับประเทศชาติ"

ผมอยากให้คะแนนเสียงของผม ถึงจะมีแค่เพียง 1 เสียง  ก็ขอให้เกิดประโยชน์ให้มากที่สุด เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชนคนไทยทุกคน (ไม่ใช่ประชาชนคนไทยบางพวก บางกลุ่ม)

ผมกำลังจะตัดสินใจ VOTE NO จริงๆ หรือ????? 

***********************************

ชาติชาย คเชนชล : 1 มิ.ย.2554


Banner ที่ใช้รณรงค์ VOTE NO
อ่านต่อ >>